[ รีวิวหนังดี ] The Rivals of Amziah King (2025)



++ ภาพรวมของหนังเรื่องนี้มีบางอย่างที่ดูแตกต่าง มีลักษณะเฉพาะของหนังที่โดดเด่น และมีกลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ จนทำให้ จขกท. ต้องเขียนรีวิวเพื่อนำเสนอให้ทุกท่านได้อ่าน หนังว่าด้วยเรื่องราวของ Amziah King (Matthew McConaughey) หนุ่มอารมณ์ดี มีน้ำใจ เขาประกอบอาชีพเป็นคนเลี้ยงผึ้ง ในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ณ ชนบทอันห่างไกลของรัฐโอกลาโฮมา นอกจากนี้ เขายังเป็นนักดนตรี Bluegrass (เดี๋ยว จขกท. จะขยายความเรื่องดนตรีประเภทนี้ให้ฟังครับ) โดยเขามีวงดนตรีเล็ก ๆ เล่นกับเพื่อน ๆ ในงานตามโบสถ์ และเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆ วันหนึ่งมีคณะตำรวจได้เดินทางไปหาเขา เพื่อให้ช่วยสืบเสาะหาคนร้ายที่ขโมยน้ำผึ้งไปจากฟาร์มแห่งหนึ่ง และถูกจับยึดมาได้ เนื่องจาก Amziah นั้น เขาเป็นคนที่รู้จักผึ้งดีกว่าใคร ๆ และจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้เขาต้องเดินทางเข้าเมือง จนได้พบกับ Kateri (Angelina LookingGlass) เด็กสาวที่เขากับภรรยาเคยรับมาอุปถัมภ์ แต่เมื่อภรรยาของเขาเสียชีวิตลง Kateri และน้องชายจึงถูกส่งไปยังผู้อุปถัมภ์คนใหม่ เขาจึงชวน Kateri ให้มาช่วยงานเลี้ยงผึ้งกับเขา โดยมี Jimmy (Scott Shepherd) ผู้เป็นทั้งเพื่อนและมือขวาของ Amziah อีกคนคอยช่วยเหลืออยู่ด้วย แต่แล้ววันหนึ่ง ฝูงผึ้งและรังของมัน รวมถึงน้ำผึ้งในนั้นของ Amziah ได้ถูกโจรลึกลับโจรกรรมไป ทำให้ Amziah สะเทือนใจมาก จนอาการโรคเส้นเลือดหัวใจกำเริบ เพราะทั้งหมด คือ เงินก้อนใหญ่ที่เขาเตรียมจะเอาไปใช้หนี้ จากนั้นเรื่องราวจึงปะทุเดือดขึ้น เมื่อทุกคนรอบตัวเขาต้องเร่งหาตัวคนร้าย โดยมี Dob McCoy (Kurt Russell) เจ้าพ่อมาเฟีย ผู้เป็นเจ้าของล้งและกิจการทางการเกษตรในเมืองเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก พวกเขาจะสามารถเอาชนะอำนาจมืดได้หรือไม่ ต้องติดตามครับ...



++ ตัวหนังมีความเป็นแนว Crime & Investigation ในรูปแบบ American neo-Western Black Comedy Film หรือในภาษาไทยน่าจะเรียกแบบยาว ๆ ได้ว่าเป็น "หนังสุขนาฎกรรมมืดร่วมสมัยที่มีพื้นฐานมาจากเรื่องราวของชาวอเมริกันร่วมสมัย" ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ จขกท. จะสรุปแบบง่าย ๆ ได้ว่า มันคือหนังที่พูดถึงเรื่องราวของการเสียดสีสังคมและมนุษย์ ที่สะท้อนมุมมองด้านมืด ความเห็นแก่ตัว หรือความย้อนแย้งของสังคมผ่านพล็อตเรื่องที่คาดไม่ถึง โดยนำเสนอผ่านเรื่องราวหนัก ๆ เช่น การคดโกง ความตาย ความรุนแรง อาชญากรรม หรือโรคร้าย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายของความเป็น American Country หรือความเป็นเมืองและวิถีชีวิตในชนบทของอเมริกา ผ่านทางการแสดงร้องรำทำเพลง Bluegrass Music ซึ่งเป็นแนวดนตรีพื้นบ้านประเภทหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ที่แยกย่อยมาจากดนตรีคันทรี (Country) มีจุดเด่น คือ การใช้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายแบบอะคูสติก จังหวะที่รวดเร็ว และการประสานเสียงที่ลงตัว ซึ่งพระเอกและเพื่อน ๆ ของเขาร่วมตั้งวงเพื่อออกแสดงนั่นเอง...



