
- เกือบพลาด ของดี ที่ตั้งใจเล็งไว้ตั้งแต่ตอนอ่านเรื่องย่อให้แล้วเพราะมีการพูดถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่าง
6 ตุลา 19 นี่แหละ แต่ปรากฏว่าดันเข้าไปดูผิดเรื่องพอมาถึงกลายเป็นว่าละครได้แสดงไปแล้วกว่าครึ่งชั่วโมง เห็นภาพ 2 พระ-นางอย่างคุณเพียว ดวงใจ กับคุณตั้ว ประดิษฐ์ ที่เพิ่งมาทราบทีหลังว่าควบทั้งเขียนบทและกำกับ ชนิดรับจบทุกการเหมาในชุดแต่งงานสีขาวนั่งทำพิธี
Q&A ถามไถ่สารทุกข์สุขภาพกันและกันอยู่กลางเวทีโล่ง ๆ สีขาว ถ้าไม่นับคุณศรายุทธ์นักประพันธ์ดนตรีที่นั่งบรรเลงเปียโนกระตุ้นอารมณ์กับบรรยากาศอยู่ข้าง ๆ เวทีที่เห็นภาพปุ๊บเป็นอันเรียบร้อยว่า
งง ๆ กับการมาถึงจุดนี้ จนกระทั่งคุณตั้วเดินหายไปจากเวที ปล่อยให้คุณเพียวยืนอยู่เพียงลำพัง ก่อนจะค่อย ๆ แสดงความในใจ ที่ซ่อนเร้นออกมาพร้อมกับข้อความหลังฉากที่ช่วยบรรยายสำทับจึงสะกดให้ผมรีบจดจ่อกับสิ่งที่กำลังนำเสนอทันที

- สัมผัสว่าการพยายามเสพ
สาร ที่นำเสนอมาแต่ละช่วงดูท่าไม่ง่ายเหมือนตอนดูละครเวที
Waiting for Godot คอย กอ ดอ (2569) ด้วยเพราะมันไม่ได้เล่าตาม
Timeline ที่อิงกับเหตุการณ์สำคัญอย่างเช่น
6 ตุลา 19, พฤษภาทมิฬ 35, 19 กันยา 49 ไล่มาจนถึง
รัฐประหาร 57 เป็นเส้นตรง แต่ปล่อยให้แต่ละคนพรรณนาโวหารถึงสิ่งที่เคยเผชิญตามอัธยาศัย ระหว่างห่างหายจากการติดต่อกันมานานกว่า 50 ปี ราวกับทุกสิ่งถูกไหลวนอยู่ใน
CPU ของห้วงกาลเวลาที่ไร้จุดสิ้นสุด ไม่มีเส้นแบ่งตายตัว แม้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงตามมาหลอกหลอนให้หวนระลึกอยู่เสมอ ยิ่งช่วงที่อีกคน
Q แล้วให้อีกคน
A ก็เชิญให้มโนเหมือนกำลังยืนว่าความอยู่ในชั้นศาลว่า
“จำตอนนั้นได้ไหม?” “ลืมเรื่องราวของเราไปแล้วหรือยัง?” ก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มแสดงอาการและท่าทีเปลี่ยนไปจนอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นผลพวงจากโรคทางสมอง หรือกำลังพยายามกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างอยู่กันแน่

- พอดูไปเรื่อย ๆ สังเกตว่าปมต่าง ๆ ที่ไหลผ่านคำพูดและข้อความบนหลังฉากที่บัดนั้นเริ่มมีภาพจาก
Footage ของแต่ละเหตุการณ์ปรากฏสำทับร่วมกับเสียงเปียโนที่กำลังบรรเลงอย่างดื่มด่ำ ก่อนจะมีเสียงวัตถุความเร็วสูงดังขึ้นมา 1 ทีจนถึง กับสะดุ้งไปว่า
“นั้นเอนไปหาใคร?” จึงทำให้ช่วงเวลาก่อนจากกลายเป็นมหกรรมแห่งนาทีผสานเทคนิคหวือหวาทั้งภาพและเสียงด้วยการละเลงสีแดงขยี้บรรยากาศลงไปให้ออกมาฉูดฉาดแต่ทิ่มแทงใจอย่างแนบนิ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ดึง
Situation ที่คลุกรุ่นให้ผ่อนคลายลงด้วยภาพอันสวยงามเป็นการตบท้ายเมื่อนับนิ้วดูตั้งแต่ก้นหย่อนลงบนเก้าอี้ กินเวลาราว 40 กว่านาทีที่ตามจริงมีมากกว่านี้ราว 1 ชั่วโมงกว่า ๆพบว่าเป็นละครเวที ที่เล่าผ่านมุมของวัยกลางคนถึงสิ่งที่เผชิญมากว่าครึ่งชีวิตได้อย่างละเมียดลึกซึ้งและงดงามราวกับทุกสิ่งคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน พอนึกถึงตอนที่คุณตั้วพูดเชิงตั้งคำถามประมาณว่า สิ่งที่อยู่ใน TV จะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนคือเรื่องจริง เหมือนยิ่งไปสะกิดแผลในใจที่อยากลืมให้กลับมาจำและสะท้อนหาคนดูอย่างเรา ๆ ให้เอ๊ะและคิดตามว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้สูญเสียหรือผู้ร่วมกระทำ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบเดิมจนกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่แก้ไม่ได้หรือมีใครไม่อยากให้แก้เรื้อรังเป็นผาสุกในสังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกับมันโดยไม่รู้เลยว่า
เวลาที่หวังจะมาถึงจริง ๆ เมื่อไร ?

