เสมียนพรรคโอนเอง! สฤณีจับโป๊ะ ‘เส้นเงินฮั้ว ส.ว.’ ฟังเหตุผลถึงกับโอ้โห บางเคสอ้างค่าใส่ปุ๋ยทุเรียน
https://www.matichon.co.th/local/news_5900460
.

.
ใครเป็นคนสั่งให้โอน? สฤณี จับโป๊ะ ‘เส้นเงินฮั้ว ส.ว.’ จองตั๋ว นัดติว ทำโพย ต้นทางเสมียนพรรค – ฟังเหตุผลถึงกับโอ้โห! บางเคสอ้าง ค่าใส่ปุ๋ยทุเรียน จำนวนยอดเป๊ะไปไหม?
.
เมื่อวันที่ 22 กันยายน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาวิชาการ ‘การตรวจสอบ ฮั้ว ส.ว. ปราการด่านสุดท้ายของนิติธรรมไทย’ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักแปลชื่อดัง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ มาเม้า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น
.
ในช่วงหนึ่ง น.ส.สฤณีกล่าวถึง ‘เส้นทางเงิน’ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีฮั้ว ส.ว. โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
.
1.เส้นทางเงิน กลุ่มที่จ่ายให้ผู้สมัคร ส.ว. ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไปดูรายละเอียดใน 77 คน จะเห็นว่าผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. 36 คน ก็เข้าข่ายนี้จำนวนมาก
15 คนที่บอกว่าบุคคลอื่น มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเงิน พูดง่ายๆ คือ หลักฐานชัดมาก มีการโอนเงินในช่วงนั้นเลย ที่มีการเลือก ส.ว. ทั้งในระดับจังหวัด ประเทศ หรืออำเภอก็ตาม แล้วเหตุผลที่ผู้รับเงินอ้างนั้น ในชั้นไต่สวนว่า ‘ฟังไม่ขึ้น’ เนื่องด้วยดูจากจำนวนเงิน จังหวะเวลาต่างๆ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการสมัคร ส.ว.
.
“เรียกได้ว่า จำนวนมาก เป็นโหวตเตอร์พลีชีพ ให้มาเลือกตามโพยเป็นหลัก สอดคล้องกับที่ อ.ปริญญา บอกว่ามีการทำเป็นขบวนการ เรียกว่า ‘โพยฮั้ว’
ซึ่งถ้าดูในบางกรณี คนโอนเงินเป็น ‘เสมียนอยู่ที่พรรคการเมือง’ โอนเงินรวดเดียวไปให้คนที่เป็นผู้สมัคร ส.ว.10 คน อย่างนี้เป็นต้น เหตุผลแรงจูงใจคืออะไร คงไม่ได้อยากจะโอนเล่นๆ ใครเป็นคนสั่งให้โอน”
.
”การโอนในหลายๆ ครั้ง มันมีลักษณะเหมือนเป็นตัวกลาง เป็นนายหน้าส่งต่อ เท่านั้น นี่คือเส้นเงินแบบที่ 1 คือมีการโอนเงินที่ชัดเจน ไปให้กลุ่มผู้สมัคร ส.ว. ในช่วง 1 วันก่อนวันเลือก หรือหลังเลือก 1 วัน เป็นความผิดปกติ” น.ส.สฤณีชี้
.
จากนั้น น.ส.สฤณีกล่าวถึง เส้นเงิน กลุ่มที่ 2 จะเป็นเรื่องของการ จัดคนมาที่โรงแรมต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้เราใช้คำว่า ‘ศูนย์ทำโพย’ เส้นเงินที่เกี่ยวข้องก็มีตั้งแต่ ซื้อตั๋วเครื่องบิน การจ่ายค่าจองโรงแรม จ่ายค่าเดินทางให้ จัดจองรถตู้ คือเงินๆ ต่างๆ ที่ปรากฏ เชื่อได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อขบวนการพาคนลงมาที่ศูนย์ทำโพย และมีการติววิธีการทำ ‘โพยฮั้ว’ ซึ่งในบางกรณี จากสำนวนมีความชัดเจนและสอดคล้อง คือให้เขียนในหน้าสุดท้ายของใบแนะนำตัว หรือ ส.ว.3 มันมีความชัดเจนถึงขนาดนั้น
.
