สืบเนื่องจากกระทู้ที่ตั้งก่อนหน้านี้แล้วยังค้างในส่วนของ Le Jules Verne กับ La Tour d'Argent เพราะไม่แน่ใจว่าจะใส่รูปทั้งหมดในความเห็นเดียวของกระทู้นั้นได้รึเปล่า เลยตั้งกระทู้แยกออกมาเผื่อว่าเพื่อนๆ สมาชิกท่านใดกำลังมองหาข้อมูลอัพเดทของ Le Jules Verne ในปี 2026 อยู่ค่ะ
รวมดาวร้านดังในปารีส
https://m.pantip.com/topic/44233283
Le Jules Verne เป็นร้านอาหาร 2 Michelin stars ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของหอไอเฟล (ชั้น 1 จะมีร้าน Madame Brasserie) ภายใต้การดำเนินงานของเชฟ Frederic Anton
เราจองโต๊ะล่วงหน้าในเว็บไซท์ของทางร้านตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนมิ.ย. ตั้งใจจะจองมื้อกลางวันเพื่อฉลองวันเกิดแม่แต่วันนั้นดันมีคนจองเต็มหมดแล้วทั้งกลางวันและเย็น เลยจำใจต้องจองก่อนหน้า 1 วันแล้วเขียนอ้อนไปว่าจริงๆ แล้วอยากจองวันที่นี้เพราะเป็นวันเกิดแม่แต่ร้านเต็มทั้ง 2 รอบ เลยต้องจองก่อนหน้านั้นวันนึง ถ้าทางร้านจะช่วยจัดโต๊ะริมกระจกดีๆ ให้เราได้ก็จะซึ้งใจมากเลย อ้อ ตอนจองเค้าจะมีให้เราเลือกด้วยนะคะว่าจะรับเค้กวันเกิดมั้ย มี 2 รสคือ tiramisu กับ seasonal fruits เค้กไซส์ 2 คนราคา €60 แต่เราไม่ได้เลือกเพราะเห็นว่าไม่ตรงวันเกิดจริง เสร็จแล้วเค้าก็จะตัดบัตรเราทันที €380 เพื่อเป็นประกันว่าเราไปแน่นอน
https://www.restaurants-toureiffel.com/en/jules-verne-restaurant.html
เรามาอ่านเจอหลังจากไปกินแล้วว่า main dining room ของ Le Jules Verne จะมี 3 ห้องซึ่งเห็นวิว 3 ด้านคือ Quai Branly, Trocadero และ Champ de Mars โดยร้านจะเปิดให้จองโต๊ะล่วงหน้า 3 เดือน ถ้าเรารู้แล้วว่าอยากนั่งด้านไหนก็ให้ระบุด้านที่ต้องการตอนจองได้เลย เท่าที่อ่านดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะแนะนำว่า Quai Branly คือ the best แต่หลายเว็บก็บอกว่าทั้ง Quai Branly และ Trocadero คือดีทั้งคู่ ก็ต้องลองพิจารณาดูนะคะว่าชอบวิวไหน
ลูกค้าของที่นี่สามารถใช้ลิฟต์ส่วนตัวของทางร้านที่เสาทางทิศใต้ขึ้นไปด้านบนได้เลย วันที่ไปเรากะเวลาพลาด รถติดนานมากแถมพอไปถึงเราก็เพิ่งเห็นว่าเดี๋ยวนี้เค้ากั้นกระจกไว้รอบหอไอเฟลทำให้เราต้องวิ่งหาทางที่มีประตูเข้าไปด้านในได้ ถามคนขายของแถวนั้นก็ไม่มีใครบอกได้ว่าลิฟต์ของร้านอาหารต้องไปด้านไหน เดินจ้ำกันจนเหงื่อซึมกว่าจะหาลิฟต์เจอ ตอนเข้าไปเลยไม่ได้ถ่ายรูปบริเวณทางขึ้นลิฟต์ไว้เลยค่ะ