++ จะเห็นได้ว่าภาพรวมที่เป็นองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้มันค่อนข้างจะหลากหลายเลยทีเดียว เมื่อดูจบแล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ย้อนกลับไปดูหนัง American Country ในยุคก่อน ซึ่งตรงนี้เชื่อได้ว่าเป็นความตั้งใจของ ผกก. และคนเขียนบท Andrew Patterson ที่เขาก็มีบ้านเกิดและเติบโตขึ้นมาที่รัฐโอกลาโฮมานี่เอง สิ่งหนึ่งที่ยืนยันความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี คือ มุกตลกเสียดสีที่หนังใส่เข้ามาเป็นระยะตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของหนัง มันเป็นมุกตลกแบบงี่เง่าโบ๊ะบ๊ะมาก แต่มันก็เป็นลายเซ็นทางอารมณ์ของพวกคนที่อาศัยอยู่ตามชนบทของอเมริกา นอกจากนี้เทคนิคการถ่ายภาพก็เป็นเครื่องยืนยันความรู้สึกนี้ได้อีกอย่าง คือ หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่อง ผกก. ได้ใช้การปรับแต่งภาพให้มีจุดเกรน และ noise ที่ภาพสูงมาก ตอนแรก จขกท. คิดว่าจอภาพที่โรงที่ดูมันไม่ชัดหรือเปล่า ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ มันคือ เกรน และ noise ที่ถูกใส่มาในภาพที่เยอะมาก ๆ แบบตั้งใจมาก ในระดับที่เรียกว่าเป็น Snowflake Effect ได้เลย รวมถึงการ grading สีภาพให้เป็น Sepia อีกด้วย ตรงนี้เมื่อมาหาข้อมูลทีหลัง ก็ได้อ่านจากที่ ผกก. สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาต้องการให้ภาพมันออกมาเป็นหนังสไตล์ยุค 70's ที่มีความหม่นและไม่ชัดมาก เนื่องจากการให้แสงที่น้อยกว่าปกติ จขกท. ถือว่าเป็นเทคนิคการถ่ายทำระดับสูง ที่ส่งมอบประสบการณ์การดูหนังให้คนดูที่ต่างออกไปจริง ๆ...



++ ในส่วนของวิธีการเล่าเรื่องนั้น ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรครับ ตรงไปตรงมา เป็นหนังแนว Whodunit ที่ดูง่าย ไม่ต้องคิดอะไรมาก บางอย่างที่ตัวละครทำมันก็ดูจะเกินจริงเกินไปที่คนหนึ่งคน หรือสองคนจะทำให้สำเร็จได้ง่าย ๆ แม้เขาจะมีเหตุผลรองรับก็เถอะ เพราะเขาก็คงไม่ได้เน้นที่ตรงนี้หรอกครับ มันเป็นหนังที่เล่นกับเรื่องอารมณ์ ความผูกพัน มิตรภาพ และ เน้นการเปิดโปงฉีกหน้ากากคนชั่วเสียมากกว่า ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ทีมนักแสดง หนังเรื่องแคสติ้งดีมากนะครับ ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังมันออกมา OK ก็คือทีมนักแสดงครับ โดยเฉพาะน้องนางเอก Angelina LookingGlass ตัวจริงเธอน่าจะเป็นสาวชนเผ่าพื้นเมือง และเล่นหนังเป็นเรื่องแรก แต่ทำได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะบทที่เล่นยากอย่างบทที่ต้องฉลาดและทำอะไรที่ร้ายแรงแบบหน้าตาย ในขณะที่ Matthew McConaughey ไม่ได้รับเล่นหนังมา 6 ปีแล้ว เรื่องนี้เขาก็คิดไม่ผิดหรอกครับที่กลับมารับบทบาทอีกครั้ง และแน่นอน Kurt Russell ในบทเจ้าพ่อ Dob McCoy เฮียแกเล่นได้กวนทรีนดีครับ...



ส่วนตัวเชียร์ให้ดูหนังเรื่องนี้กันนะครับ เพราะนาน ๆ ทีจะมีหนังที่มีจังหวะแบบแปลก ๆ แตกต่างออกไปแบบนี้ออกมา รวมทั้งเทคนิคที่โดดเด่นทั้งการถ่ายทำ บท และการผูกโยงเรื่อง นักแสดงก็เล่นดี ได้ความรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้งด้วย จขกท. ดูแล้วชอบครับ (ปล. ส่งท้าย setting ของหนังเรื่องนี้อยู่ในรัฐโอกลาโฮมาใช่มั้ยครับ แต่เขาถ่ายทำกันในรัฐอะลาบาม่าครับ อิอิ)...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่