“ที่เราจะบอกคือ พยานหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏออกมาไม่ใช่แค่ว่า มีโพยฮั้วเท่านั้น แต่ว่ารูปแบบการทำ ลักษณะที่ทำก็มีความสอดคล้องกัน ระหว่างพยานหลายคน ที่ให้การในจังหวัดต่างๆ
.
จากเส้นเงินทั้ง 2 กลุ่มนี้ คำถามคือ ถ้าเราเห็นชัดว่ามีการโอนเงินไปที่ผู้สมัคร ส.ว. จำนวนมาก ทีละหลายคน ในช่วงเวลาที่เลือก ส.ว. อะไรคือแรงจูงใจ ใครจะอยากโอนให้ผู้สมัครขนาดนั้น”
.
“เส้นเงินกลุ่มที่ 2 คือ เงินที่เกี่ยวข้องกับการระดมคนมาที่ศูนย์ทำโพย อะไรคือแรงจูงใจในการจ่ายเงินเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ และไม่ได้มีการสั่งการ”
.
จากนั้น น.ส.สฤณี ยกตัวอย่าง 3 จังหวัดที่พบความผิดปกติอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ กรณีสุราษฎร์ธานี โดยส่วนตัวตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่เห็นข้อมูลออกมาว่ามีความผิดปกติอย่างมาก เพราะเงินทั้งหมดที่ไหลไป-มานั้น มีเป็นหลักแสนบาท แต่มีอยู่เส้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ มีการโอนเงินจากเสมียนของพรรค ให้กับ ผู้ช่วย ส.ส. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วผู้ช่วย ส.ส.จังหวัดนั้น ก็โอนต่อไปให้ผู้สมัคร ส.ว. รวดเดียวเลยทั้ง 10 คน ในคืนก่อนวันเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด และในวันเลือก ส.ว. มีเงินสะพัดทีเดียว 32,000 บาท
.
“โดยที่มีเหตุผล จริงๆ เงินเขาก็โอนหลายยอด แต่มี 7-8 ยอดที่เลขตรงกันเลยคือ 2,000 บาท ไปที่ผู้สมัคร ส.ว. แล้วเหตุผลที่ให้ก็มีความแตกต่างกัน บางคนก็บอกว่า ค่าใช้หนี้บ้าง ค่าใส่ปุ๋ยทุเรียน ค่ายา ทุเรียน ค่าเช่าพระ ค่าซื้อตอไม้ ค่ารถตู้ ค่าบริการนวด ต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งฟังแล้ว โอ้โห น่ามหัศจรรย์มาก ท่านอยู่ดีๆ มีธุรกรรมเป็นจำนวนเงินเท่ากันกับผู้สมัคร ส.ว. และในช่วงนั้นพอดี ฉะนั้นตรงนี้ คณะไต่สวนชุดที่ 26 ก็เลยบันทึกว่า ‘ไม่น่าเชื่อถือ’ เพราะเหตุผลเหล่านี้แค่เพียงเขียนจดหมายอธิบาย ไม่ได้มีพยานหลักฐานประกอบ” น.ส.สฤณีระบุ
.
.
‘พรรคประชาชน’ ปลุกจับตา 28 ก.ย.ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปม ‘บาร์โค้ด’บัตรเลือกตั้ง
https://www.dailynews.co.th/news/6211566/
.
‘พรรคประชาชน’ปลุกจับตา 28 ก.ย.ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปม ‘บาร์โค้ด’บัตรเลือกตั้ง ชี้จะฟื้นวิกฤติศรัทธาหรือสร้าง ‘New Low?’ พร้อมชวนเกาะติดศึกซักฟอกรัฐบาล จ่อชำแหละจุดตกต่ำสุดใหม่ขององค์กรอิสระที่แยกไม่ขาดจาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
.
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า
.
อย่าลืมเรื่องนี้! จันทร์ที่ 28 ก.ย. จับตาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง
.
ประเทศไทย 1 วัน 3,000 เรื่อง แป๊บเดียวก็ผ่านไป 7 เดือนหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 แล้ว และในที่สุดวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกลายมาเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ประชาชนและสังคมไทยเกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ซ้ำเติมข้อสงสัยเดิมที่สังคมมีอยู่แล้วให้ยิ่งทวีความแคลงใจ
.
