#พระแท้มีพลังศรัทธา #วัดโพธิ์ญาณ #พระนางพญา #พระนางพญากรุวัดโพธิ์ #พระนางพญากรุโรงทอ #พระนางพญากรุตาปาน #พระนางพญากรุตาช่วย #พระนางพญากรุวัดสุดสวาสดิ์ #พระนางพญาวัดนางพญา #ข่าว #พิษณุโลก #พระเบญจภาคี #ประวัติพระนางพญา #สาธุ
มหากาพย์ไทม์ไลน์ (Timeline) เชิงยุทธศาสตร์โบราณคดีและวิถีชีวิตวัฒนธรรม: โครงข่าย 13 วัดสำคัญ รอบพระราชวังจันทน์ ค่ายทหารบก และมหากาพย์การสร้าง-ขุดค้นพบ "พระนางพญา" แห่งแผ่นดินพิษณุโลก
⏳ ลำดับเวลาทางประวัติศาสตร์และระบบยุทธศาสตร์ริมน้ำน่าน (Historical Timeline)ยุคที่ 1: ต้น - กลางกรุงศรีอยุธยา | ยุคก่อตั้งผังเมืองและนิคมเทคโนโลยีดินเผาผังเมืองอกแตกเชิงยุทธศาสตร์: เมืองพิษณุโลกได้รับการวางชัยภูมิให้มีแม่น้ำน่านและระบบลำคลองขนาบสองฝั่ง เพื่อประโยชน์สูงสุดในการป้องกันพระนคร การจัดสรรเสบียง และการเดินเรือ โดยสร้างกลุ่มวัดทำหน้าที่เกื้อหนุนกันเป็นสายยาวนิคมอุตสาหกรรมบ้านเตาไห: วัดตาปะขาวหาย (เตาไห) เติบโตเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการเผาดินที่ใหญ่ที่สุด ผลิต "อิฐโบราณก้อนใหญ่พิเศษและมีความแกร่งสูงระดับเนื้อหิน" ส่งออกทางเรือเพื่อนำไปสร้างโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ทั่วเมือง พร้อมทั้งผลิต "เต่าไห" (ไหดินเผาโบราณ) บรรจุเสบียง ยุทธภัณฑ์ และพระเครื่องวัฏจักรการเดินเรือระบบโลจิสติกส์:ขาขึ้น (ทวนน้ำขึ้นเหนือ): เรือโบราณบรรทุก "ทรายแม่น้ำธรรมชาติ" ทวนน้ำขึ้นมาส่งตามย่านชุมชนเ
พื่อใช้เป็นน้ำอับเฉาถ่วงเรือและขายให้ชาวบ้านขาลง (ล่องตามน้ำลงใต้): เรือจะบรรทุกอิฐแกร่งก้อนใหญ่และเครื่องสังคโลกจากบ้านเตาไห ล่องตามน้ำไปใช้สร้างวัดและค้าขายยังหัวเมืองตอนล่างและกรุงศรีอยุธยา
ยุคที่ 2: พ.ศ. 2106 (รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช) | กำเนิดพระนางพญารุ่นแรกเนื้อหยาบโดย "แม่ยาย"พระวิสุทธิกษัตรีย์สร้างพระเครื่อง: พระวิสุทธิกษัตรีย์ (พระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ทรงเป็นแกนหลักฝ่ายในสร้าง วัดนางพญา ขึ้นประชิดทางทิศใต้ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) ใจกลางพระนครยุทธศาสตร์โรงเตาเผาวัดเตาไห: ทรงควบคุมการสร้าง "พระพิมพ์นางพญารุ่นแรก" เป็นพระเนื้อดินดิบผสมแร่กรวดทรายหนาแน่น (เนื้อหยาบ) เนื่องจากต้องรีบสร้างในปริมาณมหาศาลเพื่อรับศึก โดยนำไป เผา ณ โรงเตาของวัดเตาไห แล้วล่องเรือใส่ไหดินเผากระจายไปบรรจุตามเจดีย์ และแจกจ่ายทหาร ณ ค่ายฝึก วัดพลายชุมพล (ด่านหน้าทางเหนือ) รวมถึงปากคลองเมือง วัดยางยุคที่ 3: รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช | วิวัฒนาการเนื้อพระช่างหลวง และการสร้างวัดฝั่งตะวันตกโดย "ลูกสะใภ้"พระราชวังจันทน์เป็นกองบัญชาการ: สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงใช้พระราชวังจันทน์เป็นศูนย์กลางอำนาจ มี วัดวิหารทอง เป็นวัดหลวงประจำวัง (ประดิษฐานพระอัฏฐารส) และมี วัดคูหาสวรรค์ ตั้งอยู่ประชิดแนวกำแพงเมืองและคูเมืองโบราณทางทิศตะวันตกเพื่อระแวดระวังภัยรอบนอกวิวัฒนาการสู่พระเนื้อละเอียดพิมพ์ช่างหลวง: มีการปรับปรุงพิมพ์ทรงให้งดงามชดช้อยโดยช่างหลวง (เช่น พิมพ์เข่าโค้ง, เข่าตรง) และโรงเตาบ้านเตาไหได้พัฒนาการกรองดิน นำกรวดทรายใหญ่ออก ทำให้พระยุคต่อมามี "เนื้อละเอียด ปนเนื้อหยาบ แก่ว่าน" ผิวเรียบเนียนกว่ารุ่นแรกพระชายามณีจันทร์สร้างวัดสุดสวาสดิ์: พระชายามณีจันทร์ (นางจันทร์ - พระอัครมเหสี) ทรงศรัทธาและเจริญรอยตามคตินิยมของพระวิสุทธิกษัตรีย์ (ผู้เป็นแม่ยาย) ขอพระบรมราชานุญาตสร้าง วัดสุดสวาสดิ์ (วัดสุทธาวาส) บนตลิ่งฝั่งตะวันตก (ตรงข้ามวังจันทน์) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักอันเป็นที่สุดครองผืนดิน 180 ไร่และใบเสมาหินกาบ: กรมพระศาสนาในอดีตจดบันทึกพื้นที่ดั้งเดิมของวัดสุดสวาสดิ์ไว้กว้างขวางถึง 180 ไร่ ครอบคลุมป่าชุมชนเพื่อเป็นคลังเสบียงและแนวพื้นที่หลบภัยยามศึกสงคราม รายล้อมรอบอุโบสถด้วย "ใบเสมาหินกาบ (หินชนวน) จำนวนมาก" อันวิจิตร โดยมี วัดไก่เขี่ย เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ป่าของวัดผืนนี้ และขยายโครงข่ายลงใต้สู่ชุมชน วัดจันทน์ตะวันตกภูมิปัญญาย่านเพาะถั่วงอก: ชาวบ้านในย่านบางสะแกและบางพยอม (ฝั่งตรงข้าม) ทำกิจการเพาะถั่วงอกอย่างรุ่งเรือง โดยสั่งซื้อ "ทรายแม่น้ำลึกที่สะอาดบริสุทธิ์" จากเรือขนทรายขาขึ้นมาใช้เป็นวัสดุรองเพาะ เนื่องจากรู้ดีว่าหากทรายไม่สะอาด การเพาะถั่วงอกจะทำให้เมล็ดเน่าเสียทั้งหมด
