ความท้าทายในการดูแลผู้สูงอายุ และบทเรียนเตือนตัวเองให้รู้จักเตรียมตัวแก่ เตรียมตัวตาย

ไม่ได้เขียนกระทู้มานาน เพราะปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุที่บ้านเปราะบางมากขึ้นทุกที ทุกที จนต้องจัดตารางบินลงไปหาทุกเดือน เลยอยากขอมาแชร์ประสบการณ์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ในนี้บ้างนะคะ

     คุณแม่หรือที่ดิฉันเรียก หม่าม้า ปีนี้อายุ 94 ปีค่ะ ถึงแม้ในบัตรประชาชน หม่าม้าจะโกงอายุไป 2 ปี เนื่องจากสมัยก่อนการแจ้งเกิด ทำเอกสารราชการอะไรมันไม่ได้สะดวกเหมือนปัจจุบัน การแจ้งเกิดหลังจากเกิดไปแล้วปีสองปีเป็นเรื่องปกติมาก

     หม่าม้าแข็งแรงมาตลอด ความจำดีเลิศ ใช้คำว่าดีเลิศ ไม่ใช่ดีมากนะคะ จนมาหกล้มกระดูกสะโพกหักเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน หลังจากนั้น ทุก ๆ อย่างก็เป็นเส้นกราฟขาลง


     จำได้ว่า ตอนหม่าม้าอายุสักแปดสิบกว่าละ เธอยังทำตัวเป็นเป็นแมงเม่ารายย่อยเทรดหุ้นเป็นปกติค่ะ
     วันหนึ่ง ดิฉันโอนหุ้น TPC ให้ แล้วบอกว่า “หม่าม้าไม่ต้องขยันซื้อขาย ซื้อขายละ เก็บไว้กินปันผลละกัน ขำ ๆ เล็ก ๆ น้อย พอค่าก๋วยเตี๋ยว”

ผ่านไปสักสองสามเดือน หม่าม้ามาถามอิชั้นว่า
     “ลื้อซื้อหุ้น TPC มาราคาเท่าไร”
     มาถามอะไรงี้ “จำไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวต้องกลับไปดูที่จดก่อน”
     คุณยายเฒ่าสวนขึ้นมาเลยค่ะว่า “ลื้อซื้อที่ราคา xxxxx บาท จำนวน xxx หุ้น โอ๊ย... แค่นี้ก็จำไม่ได้”

หม่าม้าโทร.หาใครไม่เคยต้องใช้สมุดโทรศัพท์ หรือเมมเบอร์ใครไว้ในเครื่องทั้งนั้น จำได้ทุกเบอร์
สุขภาพก็แข็งแรง จนเคยชิน และภูมิใจกับความแข็งแรงนั้น ไม่ยอมใช้ไม้เท้า ไม่ชอบให้ใครจับ ใครจูง ทั้งสิ้น  ไปพยายามจูงเธอมาก ๆ เธอสะบัดมือนะคะ  

เพี้ยนชนะเลิศ

แล้ววันหนึ่ง วันนั้นก็มา ... เพลงพี่เบิร์ดดังขึ้น ...

หม่าม้าล้มค่ะ สะโพกหัก ต้องเข้าผ่าตัด โชคดีที่นอนเจ็บอยู่แค่คืนสองคืนก็ได้คิวผ่าละ

ความกระตือรือร้น ขยันขันแข็ง ที่มีมาตลอดชีวิตทำให้หม่าม้ากดดันมากเวลาต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง บ่นว่าตัวเองไม่มีค่า บ่นว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ บ่นว่าแก่แล้ว บ่นอยากตายไปเรื่อยเปื่อย

พยาบาลโรงบาล มอ. ก็เก๋าเกมส์ค่ะ  คิดว่าคงเจอมาเยอะ  นางฟ้าคนสวยยิ้มอบอุ่นให้คุณยายจอมงอแงมือก็จัดสายน้ำเกลือ จัดโน่นจัดนี่ไปพลาง และบอกว่า
“โอ๊ย... แค่เก้าสิบเอง ยังไม่แก่ที่สุดหรอก ที่มาผ่าที่นี่อายุมากสุด 99 นะ”


หลังจากผ่าได้สักสองวัน หมอก็ให้พยายามเดินเลย แล้วหม่าม้าก็กลับมาเดินได้เป็นปกติ แต่ด้วยความคล่องแคล่วที่ช้าลงอย่างมาก และร่างกายก็ค่อย ๆ เสื่อมถอยไปตามอายุ