ตอนนั้นมีคนยืนรออยู่ก่อนหน้าเรา 2 คู่ พอถึงเวลาพนักงานก็ปล่อยให้เราขึ้นลิฟต์ไปครั้งละ 3 คู่ ตอนเดินออกจากลิฟต์คือลุ้นมากว่าจะได้โต๊ะตรงไหน 2 คู่ก่อนหน้าเราได้โต๊ะด้านที่เดินจากลิฟต์ถึงก่อน ส่วนเราต้องเดินผ่านด้านข้างแคบๆ ที่มองเห็นกลไกการทำงานของหอไอเฟลเพื่อไปอีกด้าน สรุปคือเราได้โต๊ะริมกระจกด้าน Trocadero ซึ่งถือว่าโอเคมากๆ เลย ส่วนตัวคิดว่าเป็นโต๊ะที่เกือบดีที่สุดของด้านนั้นแล้วแหละค่ะ จะมีโต๊ะด้านซ้ายมือของเราที่ดียิ่งกว่าเพราะไม่มีเสาไม่มีอะไรบังวิวเลย แต่ตลกร้ายก็คือแขกคู่ที่ได้โต๊ะนั้นดันไม่พอใจกับโต๊ะที่ได้เลยขอย้ายไปห้องหลักอีกด้านนึงเฉย เรางี้อยากเดินตามไปดูสุดๆ ว่าเค้าย้ายไปนั่งตรงไหนกันเหรอ รูปที่ลงคือเราพยายามลบรูปเรา 2 คนออกแล้วนะคะ ยังลบได้ไม่เนียนแต่อยากให้เห็นว่าการจัดโต๊ะในร้านจะประมาณนี้ค่ะ
ความที่ชื่อร้านอาหารนี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ Jules Verne นักประพันธ์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส setting บนโต๊ะที่นี่ก็เลยทำเป็นหนังสือพร้อมกับวรรคทองจากผลงานของ Jules Verne
นั่งได้ไม่นานก็เริ่มเสิร์ฟ amuse-bouche เพื่อเปิดต่อมรับรส
จากนั้นเป็นเมนูให้เราเลือกว่าจะรับแบบไหน แน่นอนเราเลือกเป็น A La Carte Menu สำหรับมื้อกลางวันซึ่งมีเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เพราะถูกที่สุดในร้านแล้ว อิอิ
ตามมาด้วยขนมปังและเนยปั๊มโลโก้ของทางร้าน เราดึงแต่เนื้อขนมปังนุ่มๆ อุ่นๆ ด้านในมากินกับเนยก็อร่อยดีนะคะ
จานถัดไปเป็นซุปเนื้อข้นผสมน้ำมะเขือเทศ ด้านล่างเป็นวุ้นอะไรซักอย่างนี่แหละค่ะ
Mushroom จานแรกของเราจะเป็นประมาณราวิโอลีไส้เห็ดในน้ำมันเฮเซลนัท กินตามด้วยซุปที่มีเห็ดเป็นส่วนผสมแบบเนียนมากๆ
Crab จานนี้ด้านล่างจะเป็นเนื้อปูโปะด้วยโฟมแอปเปิ้ลที่มีผงมะนาวโรยด้านบน ในซุปไซเดอร์ที่กินคู่กันก็มีเนื้อปู พนักงานบอกว่าให้ play with it คือจะเริ่มด้วยการกินส่วนโฟมก่อนแล้วค่อยตักซุปลงมาผสมหรือจะกินแยกกันอะไรยังไงก็ได้ค่ะ