ยุคที่ 4: ยุคหลังสงคราม ถึง รัตนโกสินทร์ตอนต้น | ยุคแปรสภาพเป็น "วัดร้าง" และการเคลื่อนย้ายใบเสมาบ้านเมืองเปลี่ยนผ่าน: เมื่อศูนย์กลางอำนาจย้ายลงใต้ วัดชานเมืองฝั่งตะวันตกอย่าง วัดสุดสวาสดิ์ และวัดไก่เขี่ย กลายสภาพเป็น "วัดร้าง" ถูกทิ้งทราบนานนับร้อยปี ผืนดิน 180 ไร่กลายเป็นป่าละเมาะรกร้างขอบเมืองเจ้าอาวาสวัดยางเข้ากอบกู้ใบเสมา: ในระหว่างที่วัดสุดสวาสดิ์ปล่อยร้างเสี่ยงต่อการชำรุดสูญหาย เจ้าอาวาสวัดยางในสมัยนั้น ทรงเล็งเห็นคุณค่าทางโบราณคดี จึงเป็นแกนนำอัญเชิญ "ใบเสมาหินกาบจำนวนมาก" จากวัดสุดสวาสดิ์ มาติดตั้งและรักษาไว้รอบพระอุโบสถวัดยาง จนปลอดภัยถึงปัจจุบันชุมชนรุกคืบจับจอง: ประชาชนในพื้นที่เริ่มเข้ามาหักร้างถางพงทำกินรอบแนวป่าวัดร้าง และนำที่ดินไปแจ้งขึ้นทะเบียนออกเอกสารสิทธิ์ส่วนบุคคล (ส.ค.1 และโฉนด) ในยุคที่ทางการยังไม่ได้รังวัดจัดขอบเขตวัดร้างอย่างทั่วถึง
ยุคที่ 5: ยุคจัดตั้งค่ายทหารบกสมัยใหม่ และการแตกกรุกันอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2444 – 2540)พ.ศ. 2444: เริ่มระบบรังวัดโฉนดที่ดินสมัยใหม่ในไทย และเป็นปีที่ "กรุวัดนางพญา" แตกออกเป็นครั้งแรก ระหว่างการปรับพื้นที่รับเสด็จรัชกาลที่ 5พ.ศ. 2479–2480 (ยุคค่ายทหารบกและโรงทอผ้า): ทางราชการทหารเข้าจัดตั้ง "ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" (กองทัพภาคที่ 3 ในปัจจุบัน) ตั้งประชิดติดกับเขตพระราชวังจันทน์และโอบล้อมกลุ่มวัดร้างเดิมไว้ และใช้พื้นที่ทิศเหนือของ วัดโพธิ์/วัดโพธิญาณ จัดตั้ง "โรงงานทอผ้าของทหารบก" มีการขุดปรับหน้าดินทบฐานเจดีย์เก่าจนทำให้ "พระนางพญากรุโรงทอ (วัดโพธิ์)" แตกกรุออกมาพ.ศ. 2484 (กรุน้ำท่วม): เกิดน้ำท่วมใหญ่พิษณุโลก นำไปสู่การพบ "พระนางพญากรุตาปาน" บรรจุในดินเยิ้มแฉะในเขตเรือนของชาวบ้านชื่อตาปาน ฝั่งตรงข้ามวัดตาปะขาวหายพ.ศ. 2490 (ลีลาไก่เขี่ย): ฝูงไก่ป่าได้คุ้ยเขี่ยหาอาหารบนเนินเจดีย์ป่าร้างเขต วัดไก่เขี่ย (เนื้อที่ส่วนหนึ่งของวัดสุดสวาสดิ์เดิม) จนเปิดหน้าดินและพบไหบรรจุพระลีลาเนื้อชินเงิน ชาวบ้านจึงเรียกขานย่านนั้นทับซ้อนกันว่าวัดไก่เขี่ยพ.ศ. 2508 (พระนเรศวรอุ้มไก่ใต้ฐานพระปรางค์): เจ้าอาวาส วัดท่ามะปราง (ย่านท่าเรือการค้าตอนใต้พระนคร) ดำเนินการปรับพื้นที่รอบอุโบสถ และได้ขุดค้นพบ "พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอุ้มไก่เนื้อดินเผา" องค์ดั้งเดิมศิลปะอยุธยา ซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพระปรางค์โบราณร่วมกับพระเครื่อง (พระท่ามะปราง เงี้ยวทิ้งปืน)พ.