มีหนังอยู่บางเรื่องครับ ที่ตอนสร้างออกมา คนดูอาจจะรู้สึกว่า...
“มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ?”
แต่พอเวลาผ่านไป 20–30 ปี เรากลับมานั่งดูใหม่ แล้วต้องเปลี่ยนคำถามเป็น
“เดี๋ยวนะ... นี่มันกำลังเกิดขึ้นจริงแล้วไม่ใช่เหรอ?”
[img]https://images.moviesanywhere.com/5a3fa049fe2ccc31f714eca6dc5b2860/b81939e7-159d-4f2f-97c8-7278ec50d7ec.jpg[/img]
Johnny Mnemonic ก็เป็นหนึ่งในหนังประเภทนั้นครับ
หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 1995 จากเรื่องสั้นของ William Gibson นักเขียนผู้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวรรณกรรมแนว Cyberpunk และกำกับโดย Robert Longo โดยมี Keanu Reeves รับบทเป็น Johnny มนุษย์ส่งข้อมูลที่มีหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ฝังอยู่ในสมอง
ฟังดูบ้าใช่ไหมครับ?
แต่ลองคิดดูว่า...
วันนี้เรามี
AI, Cloud, AR, VR, Smart Glasses, Brain-Computer Interface, Neural Implant, Digital Identity และข้อมูลมหาศาลที่ติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา
ในปี 1995 สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเรื่องของนิยายวิทยาศาสตร์ แต่วันนี้บางอย่างเริ่มกลายเป็นสินค้าจริงและงานวิจัยจริงแล้ว
อย่างเช่น
Meta กำลังพัฒนา
AR glasses ที่สามารถรวม AI, กล้อง, ไมโครโฟน, จอแสดงผล, eye tracking, hand tracking และ EMG wristband เข้าด้วยกัน โดยผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์ด้วยการขยับนิ้วหรือกล้ามเนื้อเพียงเล็กน้อยโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย
หรือฝั่ง
Brain-Computer Interface วันนี้ก็ไม่ได้อยู่แค่ในหนังแล้ว เพราะมีการทดลองทางคลินิกที่ศึกษาการใช้
neural implant เพื่อให้ผู้ใช้ควบคุมอุปกรณ์ช่วยเหลือด้วยสัญญาณจากสมอง
แน่นอนครับ...
เรายังไม่ได้มี Johnny ที่เอาข้อมูลระดับหลายร้อยกิกะไบต์ใส่เข้าไปในหัวแล้ววิ่งหนีแก๊งยากูซ่า
แต่แนวคิดเรื่อง “มนุษย์กับข้อมูลกำลังหลอมรวมกัน” นี่ Johnny Mnemonic คิดเอาไว้ตั้งแต่ยุคที่คนส่วนใหญ่ยังต่ออินเทอร์เน็ตด้วยโมเด็มเสียงดังเอี๊ยด ๆ อยู่เลย และนี่แหละครับที่ทำให้ผมกลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง
เรื่องย่อ
Johnny เป็น “Data Courier” หรือถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ คนรับจ้างขนข้อมูล แต่ไม่ใช่ถือ Flash Drive เดินไปส่งนะครับ Johnny ใช้สมองของตัวเองเป็น Hard Drive ข้อมูลจะถูก Upload เข้าไปในสมอง แล้ว Johnny ก็เดินทางไปยังปลายทางเพื่อ Download ข้อมูลออกมาปัญหาก็คือ ความจุของสมองมีจำกัดและคราวนี้ Johnny ดันรับงานที่มีข้อมูลมากเกินกว่าความจุที่สมองของเขาจะรับไหวถ้าเอาข้อมูลออกไม่ทัน Johnny ตายครับ