Veal Sweetbread ครั้งแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นคำนี้ก็มักจะนึกถึงขนมปังหวาน แต่ในความเป็นจริงแล้วเมนูนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับขนมปังเลย sweetbread คือต่อมไธมัสหรือตับอ่อนของลูกวัวหรือลูกแกะที่บรรดาร้าน fine dining ในฝรั่งเศสนิยมนำมาทำเป็นอาหารจานหรู ตอนแรกก็ลังเลนะคะว่าจะลองดีมั้ย แต่คิดไปคิดมาก็เอาน่ะ ไม่ลองไม่รู้ พอกินจริงก็โอเคอยู่ค่ะ เนื้อสัมผัสเนียนแอบมีรสชาติของความเป็นเครื่องในแต่ไม่มีกลิ่นสาบ กินแรกๆ ก็อร่อยดีแต่พอเกินครึ่งชิ้นเริ่มเลี่ยน บอกไม่ถูกค่ะ เหมือนเรากินเครื่องในที่ชิ้นใหญ่มากๆ แต่โดยรวมแล้วไม่ผิดหวังที่สั่งมาค่ะ
Red Mullet ปลาอบมากำลังดีราดด้วยซอสที่รสชาติออกแนวเอเชีย กินกับซุปและผักซักอย่าง (น่าจะเป็นหัวผักกาด) ที่เอามาทำเป็นเส้นยาวๆ เหมือนสปาเก็ตตี้ เนื้อปลาสดหวานอร่อยค่ะ
Pre-dessert พนักงานบอกว่าเป็นเซอร์ไพรส์จากเชฟเพื่อปรับต่อมรับรสของเราที่เพิ่งจบจากของคาวให้พร้อมสำหรับของหวาน
Raspberry ประกอบด้วย 3 ส่วนคือมูสราสเบอรี่ที่ด้านล่างเป็นซอสราสเบอรี่กับเมล็ดอะไรซักอย่างที่เปรี้ยวจนเข็ดฟัน มินิเค้กราสเบอรี่ กับน้ำราสเบอรี่ที่ผ่านการแช่ giant hyssop มาแล้ว
Vanilla ออกแนวเค้กกาแฟที่มีไอติมวานิลลากับ black citrus ด้านในราดด้วยซอสวานิลลา เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังรสกาแฟที่คาราเมลไลซ์ด้านบน
หลังจากที่กินของหวานเสร็จแล้ว พนักงานก็ยกขนมพร้อมเทียนวันเกิดออกมาให้แม่ อันนี้เซอร์ไพรส์จริงค่ะ ไม่ได้คาดหวังเลยว่าเค้าจะเตรียมให้เพราะเราไม่ได้จองเค้กแบบเสียเงินไว้ด้วย ชอบใจที่เค้าลงรายละเอียดในสิ่งที่เราเขียนตอนจองว่าอยากจะมาฉลองวันเกิดวันถัดไปแต่ร้านเต็ม
Post-dessert นี่ยกออกมาไล่ๆ กับขนมวันเกิดเลย ชิ้นนึงคือทาร์ตที่ด้านบนน่าจะเป็นมะม่วง อีกชิ้นด้านบนเป็นครีมกาแฟส่วนด้านล่างข้างในกัดเข้าไปแล้วเหมือนเวเฟอร์ อร่อยทั้ง 2 อย่างค่ะ
สุดท้ายพนักงานเอากล่องช็อคโกแลตที่ทำเป็นหนังสือของ Jules Verne มาให้เป็นที่ระลึกคนละกล่องพร้อมกับบิล
เป็นการปิดจบมื้อพิเศษนี้อย่างประทับใจ ให้กลับไปใหม่คือพร้อมทุกเมื่อ ส่วนตัวคิดว่าเป็นร้านมิชลินที่รสชาติเข้าถึงง่าย ไม่ต้องปีนกำแพงกินเท่าไหร่ หลังกินเสร็จแล้วเราสามารถเดินลงบันไดส่วนตัวของทางร้านไปที่ observation deck ชั้น 2 ของหอไอเฟลได้เลย เดินดูวิวถ่ายรูปจนหนำใจแล้วก็กดโค้ดเข้าประตูเดิมเพื่อเดินขึ้นบันไดกลับไปที่ร้านแล้วลงด้านล่างด้วยลิฟต์ตัวที่เราใช้ขึ้นมาอีกที
ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาและขอบคุณอย่างสูงสำหรับท่านที่อดทนอ่านจนจบนะคะ _/\_
Le Jules Verne : ร้านอาหารบนชั้น 2 ของหอไอเฟล
รวมดาวร้านดังในปารีส
https://m.pantip.com/topic/44233283
Le Jules Verne เป็นร้านอาหาร 2 Michelin stars ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของหอไอเฟล (ชั้น 1 จะมีร้าน Madame Brasserie) ภายใต้การดำเนินงานของเชฟ Frederic Anton
เราจองโต๊ะล่วงหน้าในเว็บไซท์ของทางร้านตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนมิ.ย. ตั้งใจจะจองมื้อกลางวันเพื่อฉลองวันเกิดแม่แต่วันนั้นดันมีคนจองเต็มหมดแล้วทั้งกลางวันและเย็น เลยจำใจต้องจองก่อนหน้า 1 วันแล้วเขียนอ้อนไปว่าจริงๆ แล้วอยากจองวันที่นี้เพราะเป็นวันเกิดแม่แต่ร้านเต็มทั้ง 2 รอบ เลยต้องจองก่อนหน้านั้นวันนึง ถ้าทางร้านจะช่วยจัดโต๊ะริมกระจกดีๆ ให้เราได้ก็จะซึ้งใจมากเลย อ้อ ตอนจองเค้าจะมีให้เราเลือกด้วยนะคะว่าจะรับเค้กวันเกิดมั้ย มี 2 รสคือ tiramisu กับ seasonal fruits เค้กไซส์ 2 คนราคา €60 แต่เราไม่ได้เลือกเพราะเห็นว่าไม่ตรงวันเกิดจริง เสร็จแล้วเค้าก็จะตัดบัตรเราทันที €380 เพื่อเป็นประกันว่าเราไปแน่นอน
https://www.restaurants-toureiffel.com/en/jules-verne-restaurant.html
เรามาอ่านเจอหลังจากไปกินแล้วว่า main dining room ของ Le Jules Verne จะมี 3 ห้องซึ่งเห็นวิว 3 ด้านคือ Quai Branly, Trocadero และ Champ de Mars โดยร้านจะเปิดให้จองโต๊ะล่วงหน้า 3 เดือน ถ้าเรารู้แล้วว่าอยากนั่งด้านไหนก็ให้ระบุด้านที่ต้องการตอนจองได้เลย เท่าที่อ่านดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะแนะนำว่า Quai Branly คือ the best แต่หลายเว็บก็บอกว่าทั้ง Quai Branly และ Trocadero คือดีทั้งคู่ ก็ต้องลองพิจารณาดูนะคะว่าชอบวิวไหน
ลูกค้าของที่นี่สามารถใช้ลิฟต์ส่วนตัวของทางร้านที่เสาทางทิศใต้ขึ้นไปด้านบนได้เลย วันที่ไปเรากะเวลาพลาด รถติดนานมากแถมพอไปถึงเราก็เพิ่งเห็นว่าเดี๋ยวนี้เค้ากั้นกระจกไว้รอบหอไอเฟลทำให้เราต้องวิ่งหาทางที่มีประตูเข้าไปด้านในได้ ถามคนขายของแถวนั้นก็ไม่มีใครบอกได้ว่าลิฟต์ของร้านอาหารต้องไปด้านไหน เดินจ้ำกันจนเหงื่อซึมกว่าจะหาลิฟต์เจอ ตอนเข้าไปเลยไม่ได้ถ่ายรูปบริเวณทางขึ้นลิฟต์ไว้เลยค่ะ