ในโอกาสนี้ เราจึงขอเชิญชวนทุกคนมาทบทวนที่มาที่ไปของคดีนี้อีกครั้ง พร้อมร่วมกันจับตาทิศทางคำวินิจฉัยที่จะออกมาในสัปดาห์หน้า ‘บาร์โค้ด’ กับการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ
.
หนึ่งในหลักการพื้นฐานที่สุดของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก คือการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย ‘ลับ’ นั่นคือต้องไม่มีใครทราบได้ว่าพลเมืองคนหนึ่งลงคะแนนให้ใครในการเลือกตั้ง ตราบใดก็ตามที่มีระบบซึ่งเปิดช่องให้สืบค้นย้อนกลับได้ว่าประชาชนคนใดลงคะแนนให้ใคร การเลือกตั้งนั้นก็ไม่อาจถือเป็นความลับได้อีกต่อไป
.
ทว่าในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 บัตรเลือกตั้งที่ประชาชนได้รับ กลับมี ‘บาร์โค้ด’ และ ‘คิวอาร์โค้ด’ ซึ่งมีรหัสเฉพาะของบัตรแต่ละใบ และสามารถเชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้วบัตรที่ผู้ใช้สิทธิต้องลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ได้ แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งคิวอาร์โค้ดบนบัตรระบุเพียงข้อมูลระดับเล่มหรือลอตการพิมพ์ ไม่ได้มีรหัสเฉพาะที่แตกต่างกันในบัตรแต่ละใบ
.
เมื่อบัตรที่ถูกกาแล้วมีรหัสเฉพาะ และรหัสนั้นตรงกับต้นขั้วที่เชื่อมโยงกับผู้รับบัตร บุคคลใดก็ตามที่เข้าถึงข้อมูลย่อมสามารถนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาตรวจสอบย้อนกลับจนทราบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร แม้ กกต. จะยืนยันว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีไว้เพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลง และควบคุมจำนวนบัตร ทั้งยังอ้างว่าแม้รหัสจะสามารถตรวจสอบตัวบัตรได้ แต่ไม่สามารถใช้เพื่อตรวจสอบได้ว่าประชาชนคนใดลงคะแนนให้ใคร เพราะต้นขั้ว บัญชีรายชื่อ และบัตรเลือกตั้งถูกจัดเก็บไว้ตามกระบวนการที่กำหนด
.
แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าบัตรถูกจัดเก็บด้วยกระบวนการอะไร แต่อยู่ที่ว่ามันสามารถตรวจทานย้อนหลังได้หรือไม่ต่างหากและตราบใดที่ข้อมูลนั้นเปิดช่องให้ใครก็ตามที่เข้าถึงได้สามารถตรวจทานย้อนหลังได้ ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปว่ากระบวนการจัดเก็บจะรัดกุมเพียงใด เพราะเมื่อสืบค้นย้อนกลับได้ การลงคะแนนนั้นก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป
.
การเดินทางของคดี หลังจากเกิดกระแสคัดค้านและข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนและมีมติส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเห็นว่ามีประเด็นต้องพิจารณาว่า การออกแบบบัตรในลักษณะดังกล่าวทำให้สามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิหรือไม่ และกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณา
.
ในกระบวนการไต่สวน ศาลได้เรียกพยานบุคคลมาไต่สวน 5 ปาก รวมถึง แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังมอบหมายตุลาการ 2 คน พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน ไปตรวจสอบ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัตรที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งจริง กระทั่งศาลมีคำสั่งให้คู่กรณียื่นแถลงการณ์ปิดคดี และกำหนดวันลงมติพร้อมอ่านคำวินิจฉัยในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 14:00 น.
.
จะฟื้นศรัทธาองค์กรอิสระ หรือจะสร้าง ‘New Low’? แม้คดีจะดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่จากพฤติการณ์ขององค์กรอิสระตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนอาจมีภาพคำตอบที่คาดการณ์ไว้ในใจอยู่แล้ว ว่าผลคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นเช่นไร
.
หลายคนอาจกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่? หลังจากที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. เพิ่งมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียง 77 ราย จาก 229 ราย โดยไม่มี สส. หรือกรรมการบริหารจากพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องถูกสั่งฟ้องเลยแม้แต่รายเดียว ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนถึงการโอนเงิน การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม
.
ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นชัดว่ามีส่วนร่วมในขบวนการโกง สว. ซึ่งขัดกับตรรกะของการสั่งฟ้อง 77 ราย ที่เท่ากับเป็นการยอมรับในตัวเองอยู่แล้วว่าขบวนการโกง สว. มีอยู่จริง
.
จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่า การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะมีความพยายามฟื้นคืนศรัทธากลับมาบ้าง หรือจะเป็นการสร้าง ‘New Low’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานอำนาจของใครบางคน โดยไม่สนใจสังคมและประชาชนในประเทศนี้
.
นี่คือสิ่งที่เราขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนร่วมกันจับตามองอย่างใกล้ชิด และโปรดติดตามวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จะเกิดขึ้นในสมัยประชุมนี้ ซึ่งพรรคประชาชนจะชี้ให้เห็นว่า การสร้าง ‘New Low’ ขององค์กรอิสระที่ผ่านมา ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้กับความพยายามของพรรคแกนนำรัฐบาลในการสร้าง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่กำลังหยั่งรากลึกเข้าควบคุมองค์กรอิสระอย่างเบ็ดเสร็จ
.
https://www.facebook.com/PPLEThai/posts/pfbid02wXUN1XCcPtXCtn9Uwj8GPD1B5cLG4ZKaYUSC693X2eU31UmWy6cFB8EpRYj11xonl
JJNY : 5in1 จับโป๊ะ‘เส้นเงินฮั้ว ส.ว.’│ลุกจับตาศาลรธน.│ชาวเสนาหลงดีใจเก้อ!│กองทุนน้ำมันจ่อติดลบแสนล.│ฮุน เซนไม่ไหวแล้ว
https://www.matichon.co.th/local/news_5900460
.
.
.
.
‘พรรคประชาชน’ ปลุกจับตา 28 ก.ย.ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปม ‘บาร์โค้ด’บัตรเลือกตั้ง
https://www.dailynews.co.th/news/6211566/
.
‘พรรคประชาชน’ปลุกจับตา 28 ก.ย.ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปม ‘บาร์โค้ด’บัตรเลือกตั้ง ชี้จะฟื้นวิกฤติศรัทธาหรือสร้าง ‘New Low?’ พร้อมชวนเกาะติดศึกซักฟอกรัฐบาล จ่อชำแหละจุดตกต่ำสุดใหม่ขององค์กรอิสระที่แยกไม่ขาดจาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
.
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า
.
อย่าลืมเรื่องนี้! จันทร์ที่ 28 ก.ย. จับตาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง
.
ประเทศไทย 1 วัน 3,000 เรื่อง แป๊บเดียวก็ผ่านไป 7 เดือนหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 แล้ว และในที่สุดวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกลายมาเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ประชาชนและสังคมไทยเกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ซ้ำเติมข้อสงสัยเดิมที่สังคมมีอยู่แล้วให้ยิ่งทวีความแคลงใจ
.
ในโอกาสนี้ เราจึงขอเชิญชวนทุกคนมาทบทวนที่มาที่ไปของคดีนี้อีกครั้ง พร้อมร่วมกันจับตาทิศทางคำวินิจฉัยที่จะออกมาในสัปดาห์หน้า ‘บาร์โค้ด’ กับการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ
.
หนึ่งในหลักการพื้นฐานที่สุดของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก คือการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย ‘ลับ’ นั่นคือต้องไม่มีใครทราบได้ว่าพลเมืองคนหนึ่งลงคะแนนให้ใครในการเลือกตั้ง ตราบใดก็ตามที่มีระบบซึ่งเปิดช่องให้สืบค้นย้อนกลับได้ว่าประชาชนคนใดลงคะแนนให้ใคร การเลือกตั้งนั้นก็ไม่อาจถือเป็นความลับได้อีกต่อไป
.
ทว่าในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 บัตรเลือกตั้งที่ประชาชนได้รับ กลับมี ‘บาร์โค้ด’ และ ‘คิวอาร์โค้ด’ ซึ่งมีรหัสเฉพาะของบัตรแต่ละใบ และสามารถเชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้วบัตรที่ผู้ใช้สิทธิต้องลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ได้ แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งคิวอาร์โค้ดบนบัตรระบุเพียงข้อมูลระดับเล่มหรือลอตการพิมพ์ ไม่ได้มีรหัสเฉพาะที่แตกต่างกันในบัตรแต่ละใบ
.