งานนี้จึงไม่ใช่แค่ “รับของไปส่ง” แต่มันคือ “ถ้าส่งไม่ทัน คนส่งจะระเบิด” และเรื่องมันก็เริ่มวุ่นวายขึ้นไปอีก เมื่อข้อมูลที่ Johnny รับมานั้นมีความสำคัญมากกว่าที่เขาคิด ทั้งองค์กรธุรกิจ อาชญากร ยากูซ่า และกลุ่มคนที่ต้องการเปิดเผยความจริง ต่างก็ต้องการข้อมูลชุดนี้ Johnny จึงกลายเป็นทั้ง Messenger+ฮาร์ดดิสก์ และเป้าหมาย ในคนเดียวกัน
[img]https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTBwMQdc1swpl1D1dPE5jraZ6ZyxX1ZjfPkZ-AgGKU_x2otEjeIlOyzyJ4&s=10[/img]
เทคโนโลยีในเรื่องกับโลกปัจจุบัน
สิ่งที่ผมชอบที่สุดของ Johnny Mnemonic เมื่อกลับมาดูในวันนี้ ไม่ใช่ฉากยิงกันครับแต่เป็นเรื่องของ
“ข้อมูล”
[img]https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSweoK6YPP4EpFpincWH0Mc8vJEyMo3ETHRfZmELdCaChMe2dmvY9avkf4&s=10[/img]
ปี 1995 หนังพยายามจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งข้อมูลมีค่ามากจนมนุษย์ต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดเก็บข้อมูลจะเกิดอะไรขึ้น
ตอนนั้นมันดูเว่อร์มาก แต่ลองมองโลกวันนี้ เรามีโทรศัพท์ที่เก็บรูปภาพ เอกสาร บัตรเครดิต รหัสผ่าน ประวัติการเดินทาง รายชื่อผู้ติดต่อ อีเมล และข้อมูลส่วนตัวแทบทุกอย่าง เราไม่ได้ฝัง Hard Drive เข้าไปในหัว แต่ถ้าคิดอีกทาง
ชีวิตของเราก็ถูกผูกติดอยู่กับข้อมูลดิจิตอลแทบทั้งหมดแล้ว
Johnny ต้องระวังไม่ให้ข้อมูลในหัวถูกขโมย ส่วนคนในยุคนี้ต้องระวัง Password, Cloud Account, Personal Data, Banking Information และ Digital Identity ถูกขโมย
ต่างกันแค่ Johnny มีข้อมูลอยู่ในสมอง แต่เรามีข้อมูลกระจายอยู่ใน
Cloud และถ้า Johnny ต้องใช้สายต่อเข้ากับระบบเพื่อเข้า Cyberspace วันนี้เราหยิบโทรศัพท์หรือใส่แว่น แล้วโลกดิจิทัลก็แทบจะลอยเข้ามาหาเราแล้ว ตรงนี้แหละครับที่ผมรู้สึกว่า Johnny Mnemonic น่าสนใจกว่าที่หนังได้รับเครดิตในตอนออกฉาย
แม้เทคโนโลยีในหนังจะล้าสมัยในรายละเอียดหลายอย่าง แต่
แนวคิดเรื่องมนุษย์กับข้อมูลกลับไม่ได้ล้าสมัยเลย
พูดถึงนักแสดง
Keanu Reeves กับบท Johnny ตอนนี้ไม่ต้องพูดกันแล้วครับว่า Keanu Reeves คือใคร เพราะหลังจากนั้นเขากลายเป็นทั้ง Neo ใน
The Matrix, John Wick ใน
John Wick, รวมถึงผ่านหนังอย่าง
Speed, Point Break, Constantine และอีกหลายเรื่อง แต่ตอนเล่น Johnny Mnemonic นั้น เขายังอยู่ในช่วงก่อนที่จะกลายเป็นไอคอนของหนังไซไฟอย่างเต็มตัว Johnny เป็นตัวละครที่ค่อนข้างแปลกครับ เพราะเขาไม่ได้เป็นพระเอกประเภทฉลาดเป็นกรด ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็น Hacker อัจฉริยะ และไม่ได้เป็นนักฆ่ามือพระกาฬ เขาเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่รับงานขนข้อมูล แล้วดันไปเจองานที่ใหญ่เกินกว่าตัวเองจะรับมือไหว Keanu เล่น Johnny ด้วยสีหน้าแบบ