ตอนนั้นมีคนยืนรออยู่ก่อนหน้าเรา 2 คู่ พอถึงเวลาพนักงานก็ปล่อยให้เราขึ้นลิฟต์ไปครั้งละ 3 คู่ ตอนเดินออกจากลิฟต์คือลุ้นมากว่าจะได้โต๊ะตรงไหน 2 คู่ก่อนหน้าเราได้โต๊ะด้านที่เดินจากลิฟต์ถึงก่อน ส่วนเราต้องเดินผ่านด้านข้างแคบๆ ที่มองเห็นกลไกการทำงานของหอไอเฟลเพื่อไปอีกด้าน สรุปคือเราได้โต๊ะริมกระจกด้าน Trocadero ซึ่งถือว่าโอเคมากๆ เลย ส่วนตัวคิดว่าเป็นโต๊ะที่เกือบดีที่สุดของด้านนั้นแล้วแหละค่ะ จะมีโต๊ะด้านซ้ายมือของเราที่ดียิ่งกว่าเพราะไม่มีเสาไม่มีอะไรบังวิวเลย แต่ตลกร้ายก็คือแขกคู่ที่ได้โต๊ะนั้นดันไม่พอใจกับโต๊ะที่ได้เลยขอย้ายไปห้องหลักอีกด้านนึงเฉย เรางี้อยากเดินตามไปดูสุดๆ ว่าเค้าย้ายไปนั่งตรงไหนกันเหรอ รูปที่ลงคือเราพยายามลบรูปเรา 2 คนออกแล้วนะคะ ยังลบได้ไม่เนียนแต่อยากให้เห็นว่าการจัดโต๊ะในร้านจะประมาณนี้ค่ะ
ความที่ชื่อร้านอาหารนี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ Jules Verne นักประพันธ์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส setting บนโต๊ะที่นี่ก็เลยทำเป็นหนังสือพร้อมกับวรรคทองจากผลงานของ Jules Verne
นั่งได้ไม่นานก็เริ่มเสิร์ฟ amuse-bouche เพื่อเปิดต่อมรับรส
จากนั้นเป็นเมนูให้เราเลือกว่าจะรับแบบไหน แน่นอนเราเลือกเป็น A La Carte Menu สำหรับมื้อกลางวันซึ่งมีเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เพราะถูกที่สุดในร้านแล้ว อิอิ
ตามมาด้วยขนมปังและเนยปั๊มโลโก้ของทางร้าน เราดึงแต่เนื้อขนมปังนุ่มๆ อุ่นๆ ด้านในมากินกับเนยก็อร่อยดีนะคะ
จานถัดไปเป็นซุปเนื้อข้นผสมน้ำมะเขือเทศ ด้านล่างเป็นวุ้นอะไรซักอย่างนี่แหละค่ะ
Mushroom จานแรกของเราจะเป็นประมาณราวิโอลีไส้เห็ดในน้ำมันเฮเซลนัท กินตามด้วยซุปที่มีเห็ดเป็นส่วนผสมแบบเนียนมากๆ
Crab จานนี้ด้านล่างจะเป็นเนื้อปูโปะด้วยโฟมแอปเปิ้ลที่มีผงมะนาวโรยด้านบน ในซุปไซเดอร์ที่กินคู่กันก็มีเนื้อปู พนักงานบอกว่าให้ play with it คือจะเริ่มด้วยการกินส่วนโฟมก่อนแล้วค่อยตักซุปลงมาผสมหรือจะกินแยกกันอะไรยังไงก็ได้ค่ะ