ข้อสังเกตที่ดิฉันสังเกตเห็นจากคุณแม่ของตัวเองและที่ได้ยินจากกรณีของผู้สูงวัยบ้านอื่น คือ

1.ความจำติด ๆ ดับ ๆ และเสื่อมถอยลงมาก

ถ้าดิฉันจิตอ่อนไปสักนิดนึง คงเสียใจฟูมฟายแน่ ๆ เมื่อเห็นแม่จำดิฉันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แม่จะคิดว่าดิฉันเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อยู่มาเลเซีย และเรียกชื่อดิฉันไม่ถูก แต่สักพัก พอนึกขึ้นได้ ก็เรียกถูก และเรียกชื่อหลาน ๆ จำชื่อหลาน ๆ ได้  

    เวลาเห็นรูปถ่ายเก่า ๆ ก็ยังจำได้  แต่อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา เรียกชื่อดิฉันผิดอีกละ บอกว่าตัวเองมีลูกแค่คนเดียว คือ พี่สาวดิฉัน  อ้าว... แล้วลูกคนเล็กอย่างอิชั้นหายไปไหนล่ะจ๊ะ ?

   บางที เวลาที่หม่าม้าจำได้ ก็จะมาลูบหัวบอกว่า ขอบคุณที่ดูแลและหาซื้อนั่น นู่น นี่ให้นะ ทำให้เค้ามีความสุขมาก “ลื้อเป็นคนกตัญญู”
   แต่บทจำไม่ได้ ก็คือ จำไม่ได้เลยว่า มีดิฉันเป็นลูกอีกคน

2.บางครั้ง ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกลัวถูกทอดทิ้ง  

      นี่น่าจะเป็นความเปราะบางทางอารมณ์ของผู้สูงอายุที่ทุกสิ่งเริ่มเสื่อมถอยไปตามวัย  ธรรมชาติปรกติของหม่าม้าจะเป็นคนเข้มแข็งมาก ทำอะไรด้วยตัวเองได้ ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ ตอนอายุเจ็บสิบกว่า ๆ เกือบแปดสิบ หม่าม้าอยากไปขึ้นเขาอู่ไถซาน หนึ่งในสี่พุทธคีรีอันเลื่องชื่อของจีน  ตอนนั้น ลูกหลานไม่มีใครว่างไปด้วย อาม่าแกไปกับกรุ๊ปวัดของแกคนเดียวเลยจ้ะ  เดินไต่ขึ้นเขาไปจนคนร่วมทัวร์งงกับความแข็งแกร่ง

      แต่พอเริ่มมีภาวะเสื่อมถอย  จะต้องเห็นคนอยู่ในสายตาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ดูแลแกเป็นประจำอย่างพี่สาวดิฉัน ถ้ามีใครไปเข้าห้องน้ำหรือหันไปแล้วไม่เห็นใคร หม่าม้าจะเริ่มหวาดกลัว บางครั้งถึงขนาดทุบประตู


       จำได้ว่า ครั้งหนึ่งดิฉันลงไปเยี่ยมเพื่อผลัดให้พี่สาวได้ขึ้นมาทำบุญทอดผ้าป่าที่ตั้งใจไว้บ้าง ปรากฎว่า พวกบรรดาบริการออนไลน์ทั้งหลาย ที่ใช้ไม่เป็น ไม่ว่าจะเป็น Lineman หรือ 7 Delivery ไปอยู่ครึ่งวันใช้เป็นหมดเลยค่ะ ไม่สามารถละสายตาจากหม่าม้าได้เลย  แค่เดินไปหลังบ้าน ซักผ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ แป๊บเดียว หม่าม้าก็เรียกหาไม่หยุดแล้ว เรียกว่า ห้ามคลาดสายตาจริง ๆ



3.ความเคยชินเดิม ๆ กลายเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพปรับตามสังขารที่เสื่อมถอย
      หม่าม้าเหมือนเป็นเวอร์ชั่นเพศหญิง ของเฒ่าทรนง คาแรคเตอร์แบบ The Old Man and the Sea ของเฮมิงเวย์เลยค่ะ ยังคงคิดว่าตัวเองแกร่งกล้า ไม่ยอมแพ้ ไม่อยากรบกวนใคร ไม่ชอบและไม่ยอมถือไม้เท้า ไม่ยอมใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เลยทำให้การดูแลเป็นไปด้วยความปวดหัว