“ชีวิตกูทำไมมันซวยขนาดนี้วะ” ซึ่งมันเข้ากับตัวละครดีครับ และถ้าใครดูหนังเรื่องนี้หลังจากรู้จัก Keanu จาก The Matrix หรือ John Wick แล้ว จะยิ่งรู้สึกสนุก เพราะเราจะเห็นพัฒนาการของนักแสดงคนเดียวกันจากพระเอกไซไฟที่ยังดูเก้ ๆ กัง ๆ ในปี 1995 ไปสู่ Neo และ John Wick ในเวลาต่อมา
[img]https://i.guim.co.uk/img/media/0431bba5a06d6251cc1d90d4b8edb8ac5e1c5dcb/0_145_4169_2502/master/4169.jpg?width=1200&height=900&quality=85&auto=format&fit=crop&s=221c6918a2277af4d0ef59f0e4781423[/img]
Dina Meyer ในบท Jane ซึ่งเป็น Bodyguard ที่มีร่างกายผ่านการดัดแปลงทางเทคโนโลยี Jane เป็นตัวละครที่มีความเป็น Cyberpunk มากครับ ทั้งบุคลิก เสื้อผ้า และแนวคิดเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ที่สามารถถูกปรับแต่งได้ Dina Meyer ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ แต่เธอมีผลงานที่แฟนหนังไซไฟน่าจะจำได้ดี เช่น
Starship Troopers ซึ่งออกตามมาหลัง Johnny Mnemonic เพียงสองปี และต่อมาเธอก็มีผลงานอย่าง
Saw รวมถึงซีรีส์โทรทัศน์อีกหลายเรื่อง สำหรับผม Jane เป็นตัวละครที่น่าสนใจ เพราะเธอไม่ได้เป็นเพียงนางเอกที่คอยช่วยพระเอก แต่เป็นคนที่เข้าใจโลก Cyberpunk มากกว่า Johnny เสียอีก Johnny อยากเอาตัวรอด แต่ Jane ดูเหมือนจะเข้าใจว่า
โลกที่พวกเขาอยู่มันผิดปกติตั้งแต่ต้นแล้ว
[img]https://m.media-amazon.com/images/M/MV5BOTRiNjVkODMtYjVkOC00YTI2LThmODUtNmNkYjU1N2Y3YWJjXkEyXkFqcGc@._V1_.jpg[/img]
Ice-T กับ J-Bone นักแสดงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะก่อนจะมาเป็นนักแสดง เขาคือศิลปิน Hip-Hop ที่มีชื่อเสียงมาก และยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการ Rap ช่วงยุค 80–90 ในเรื่องเขารับบท
J-Bone หัวหน้ากลุ่ม Lo-Teks กลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามกับโลกธุรกิจและระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Ice-T ไม่ได้แสดงแบบละเอียดซับซ้อนอะไรนักครับ แต่เขามี “Presence” คือแค่เดินเข้าฉากมาก็รู้แล้วว่า
คนนี้ไม่ใช่ตัวประกอบธรรมดา และบุคลิกแบบ Street + Punk + Hacker Culture ของเขาเข้ากับโลกของหนังมาก
[img]https://m.media-amazon.com/images/M/MV5BYTEzMGM5MTgtNGYxZi00ZjZkLTllZjktNTAxNjUxYTM2MzAyXkEyXkFqcGc@._V1_.jpg[/img]
Takeshi Kitano ในบท Takahashi นี่คืออีกคนที่ผมว่าคนดูยุคนี้น่าจะสนใจที่สุด