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.226 A Nowhere Place : ที่ ไม่มี ที่ (2569) กำกับการแสดงโดย คุณประดิษฐ์ ประสาททอง
- เกือบพลาด ของดี ที่ตั้งใจเล็งไว้ตั้งแต่ตอนอ่านเรื่องย่อให้แล้วเพราะมีการพูดถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่าง 6 ตุลา 19 นี่แหละ แต่ปรากฏว่าดันเข้าไปดูผิดเรื่องพอมาถึงกลายเป็นว่าละครได้แสดงไปแล้วกว่าครึ่งชั่วโมง เห็นภาพ 2 พระ-นางอย่างคุณเพียว ดวงใจ กับคุณตั้ว ประดิษฐ์ ที่เพิ่งมาทราบทีหลังว่าควบทั้งเขียนบทและกำกับ ชนิดรับจบทุกการเหมาในชุดแต่งงานสีขาวนั่งทำพิธี Q&A ถามไถ่สารทุกข์สุขภาพกันและกันอยู่กลางเวทีโล่ง ๆ สีขาว ถ้าไม่นับคุณศรายุทธ์นักประพันธ์ดนตรีที่นั่งบรรเลงเปียโนกระตุ้นอารมณ์กับบรรยากาศอยู่ข้าง ๆ เวทีที่เห็นภาพปุ๊บเป็นอันเรียบร้อยว่า งง ๆ กับการมาถึงจุดนี้ จนกระทั่งคุณตั้วเดินหายไปจากเวที ปล่อยให้คุณเพียวยืนอยู่เพียงลำพัง ก่อนจะค่อย ๆ แสดงความในใจ ที่ซ่อนเร้นออกมาพร้อมกับข้อความหลังฉากที่ช่วยบรรยายสำทับจึงสะกดให้ผมรีบจดจ่อกับสิ่งที่กำลังนำเสนอทันที
- สัมผัสว่าการพยายามเสพ สาร ที่นำเสนอมาแต่ละช่วงดูท่าไม่ง่ายเหมือนตอนดูละครเวที Waiting for Godot คอย กอ ดอ (2569) ด้วยเพราะมันไม่ได้เล่าตาม Timeline ที่อิงกับเหตุการณ์สำคัญอย่างเช่น 6 ตุลา 19, พฤษภาทมิฬ 35, 19 กันยา 49 ไล่มาจนถึง รัฐประหาร 57 เป็นเส้นตรง แต่ปล่อยให้แต่ละคนพรรณนาโวหารถึงสิ่งที่เคยเผชิญตามอัธยาศัย ระหว่างห่างหายจากการติดต่อกันมานานกว่า 50 ปี ราวกับทุกสิ่งถูกไหลวนอยู่ใน CPU ของห้วงกาลเวลาที่ไร้จุดสิ้นสุด ไม่มีเส้นแบ่งตายตัว แม้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงตามมาหลอกหลอนให้หวนระลึกอยู่เสมอ ยิ่งช่วงที่อีกคน Q แล้วให้อีกคน A ก็เชิญให้มโนเหมือนกำลังยืนว่าความอยู่ในชั้นศาลว่า “จำตอนนั้นได้ไหม?” “ลืมเรื่องราวของเราไปแล้วหรือยัง?” ก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มแสดงอาการและท่าทีเปลี่ยนไปจนอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นผลพวงจากโรคทางสมอง หรือกำลังพยายามกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างอยู่กันแน่
- พอดูไปเรื่อย ๆ สังเกตว่าปมต่าง ๆ ที่ไหลผ่านคำพูดและข้อความบนหลังฉากที่บัดนั้นเริ่มมีภาพจาก Footage ของแต่ละเหตุการณ์ปรากฏสำทับร่วมกับเสียงเปียโนที่กำลังบรรเลงอย่างดื่มด่ำ ก่อนจะมีเสียงวัตถุความเร็วสูงดังขึ้นมา 1 ทีจนถึง กับสะดุ้งไปว่า “นั้นเอนไปหาใคร?” จึงทำให้ช่วงเวลาก่อนจากกลายเป็นมหกรรมแห่งนาทีผสานเทคนิคหวือหวาทั้งภาพและเสียงด้วยการละเลงสีแดงขยี้บรรยากาศลงไปให้ออกมาฉูดฉาดแต่ทิ่มแทงใจอย่างแนบนิ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ดึง Situation ที่คลุกรุ่นให้ผ่อนคลายลงด้วยภาพอันสวยงามเป็นการตบท้ายเมื่อนับนิ้วดูตั้งแต่ก้นหย่อนลงบนเก้าอี้ กินเวลาราว 40 กว่านาทีที่ตามจริงมีมากกว่านี้ราว 1 ชั่วโมงกว่า ๆพบว่าเป็นละครเวที ที่เล่าผ่านมุมของวัยกลางคนถึงสิ่งที่เผชิญมากว่าครึ่งชีวิตได้อย่างละเมียดลึกซึ้งและงดงามราวกับทุกสิ่งคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน พอนึกถึงตอนที่คุณตั้วพูดเชิงตั้งคำถามประมาณว่า สิ่งที่อยู่ใน TV จะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนคือเรื่องจริง เหมือนยิ่งไปสะกิดแผลในใจที่อยากลืมให้กลับมาจำและสะท้อนหาคนดูอย่างเรา ๆ ให้เอ๊ะและคิดตามว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้สูญเสียหรือผู้ร่วมกระทำ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบเดิมจนกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่แก้ไม่ได้หรือมีใครไม่อยากให้แก้เรื้อรังเป็นผาสุกในสังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกับมันโดยไม่รู้เลยว่า เวลาที่หวังจะมาถึงจริง ๆ เมื่อไร ?
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้