     หม่าม้าจะค่อย ๆ ลากขาเดิน และพยายามเอามือป่ายไปเกาะทุกอย่าง ผนังบ้าง ประตูบ้าง ถ้าพาไปทานอาหารตามร้าน ตอนลงจากรถ ก็จะเกาะรถ ป่ายรถคันนั้นคันนี้เพื่อทรงตัวเดิน  ทั้งหมดนี้ แค่ถือไม้เท้าข้างหนึ่ง ให้คนประคองอีกข้าง มันก็คงจบ แต่นี่ไม่ค่ะ ...ไม่ถือไม้เท้า ยังดีที่เริ่มยอมให้คนประคองบ้างแล้ว


4.คนดูแลสำคัญมาก ต้องอดทนและปรับตัวปรับใจ พร้อมทั้งต้องได้รับความเข้าใจอย่างมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

     ดิฉันกราบใจพี่สาวที่เป็นคนดูแลจริง ๆ เพราะต้องเผชิญกับสภาพอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ และการตื่นขึ้นมาตอนตีสอง ตีสามและไม่นอนไปตลอดคืนเป็นเรื่องปกติมาก
     ดิฉันจึงซัพพอร์ตและพยายามหาทุกสิ่งอย่างที่อำนวยความสะดวกสบายให้พี่สาวได้มากที่สุด เพราะรู้ว่างานที่ต้องดูแลเกือบ 24 ชั่วโมงเป็นงานที่หนักมาก


5.สิ่งที่ท่านพูด เราต้องช่างน้ำหนักและพิจารณาให้ดี แต่ดูเหมือนสิ่งที่ผู้สูงวัยที่เริ่มป่วยหรือมีปัญหาเรื่องสมองเสื่อมพูด อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก  การรับรู้ความเป็นจริงอาจไม่เที่ยงตรง หรือพูดบ้าน ๆ คือ พูดอย่าง ทำอย่าง หรือบอกอาการไม่ตรงกับที่เป็น บอกน้อยไปบ้าง บอกมากไปบ้าง


     ครั้งที่แล้ว หม่าม้าบ่นว่าเจ็บ ปวดท้อง ดิฉันก็อยู่กับหม่าม้าสองคน โทร.ถามพี่สาว ก็พบว่า พาไปตรวจร่างกายทุกอย่างเท่าที่ตรวจได้แล้ว กระทั่งส่องกล้องลำไส้ (ซึ่งทุลักทุเลมากสำหรับคนอายุขนาดนี้ เนื่องจากต้องสวนถ่ายจนลำไส้สะอาดเนี้ยบถึงจะส่องกล้องไปได้ การสวนถ่ายก็ทำให้เพลียมาก) ผลก็ปกติ

  คืนนั้น ดิฉันไม่ได้นอนเลย เพราะหม่าม้าตื่นเป็นพัก ๆ บอกว่าเจ็บ ๆ พอสักพักก็เงียบ ดิฉันโทรถามพี่สาวพี่สาวบอกว่า ช่วงนี้ หม่าม้าก็เป็นแบบนี้แหละ แต่เคยพาไปตรวจแล้ว ไม่มีอะไร

    วันรุ่งขึ้น ดิฉันรีบพาไปโรงพยาบาลคราวนี้บอกหมอขออัลตร้าซาวนด์ด้วยเลยนะคะ ตอนอธิบายผล  คุณหมอก็ดูอึกอักนิดหนึ่งเวลาพยายามอธิบายว่า “ไม่ได้จะว่าอาม่าโกหกนะครับ แต่เท่าที่ตรวจดูแล้ว ไม่ได้พบอะไรที่อักเสบหรือผิดปกติ”      แต่สิ่งที่ดิฉันสังเกตได้อย่างหนึ่งคือ พอไปถึงโรงพยาบาล หม่าม้ายิ้ม แล้วบีบมือดิฉันบอกว่า “ขอบใจมากนะ อุตส่าห์พามา เกรงใจจัง เนี่ย มาโรงพยาบาลแบบนี้ต้องแพงแน่เลย”  ดิฉันบอกว่าไม่เป็นไร ตรวจให้หายสงสัยไปเลย  แต่แอบงงว่า “อ้าว ไม่เจ็บแล้วหรือ ?”

     อีกตัวอย่างคือ หม่าม้าบอกไม่หิว อิ่ม ไม่อยากกิน แต่พอพาไปทานสปาเก็ตตี้เปลี่ยนบรรยากาศ หม่าม้าบอกว่า “ไม่เห็นอร่อยเลย” แต่จานเบ้อเริ่มกินหมดเกลี้ยง
อ้าว ...