Takeshi Kitano หรือที่ในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อ Beat Takeshi เขารับบท Takahashi ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่ต้องการข้อมูลในหัวของ Johnny ตอนดูครั้งแรกอาจรู้สึกว่า “ทำไมเอา Takeshi Kitano มาเล่นหนัง Hollywood แล้วให้พูดภาษาอังกฤษแบบนี้วะ?” แต่ต้องเข้าใจก่อนครับว่า Takeshi Kitano ไม่ได้เป็นเพียงนักแสดง เขาคือทั้งนักแสดง ผู้กำกับ นักเขียน และศิลปินที่มีผลงานสำคัญในวงการหนังญี่ปุ่น ผลงานกำกับของเขาอย่าง
Hana-bi, Sonatine, Kids Return รวมถึง
Zatoichi ทำให้เขามีสถานะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีเอกลักษณ์อย่างมาก ดังนั้นการเอา Kitano มาอยู่ในหนัง Cyberpunk Hollywood เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก
[img]https://www.ecranlarge.com/content/uploads/2016/03/ghost-in-the-shell-photo-kitano-johnny-mnemonic-952604.jpg[/img]
Dolph Lundgren ในบท Street Preacher คนนี้ก็ไม่ต้องแนะนำเยอะครับ เจ้าของร่างยักษ์และหน้าตาที่เหมือนเกิดมาเพื่อเล่นหนัง Action ก่อนหน้านั้นเขาโด่งดังจากบท Ivan Drago ใน
Rocky IV ใช่ครับ
“I must break you.” ใน Johnny Mnemonic เขากลับมาในบท Street Preacher ตัวละครที่หลุดโลกมาก ทั้งแต่งตัว ทั้งการพูด ทั้งพฤติกรรม เหมือนเอานักเทศน์ทางศาสนา + นักฆ่า + คนบ้า + Cyberpunk มารวมกันแล้วโยนเข้าไปในเรื่อง ผมชอบนะครับเพราะมันเป็นหนึ่งในตัวละครที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเป็น “หนังยุค 90” อย่างเต็มตัว วันนี้ถ้าจะทำตัวละครแบบนี้อาจถูกเขียนให้มีเหตุผลมากขึ้น แต่หนังยุคนั้นไม่สนครับ
มันจะเอาแบบนี้แหละ!
[img]https://i.ytimg.com/vi/X-oF6YXHw6A/maxresdefault.jpg[/img]
มาว่ากันเรื่องการวิจารณ์สักหน่อย
ถ้าถามว่า
Johnny Mnemonic เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบไหม? ผมตอบเลยว่า
"ไม่ครับ" บทมีปัญหา การเล่าเรื่องบางช่วงกระโดดไปกระโดดมา
ตัวละครบางตัวถูกใช้ไม่เต็มที่ และเทคโนโลยีบางอย่างในเรื่อง เมื่อมองจากปี 2026 ก็ชวนให้ยิ้มได้เหมือนกัน
แต่
ผมหนังเรื่องนี้มีบางอย่างที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพราะสิ่งที่หนังพยายามพูด ไม่ได้มีแค่เรื่องคอมพิวเตอร์ มันพูดถึงโลกที่
ข้อมูลมีค่ามากกว่าคน บริษัทขนาดใหญ่สามารถควบคุมข้อมูล เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนร่างกายมนุษย์ ความทรงจำสามารถถูกซื้อขาย และมนุษย์สามารถกลายเป็ เพียง “อุปกรณ์” ในระบบเศรษฐกิจของข้อมูล
สรุป
ถ้าดู Johnny Mnemonic แล้วหวังว่าจะได้หนังไซไฟระดับ The Matrix ก็คงต้องผิดหวังครับ ถ้าดูแล้วหวังว่าจะได้หนัง Action แบบ John Wick...