เมื่อบัตรที่ถูกกาแล้วมีรหัสเฉพาะ และรหัสนั้นตรงกับต้นขั้วที่เชื่อมโยงกับผู้รับบัตร บุคคลใดก็ตามที่เข้าถึงข้อมูลย่อมสามารถนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาตรวจสอบย้อนกลับจนทราบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร แม้ กกต. จะยืนยันว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีไว้เพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลง และควบคุมจำนวนบัตร ทั้งยังอ้างว่าแม้รหัสจะสามารถตรวจสอบตัวบัตรได้ แต่ไม่สามารถใช้เพื่อตรวจสอบได้ว่าประชาชนคนใดลงคะแนนให้ใคร เพราะต้นขั้ว บัญชีรายชื่อ และบัตรเลือกตั้งถูกจัดเก็บไว้ตามกระบวนการที่กำหนด
.
แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าบัตรถูกจัดเก็บด้วยกระบวนการอะไร แต่อยู่ที่ว่ามันสามารถตรวจทานย้อนหลังได้หรือไม่ต่างหากและตราบใดที่ข้อมูลนั้นเปิดช่องให้ใครก็ตามที่เข้าถึงได้สามารถตรวจทานย้อนหลังได้ ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปว่ากระบวนการจัดเก็บจะรัดกุมเพียงใด เพราะเมื่อสืบค้นย้อนกลับได้ การลงคะแนนนั้นก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป
.
การเดินทางของคดี หลังจากเกิดกระแสคัดค้านและข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนและมีมติส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเห็นว่ามีประเด็นต้องพิจารณาว่า การออกแบบบัตรในลักษณะดังกล่าวทำให้สามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิหรือไม่ และกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณา
.
ในกระบวนการไต่สวน ศาลได้เรียกพยานบุคคลมาไต่สวน 5 ปาก รวมถึง แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังมอบหมายตุลาการ 2 คน พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน ไปตรวจสอบ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัตรที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งจริง กระทั่งศาลมีคำสั่งให้คู่กรณียื่นแถลงการณ์ปิดคดี และกำหนดวันลงมติพร้อมอ่านคำวินิจฉัยในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 14:00 น.
.
จะฟื้นศรัทธาองค์กรอิสระ หรือจะสร้าง ‘New Low’? แม้คดีจะดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่จากพฤติการณ์ขององค์กรอิสระตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนอาจมีภาพคำตอบที่คาดการณ์ไว้ในใจอยู่แล้ว ว่าผลคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นเช่นไร
.
หลายคนอาจกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่? หลังจากที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. เพิ่งมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียง 77 ราย จาก 229 ราย โดยไม่มี สส. หรือกรรมการบริหารจากพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องถูกสั่งฟ้องเลยแม้แต่รายเดียว ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนถึงการโอนเงิน การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม
.
ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นชัดว่ามีส่วนร่วมในขบวนการโกง สว. ซึ่งขัดกับตรรกะของการสั่งฟ้อง 77 ราย ที่เท่ากับเป็นการยอมรับในตัวเองอยู่แล้วว่าขบวนการโกง สว. มีอยู่จริง
.
จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่า การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะมีความพยายามฟื้นคืนศรัทธากลับมาบ้าง หรือจะเป็นการสร้าง ‘New Low’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานอำนาจของใครบางคน โดยไม่สนใจสังคมและประชาชนในประเทศนี้
.
นี่คือสิ่งที่เราขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนร่วมกันจับตามองอย่างใกล้ชิด และโปรดติดตามวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จะเกิดขึ้นในสมัยประชุมนี้ ซึ่งพรรคประชาชนจะชี้ให้เห็นว่า การสร้าง ‘New Low’ ขององค์กรอิสระที่ผ่านมา ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้กับความพยายามของพรรคแกนนำรัฐบาลในการสร้าง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่กำลังหยั่งรากลึกเข้าควบคุมองค์กรอิสระอย่างเบ็ดเสร็จ
.
https://www.facebook.com/PPLEThai/posts/pfbid02wXUN1XCcPtXCtn9Uwj8GPD1B5cLG4ZKaYUSC693X2eU31UmWy6cFB8EpRYj11xonl