บางทีบอกว่า “อยากไปเที่ยว นั่งรถเล่นข้างนอก จะไปซื้อของกับพวกเด็ก ๆ ด้วย”

โอเค ... ทุกคนพร้อม หลานสาวสามคนพาอาม่าขึ้นรถ  นั่งไป 10 นาที ถึงโฮมโปร เรียกวีลแชร์ให้  ยังไม่ทันไร เหมือนจะลืมว่าอยากมาเที่ยว พูดออกมาว่า
“พวกเธอพาชั้นมาทรมาน”
โอ้โฮ ... ฟังคำพูดคำจาอาม่าซะก่อน “มาทรมาน” เลยเนี่ยนะ


6.ควบคุมพฤติกรรมได้ลำบาก


อันนี้เป็นเรื่องชวนกระอักกระอ่วนใจอย่างมาก ดิฉันว่าหลายบ้านคงเป็น และอาจมีประสบการณ์ที่ “ไม่อาจเล่าได้”หลายเรื่อง


  เดือนก่อน มีรุ่นน้องที่ครอบครัวเราสนิทกันมาตั้งแต่รุ่นปู่มาที่บ้าน อากงเธอกับปะป๊าดิฉันสนิทกันมาก
ก่อนอากงเธอเสีย ปะป๊าดิฉันก็พาไปเที่ยวไปกินแถวบางรักร้านที่อากงชอบ แถม อากงอยากบุหรี่อย่างหนัก ปะป๊าดิฉันเป็นคนเอาบุหรี่ จุดให้อากงเธอสูบให้หายอยากบนเตียงคนป่วยจนบรรดาอา ๆ เธอมาเห็น เอ็ดตะโรปะป๊าดิฉันซะลั่นห้อง

   เธอเป็นสถาปนิกทำงานที่สิงคโปร์อยู่หลายปี  ดิฉันขอให้ลงมาช่วยออกแบบ และดูเรื่อง renovate บ้านเก่าที่โดนน้ำท่วมแบบยับเยิน ดิฉันเลยบอกน้องไปว่า เดี๋ยวเอารถเจ๊ไปใช้นะ

    หม่าม้าดิฉันไปบอกแม่น้องว่า “รู้แหละหน่าว่า  เด็กคนนี้อยากลงมาเที่ยวแต่ไม่มีเงิน เนี่ย...มาแล้ว ก็เลยมาเอารถของบ้านอั๊วไปใช้”
   ดิฉันได้ยินแล้วร้อง “เฮ้ยยยยยย ... หม่า...ม้า....” เสียงดังเลย แต่ยังดีที่แม่น้องก็สนิทกับครอบครัวและเห็นดิฉันมาตั้งแต่เด็ก  เข้าใจหม่าม้าและไม่ได้ถือสาอะไร แกขำซะด้วยซ้ำ
เม่าตกใจ

   ความเลอะเลือน และการควบคุมคำพูดและการกระทำไม่ได้ของผู้สูงอายุที่เริ่มสมองเสื่อม ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่ดิฉันเคยได้ยินมา
  
    หมอด้านประสาทวิทยาที่เป็นคุณพ่อของเพื่อนลูก เคยเล่าในเฟสว่า คุณตาสูงวัยบางคนมาเล่าว่า เอานิ้วจิ้มอุจจาระ (หมอควรทำหน้าหรือรู้สึกอย่างไรดีนะ ... ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ ?)

    พี่พยาบาลที่ดิฉันนับถือที่ทำงานโรงพยาบาลรัฐทางตอนเหนือของกรุงเทพ บอกว่า คุณตาบางคนนี่ พวกพยาบาลเค้าจะเตือนให้ระวังกันนิดนึงเลย คือ เดินผ่านแล้วแกชอบจับก้น
   พอดิฉันเล่าเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่งฟัง ท่านเป็นระดับที่เพื่อน ๆ ท่านก็เป็นคุณหญิง ท่านผู้หญิงกันหลายคน ท่านหัวเราะด้วยความเข้าใจและบอกว่า “พฤติกรรมแบบนี้ ระดับอดีต xxx มนตรี (เติมเอาเองนะคะว่าที่อยู่หน้ามนตรีคืออะไร) ที่ท่านเริ่มป่วยสมองเสื่อมก็ยังเป็น”
เพี้ยนขำหนักมาก

นี่มานั่งคิดว่า อนิจจัง วัตตะ สังขารา
สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เล่าไป ก็มานั่งนึกไปด้วยว่า ถึงคราวเราบ้าง เราจะเตรียมตัวอย่างไรได้บ้าง

เฮ้ออออ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่