ก็ผิดหวังอีกครับ
แต่ถ้าดูมันในฐานะ
หนัง Cyberpunk ยุค 90 ที่เต็มไปด้วยความเพ้อ ความบ้า ความรก ความเท่ และไอเดียเกี่ยวกับอนาคตที่บางอย่างกำลังค่อย ๆ กลายเป็นความจริง ผมว่า
มันกลับน่าดูขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อเราดูมันในปี 2026 เพราะสิ่งที่เมื่อก่อนดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝันอย่าง
AI, AR, Virtual Reality, Digital Information, Neural Interface และการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร วันนี้บางอย่างไม่ได้อยู่ในนิยายแล้วครับ มันอยู่ในห้องทดลอง อยู่ในผลิตภัณฑ์ และหลายๆ อย่าง
อยู่ในมือเราเรียบร้อยแล้ว
Johnny Mnemonic จึงเป็นหนังประเภทที่ผมดูแล้วต้องบอกว่า
“หนังอาจจะไม่ได้ทำนายอนาคตได้แม่นทุกอย่าง... แต่
มองเห็นอนาคตบางส่วนได้ไกลกว่าที่เราคิดจริง ๆ”
ใครที่ชอบหนัง Cyberpunk หรือชอบดูหนังเก่า ๆ แล้วกลับมานั่งคิดว่า
“เฮ้ย... ตอนนั้นเขาคิดเรื่องนี้ได้ยังไงวะ?” ลองหาเรื่องนี้มาดูครับ แล้วอย่าไปหาเหตุผลกับมันเยอะ เพราะถ้าจะเอาความสมเหตุสมผลทุกฉาก Johnny คงไม่ได้เริ่มเรื่องตั้งแต่แรกแล้วครับ
Johnny Mnemonic — หนังปี 1995 ที่วันนี้อาจไม่ได้ดูเหมือนอนาคตอีกต่อไป
[CR] Johnny Mnemonic (1995) จอห์นนี่ เน็มโมนิค เร็วผ่านรก หนังไซไฟที่ดูเพ้อเจ้อ แต่วันนี้กลับเริ่มน่ากลัวขึ้นทุกที
“มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ?”
แต่พอเวลาผ่านไป 20–30 ปี เรากลับมานั่งดูใหม่ แล้วต้องเปลี่ยนคำถามเป็น
“เดี๋ยวนะ... นี่มันกำลังเกิดขึ้นจริงแล้วไม่ใช่เหรอ?”
Johnny Mnemonic ก็เป็นหนึ่งในหนังประเภทนั้นครับ
หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 1995 จากเรื่องสั้นของ William Gibson นักเขียนผู้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวรรณกรรมแนว Cyberpunk และกำกับโดย Robert Longo โดยมี Keanu Reeves รับบทเป็น Johnny มนุษย์ส่งข้อมูลที่มีหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ฝังอยู่ในสมอง
ฟังดูบ้าใช่ไหมครับ?
แต่ลองคิดดูว่า...
วันนี้เรามี AI, Cloud, AR, VR, Smart Glasses, Brain-Computer Interface, Neural Implant, Digital Identity และข้อมูลมหาศาลที่ติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา
ในปี 1995 สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเรื่องของนิยายวิทยาศาสตร์ แต่วันนี้บางอย่างเริ่มกลายเป็นสินค้าจริงและงานวิจัยจริงแล้ว
อย่างเช่น Meta กำลังพัฒนา AR glasses ที่สามารถรวม AI, กล้อง, ไมโครโฟน, จอแสดงผล, eye tracking, hand tracking และ EMG wristband เข้าด้วยกัน โดยผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์ด้วยการขยับนิ้วหรือกล้ามเนื้อเพียงเล็กน้อยโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย
หรือฝั่ง Brain-Computer Interface วันนี้ก็ไม่ได้อยู่แค่ในหนังแล้ว เพราะมีการทดลองทางคลินิกที่ศึกษาการใช้ neural implant เพื่อให้ผู้ใช้ควบคุมอุปกรณ์ช่วยเหลือด้วยสัญญาณจากสมอง
แน่นอนครับ...