Veal Sweetbread ครั้งแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นคำนี้ก็มักจะนึกถึงขนมปังหวาน แต่ในความเป็นจริงแล้วเมนูนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับขนมปังเลย sweetbread คือต่อมไธมัสหรือตับอ่อนของลูกวัวหรือลูกแกะที่บรรดาร้าน fine dining ในฝรั่งเศสนิยมนำมาทำเป็นอาหารจานหรู ตอนแรกก็ลังเลนะคะว่าจะลองดีมั้ย แต่คิดไปคิดมาก็เอาน่ะ ไม่ลองไม่รู้ พอกินจริงก็โอเคอยู่ค่ะ เนื้อสัมผัสเนียนแอบมีรสชาติของความเป็นเครื่องในแต่ไม่มีกลิ่นสาบ กินแรกๆ ก็อร่อยดีแต่พอเกินครึ่งชิ้นเริ่มเลี่ยน บอกไม่ถูกค่ะ เหมือนเรากินเครื่องในที่ชิ้นใหญ่มากๆ แต่โดยรวมแล้วไม่ผิดหวังที่สั่งมาค่ะ
Red Mullet ปลาอบมากำลังดีราดด้วยซอสที่รสชาติออกแนวเอเชีย กินกับซุปและผักซักอย่าง (น่าจะเป็นหัวผักกาด) ที่เอามาทำเป็นเส้นยาวๆ เหมือนสปาเก็ตตี้ เนื้อปลาสดหวานอร่อยค่ะ
Pre-dessert พนักงานบอกว่าเป็นเซอร์ไพรส์จากเชฟเพื่อปรับต่อมรับรสของเราที่เพิ่งจบจากของคาวให้พร้อมสำหรับของหวาน
Raspberry ประกอบด้วย 3 ส่วนคือมูสราสเบอรี่ที่ด้านล่างเป็นซอสราสเบอรี่กับเมล็ดอะไรซักอย่างที่เปรี้ยวจนเข็ดฟัน มินิเค้กราสเบอรี่ กับน้ำราสเบอรี่ที่ผ่านการแช่ giant hyssop มาแล้ว
Vanilla ออกแนวเค้กกาแฟที่มีไอติมวานิลลากับ black citrus ด้านในราดด้วยซอสวานิลลา เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังรสกาแฟที่คาราเมลไลซ์ด้านบน
หลังจากที่กินของหวานเสร็จแล้ว พนักงานก็ยกขนมพร้อมเทียนวันเกิดออกมาให้แม่ อันนี้เซอร์ไพรส์จริงค่ะ ไม่ได้คาดหวังเลยว่าเค้าจะเตรียมให้เพราะเราไม่ได้จองเค้กแบบเสียเงินไว้ด้วย ชอบใจที่เค้าลงรายละเอียดในสิ่งที่เราเขียนตอนจองว่าอยากจะมาฉลองวันเกิดวันถัดไปแต่ร้านเต็ม
Post-dessert นี่ยกออกมาไล่ๆ กับขนมวันเกิดเลย ชิ้นนึงคือทาร์ตที่ด้านบนน่าจะเป็นมะม่วง อีกชิ้นด้านบนเป็นครีมกาแฟส่วนด้านล่างข้างในกัดเข้าไปแล้วเหมือนเวเฟอร์ อร่อยทั้ง 2 อย่างค่ะ
สุดท้ายพนักงานเอากล่องช็อคโกแลตที่ทำเป็นหนังสือของ Jules Verne มาให้เป็นที่ระลึกคนละกล่องพร้อมกับบิล
เป็นการปิดจบมื้อพิเศษนี้อย่างประทับใจ ให้กลับไปใหม่คือพร้อมทุกเมื่อ ส่วนตัวคิดว่าเป็นร้านมิชลินที่รสชาติเข้าถึงง่าย ไม่ต้องปีนกำแพงกินเท่าไหร่ หลังกินเสร็จแล้วเราสามารถเดินลงบันไดส่วนตัวของทางร้านไปที่ observation deck ชั้น 2 ของหอไอเฟลได้เลย เดินดูวิวถ่ายรูปจนหนำใจแล้วก็กดโค้ดเข้าประตูเดิมเพื่อเดินขึ้นบันไดกลับไปที่ร้านแล้วลงด้านล่างด้วยลิฟต์ตัวที่เราใช้ขึ้นมาอีกที
ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาและขอบคุณอย่างสูงสำหรับท่านที่อดทนอ่านจนจบนะคะ _/\_