ครม.เคาะต่ออายุ "ไทยช่วยไทยพลัส" อีก 2 เดือน วงเงินใช้จ่าย 1,000 บาท



KEY POINTS
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส"

ขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีก 2 เดือน คือช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับวงเงินใช้จ่ายที่รัฐบาลสมทบให้จำนวน 1,000 บาท

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ให้ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส ออกไปอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) โดยมีวงเงินใช้จ่าย 1,000 บาท ที่รัฐสมทบให้ ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานฯ พ.ศ. 2569 ภายหลังโครงการเดิมได้สิ้นสุดระยะเวลาในวันที่ 30 ก.ย. 2569

พร้อมทั้งเห็นชอบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และได้เพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน) ในเดือนตุลาคม 2569

ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยใช้วงเงินจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานฯ พ.ศ. 2569 จำนวน 43,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้จีดีพีขยายตัวอีกประมาณ 0.1-0.2%

“รัฐบาลจะใช้วงเงินที่เหลืออยู่จากพ.ร.ก.กู้เงิน สาเหตุมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ และวิกฤตจะมาเป็นหลายระลอก ระลอกแรกจากราคาพลังงาน ระลอกที่สองจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อ และระลอกที่สามจากกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งขณะนี้เงินเฟ้อล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% และราคาผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% เป็นเหตุผลให้คณะรัฐมนตรีต้องขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก” นายเอกนิติ ระบุ
 

อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ได้ขยายเวลาออกไป 2 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2569 โดยภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง

สำหรับการยืนยันสิทธิของประชาชน รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 - 15 ตุลาคม 2569 เพี้ยนปักหมุดส่วนการยืนยันสิทธิของผู้ประกอบการ เปิดให้ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มากดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569

เมื่อยืนยันแล้วจะสามารถใช้สิทธิโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00 น. หรือผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00 น.ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
 

อนุมัติเติมเงินบัตรสวัสดิการอีก 1 เดือน
สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากสถานการณ์วิกฤตความผันผวนของราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้การเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพิ่มเติมให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และได้เพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569

ดร.เอกนิติ กล่าวถึงการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ว่า จากเดิมมีผู้ถือบัตร 13.1 ล้านคน ได้เผื่อวงเงินไว้รองรับเพิ่มเป็น 14-14.5 ล้านคน เพียงพอสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการทบทวนสิทธิ ส่วนโครงการไทยช่วยไทย Plus จากเดิมมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 26 ล้านคน จะมี 1 ล้านคนขยับไปใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เหลือ 25 ล้านคนเดิม และจะเติมคนใหม่ที่ตกหล่นจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้ามาอีกประมาณ 7.5 ล้านคน รวมรองรับได้ถึง 47 ล้านคน

คลังยืนยันเงินเหลือเพียงพอดูแลประชาชน
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้วงเงินภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน มีวงเงินเหลืออยู่ 44,000 ล้านบาทเศษในแผนงานส่วนที่ 1 ของพระราชกำหนดเงินกู้ ซึ่งมีวงเงินทั้งหมด 2 ส่วน คือ 200,000 ล้านบาทแรกและอีก 200,000 ล้านบาท โดยเงินที่นำมาใช้ทั้งสองโครงการนี้มาจากส่วนที่ 1 ทั้งหมด ไม่มีการโอนเงินจากส่วนที่ 2 มาใช้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ตามหลักการของโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลไม่ได้ให้เงินแก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมจ่ายระหว่างประชาชนกับร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งวงเงินที่มีอยู่ถูกขยายเพิ่มขึ้นอีก 40% นอกจากนี้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการมาเกือบ 4 เดือน ยังช่วยกระตุ้นจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.38-0.40% เพี้ยนหืม
 

“การขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่มีเงินเหลืออยู่แล้วต้องการทำโครงการ แต่เป็นเพราะสถานการณ์ที่คาดว่าจะคลี่คลายกลับรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง และพอดีกับที่โครงการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน จึงต้องพิจารณาแนวทางดูแลประชาชนในช่วงสถานการณ์รุนแรง โดยยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่มีการโอนเงินจากแผนงานส่วนที่ 2 มาสมทบส่วนที่ 1” นายลวรณ ระบุ

ส่วนการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ยอมรับว่า เป็นการลงทะเบียนที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด มีการนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ โดยกระทรวงการคลังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงในทุกหมู่บ้านเพื่อเก็บตกกลุ่มคนที่ตกหล่น 
รวมถึงตรวจสอบฐานข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ส่วนผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ 60-40 จะรองรับคนกลุ่มนี้ทั้งหมด และคาดว่าจะขยายผู้ใช้สิทธิได้ถึง 32.5 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้งานประมาณ 26 ล้านคน

ครม.ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงเรื่องการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า จากผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรก 9.5 ล้านราย และอยู่ระหว่างขอทบทวนสิทธิประมาณ 5 ล้านราย โดยครม.เห็นชอบการปรับเกณฑ์ในหลายประเด็น ทั้งกรณีนักเรียนนักศึกษาที่จะไม่รวมผู้อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบทและผู้เรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามกฎหมายส่งเสริมการเรียนรู้ และกรณีผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่จะไม่รวมวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือวิสาหกิจชุมชน

ส่วนเกณฑ์ด้านทรัพย์สินว่า ผู้ที่มีบัญชีหลักทรัพย์และตราสารหนี้จะได้รับการยกเว้นหากไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่าไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วว่าผู้ถือครองมูลค่าน้อยไม่ได้มีเจตนามุ่งค้า ส่วนเกณฑ์ยานพาหนะ รถจักรยานยนต์อายุไม่เกิน 15 ปี และรถยนต์ รถพ่วง รถใช้ในการเกษตรอายุเกิน 20 ปี จะได้รับการยกเว้น โดยแยกรถมูลค่าสูงและรถสะสมออกจากรถที่ใช้งานทั่วไปของประชาชน
 

นอกจากนี้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส จากสถิติ 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ใช้สิทธิเฉลี่ยที่ใช้เงินไม่หมดประมาณ 51% เพี้ยนเหรอ จึงมีการขยายเวลาการใช้สิทธิ 60-40 ออกไปอีก 2 เดือนคือตุลาคมและพฤศจิกายน เพื่อให้โครงการครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ ส่วนร้านค้าสามารถลงทะเบียนเพิ่มเติมได้จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกันเพื่อเปิดโอกาสให้ร้านค้าในระบบเป๋าตังรองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ต่อเนื่องด้วย


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่