เรายังไม่ได้มี Johnny ที่เอาข้อมูลระดับหลายร้อยกิกะไบต์ใส่เข้าไปในหัวแล้ววิ่งหนีแก๊งยากูซ่า
เรื่องย่อ
เทคโนโลยีในเรื่องกับโลกปัจจุบัน
สิ่งที่ผมชอบที่สุดของ Johnny Mnemonic เมื่อกลับมาดูในวันนี้ ไม่ใช่ฉากยิงกันครับแต่เป็นเรื่องของ “ข้อมูล”
ปี 1995 หนังพยายามจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งข้อมูลมีค่ามากจนมนุษย์ต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดเก็บข้อมูลจะเกิดอะไรขึ้น
ตอนนั้นมันดูเว่อร์มาก แต่ลองมองโลกวันนี้ เรามีโทรศัพท์ที่เก็บรูปภาพ เอกสาร บัตรเครดิต รหัสผ่าน ประวัติการเดินทาง รายชื่อผู้ติดต่อ อีเมล และข้อมูลส่วนตัวแทบทุกอย่าง เราไม่ได้ฝัง Hard Drive เข้าไปในหัว แต่ถ้าคิดอีกทาง ชีวิตของเราก็ถูกผูกติดอยู่กับข้อมูลดิจิตอลแทบทั้งหมดแล้ว
Johnny ต้องระวังไม่ให้ข้อมูลในหัวถูกขโมย ส่วนคนในยุคนี้ต้องระวัง Password, Cloud Account, Personal Data, Banking Information และ Digital Identity ถูกขโมย
ต่างกันแค่ Johnny มีข้อมูลอยู่ในสมอง แต่เรามีข้อมูลกระจายอยู่ใน Cloud และถ้า Johnny ต้องใช้สายต่อเข้ากับระบบเพื่อเข้า Cyberspace วันนี้เราหยิบโทรศัพท์หรือใส่แว่น แล้วโลกดิจิทัลก็แทบจะลอยเข้ามาหาเราแล้ว ตรงนี้แหละครับที่ผมรู้สึกว่า Johnny Mnemonic น่าสนใจกว่าที่หนังได้รับเครดิตในตอนออกฉาย
แม้เทคโนโลยีในหนังจะล้าสมัยในรายละเอียดหลายอย่าง แต่ แนวคิดเรื่องมนุษย์กับข้อมูลกลับไม่ได้ล้าสมัยเลย
Keanu Reeves กับบท Johnny ตอนนี้ไม่ต้องพูดกันแล้วครับว่า Keanu Reeves คือใคร เพราะหลังจากนั้นเขากลายเป็นทั้ง Neo ใน The Matrix, John Wick ใน John Wick, รวมถึงผ่านหนังอย่าง Speed, Point Break, Constantine และอีกหลายเรื่อง แต่ตอนเล่น Johnny Mnemonic นั้น เขายังอยู่ในช่วงก่อนที่จะกลายเป็นไอคอนของหนังไซไฟอย่างเต็มตัว Johnny เป็นตัวละครที่ค่อนข้างแปลกครับ เพราะเขาไม่ได้เป็นพระเอกประเภทฉลาดเป็นกรด ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็น Hacker อัจฉริยะ และไม่ได้เป็นนักฆ่ามือพระกาฬ เขาเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่รับงานขนข้อมูล แล้วดันไปเจองานที่ใหญ่เกินกว่าตัวเองจะรับมือไหว Keanu เล่น Johnny ด้วยสีหน้าแบบ “ชีวิตกูทำไมมันซวยขนาดนี้วะ” ซึ่งมันเข้ากับตัวละครดีครับ และถ้าใครดูหนังเรื่องนี้หลังจากรู้จัก Keanu จาก The Matrix หรือ John Wick แล้ว จะยิ่งรู้สึกสนุก เพราะเราจะเห็นพัฒนาการของนักแสดงคนเดียวกันจากพระเอกไซไฟที่ยังดูเก้ ๆ กัง ๆ ในปี 1995 ไปสู่ Neo และ John Wick ในเวลาต่อมา
Dina Meyer ในบท Jane ซึ่งเป็น Bodyguard ที่มีร่างกายผ่านการดัดแปลงทางเทคโนโลยี Jane เป็นตัวละครที่มีความเป็น Cyberpunk มากครับ ทั้งบุคลิก เสื้อผ้า และแนวคิดเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ที่สามารถถูกปรับแต่งได้ Dina Meyer ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ แต่เธอมีผลงานที่แฟนหนังไซไฟน่าจะจำได้ดี เช่น Starship Troopers ซึ่งออกตามมาหลัง Johnny Mnemonic เพียงสองปี และต่อมาเธอก็มีผลงานอย่าง Saw รวมถึงซีรีส์โทรทัศน์อีกหลายเรื่อง สำหรับผม Jane เป็นตัวละครที่น่าสนใจ เพราะเธอไม่ได้เป็นเพียงนางเอกที่คอยช่วยพระเอก แต่เป็นคนที่เข้าใจโลก Cyberpunk มากกว่า Johnny เสียอีก Johnny อยากเอาตัวรอด แต่ Jane ดูเหมือนจะเข้าใจว่า โลกที่พวกเขาอยู่มันผิดปกติตั้งแต่ต้นแล้ว
Ice-T กับ J-Bone นักแสดงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะก่อนจะมาเป็นนักแสดง เขาคือศิลปิน Hip-Hop ที่มีชื่อเสียงมาก และยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการ Rap ช่วงยุค 80–90 ในเรื่องเขารับบท J-Bone หัวหน้ากลุ่ม Lo-Teks กลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามกับโลกธุรกิจและระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Ice-T ไม่ได้แสดงแบบละเอียดซับซ้อนอะไรนักครับ แต่เขามี “Presence” คือแค่เดินเข้าฉากมาก็รู้แล้วว่า คนนี้ไม่ใช่ตัวประกอบธรรมดา และบุคลิกแบบ Street + Punk + Hacker Culture ของเขาเข้ากับโลกของหนังมาก
Takeshi Kitano ในบท Takahashi นี่คืออีกคนที่ผมว่าคนดูยุคนี้น่าจะสนใจที่สุด Takeshi Kitano หรือที่ในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อ Beat Takeshi เขารับบท Takahashi ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่ต้องการข้อมูลในหัวของ Johnny ตอนดูครั้งแรกอาจรู้สึกว่า “ทำไมเอา Takeshi Kitano มาเล่นหนัง Hollywood แล้วให้พูดภาษาอังกฤษแบบนี้วะ?” แต่ต้องเข้าใจก่อนครับว่า Takeshi Kitano ไม่ได้เป็นเพียงนักแสดง เขาคือทั้งนักแสดง ผู้กำกับ นักเขียน และศิลปินที่มีผลงานสำคัญในวงการหนังญี่ปุ่น ผลงานกำกับของเขาอย่าง Hana-bi, Sonatine, Kids Return รวมถึง Zatoichi ทำให้เขามีสถานะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีเอกลักษณ์อย่างมาก ดังนั้นการเอา Kitano มาอยู่ในหนัง Cyberpunk Hollywood เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก
Dolph Lundgren ในบท Street Preacher คนนี้ก็ไม่ต้องแนะนำเยอะครับ เจ้าของร่างยักษ์และหน้าตาที่เหมือนเกิดมาเพื่อเล่นหนัง Action ก่อนหน้านั้นเขาโด่งดังจากบท Ivan Drago ใน Rocky IV ใช่ครับ “I must break you.” ใน Johnny Mnemonic เขากลับมาในบท Street Preacher ตัวละครที่หลุดโลกมาก ทั้งแต่งตัว ทั้งการพูด ทั้งพฤติกรรม เหมือนเอานักเทศน์ทางศาสนา + นักฆ่า + คนบ้า + Cyberpunk มารวมกันแล้วโยนเข้าไปในเรื่อง ผมชอบนะครับเพราะมันเป็นหนึ่งในตัวละครที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเป็น “หนังยุค 90” อย่างเต็มตัว วันนี้ถ้าจะทำตัวละครแบบนี้อาจถูกเขียนให้มีเหตุผลมากขึ้น แต่หนังยุคนั้นไม่สนครับ มันจะเอาแบบนี้แหละ!
ถ้าถามว่า Johnny Mnemonic เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบไหม? ผมตอบเลยว่า "ไม่ครับ" บทมีปัญหา การเล่าเรื่องบางช่วงกระโดดไปกระโดดมา
ตัวละครบางตัวถูกใช้ไม่เต็มที่ และเทคโนโลยีบางอย่างในเรื่อง เมื่อมองจากปี 2026 ก็ชวนให้ยิ้มได้เหมือนกัน
แต่ผมหนังเรื่องนี้มีบางอย่างที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพราะสิ่งที่หนังพยายามพูด ไม่ได้มีแค่เรื่องคอมพิวเตอร์ มันพูดถึงโลกที่ ข้อมูลมีค่ามากกว่าคน บริษัทขนาดใหญ่สามารถควบคุมข้อมูล เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนร่างกายมนุษย์ ความทรงจำสามารถถูกซื้อขาย และมนุษย์สามารถกลายเป็ เพียง “อุปกรณ์” ในระบบเศรษฐกิจของข้อมูล
ถ้าดู Johnny Mnemonic แล้วหวังว่าจะได้หนังไซไฟระดับ The Matrix ก็คงต้องผิดหวังครับ ถ้าดูแล้วหวังว่าจะได้หนัง Action แบบ John Wick...
ก็ผิดหวังอีกครับ
แต่ถ้าดูมันในฐานะ หนัง Cyberpunk ยุค 90 ที่เต็มไปด้วยความเพ้อ ความบ้า ความรก ความเท่ และไอเดียเกี่ยวกับอนาคตที่บางอย่างกำลังค่อย ๆ กลายเป็นความจริง ผมว่ามันกลับน่าดูขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อเราดูมันในปี 2026 เพราะสิ่งที่เมื่อก่อนดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝันอย่าง
AI, AR, Virtual Reality, Digital Information, Neural Interface และการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร วันนี้บางอย่างไม่ได้อยู่ในนิยายแล้วครับ มันอยู่ในห้องทดลอง อยู่ในผลิตภัณฑ์ และหลายๆ อย่าง อยู่ในมือเราเรียบร้อยแล้ว
Johnny Mnemonic จึงเป็นหนังประเภทที่ผมดูแล้วต้องบอกว่า “หนังอาจจะไม่ได้ทำนายอนาคตได้แม่นทุกอย่าง... แต่
ใครที่ชอบหนัง Cyberpunk หรือชอบดูหนังเก่า ๆ แล้วกลับมานั่งคิดว่า “เฮ้ย... ตอนนั้นเขาคิดเรื่องนี้ได้ยังไงวะ?” ลองหาเรื่องนี้มาดูครับ แล้วอย่าไปหาเหตุผลกับมันเยอะ เพราะถ้าจะเอาความสมเหตุสมผลทุกฉาก Johnny คงไม่ได้เริ่มเรื่องตั้งแต่แรกแล้วครับ
Johnny Mnemonic — หนังปี 1995 ที่วันนี้อาจไม่ได้ดูเหมือนอนาคตอีกต่อไป
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้