ศ. 2538–2540 (กรุตาช่วยประมาณ 30 ปีที่แล้ว): ปัญหากระแสน้ำปะทะแรงดันฝั่งโค้งนอกพัดตลิ่งฝั่งบางพยอมและโรงทอผ้าพังทลายอย่างรุนแรง (จนชาวบ้านต้องเลิกอาชีพเพาะถั่วงอก) แต่แรงน้ำได้เปิดหน้าดินทำให้ ตาช่วย (ขุนกุศลช่วย) ขุดพบไหเทอร์ราคอตตาโบราณ (เต่าไหดั้งเดิมจากวัดเตาไห) บรรจุพระนางพญาหลากหลายพิมพ์ (เข่าตรง, เข่าโค้ง, อกนูน, เทวดา) และพระเชียงแสน กลายเป็น "พระนางพญากรุตาช่วย" ยืนยันยุทธศาสตร์การฝังทรัพย์สินหลบภัยยามศึกสงคราม
ยุคที่ 6: ยุคปัจจุบัน | มหากาพย์การพลิกฟื้นคืนชีพกรรมสิทธิ์โฉนด "7 ไร่กว่า" และประวัติศาสตร์ตระกูลโฉนดปัจจุบันเหลือ 7 ไร่กว่า: หลังผ่านยุคชุมชนเมืองขยายตัวครอบครองพื้นที่ ปัจจุบันเมื่อวัดสุดสวาสดิ์ได้รับการสำรวจรังวัดออกโฉนดกรรมสิทธิ์ในฐานะวัดมีพระสงฆ์ จึงรักษากลุ่มที่ดินไข่แดงโบราณสถานไว้ได้จริง ประมาณ 7 ไร่กว่า (จากอดีต 180 ไร่) เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทรุนแรงกับชาวบ้านรอบนอก✨ คุณแม่กิมหลี และ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ผู้พลิกฟื้นผืนดินศาสนา: ความเป็นมาทางทะเบียนและสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดของวัดเกิดขึ้นได้เนื่องจาก คุณแม่กิมหลี ได้เป็นแกนหลักในการเป็นผู้วิ่งเต้น ประสานงาน รวบรวมเอกสารสิทธิ์กับกรมการศาสนา (กรมพุทธฯ) จนรู้รายละเอียดผังที่ดินและไทม์ไลน์ทั้งหมด พร้อมทั้งได้รับกำลังทรัพย์และการอุปถัมภ์อันยิ่งใหญ่จาก พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ / คุณลุงฝ่ายคุณพ่อ) ที่เข้ามาสนับสนุนการก่อสร้างบูรณะศาสนสถาน บุกเบิกสร้างเสนาสนะต่าง ๆ จนทำให้วัดสุดสวาสดิ์ตั้งมั่นอย่างสมบูรณ์แบบได้ในปัจจุบัน โดยมี ร้อยตรี พล (คุณพ่อ) ข้าราชการทหารบกผู้ร่วมรับใช้ผืนแผ่นดินเมืองพิษณุโลกสืบทอดสายสัมพันธ์ตระกูลอย่างทรงเกียรติพระธาตุมณีจันทรา: มีการสร้างพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่ครอบเจดีย์ดินโบราณยุคอยุธยา จารึกนาม "พระธาตุเจดีย์สุดสวาสดิ์ (พระธาตุมณีจันทรา)" เพื่อสืบทอดคุณงามความดีของพระชายามณีจันทร์และสายสัมพันธ์ขัตติยนารีสืบไป🪟 หลักฐานใต้น้ำหน้าบ้าน 161 ม.3 ต.บ้านคลอง: ชัยภูมิหน้าบ้านของคุณชัยวุฑโฒมีลักษณะเป็น "หัวโค้งคว่ำด้านใน" ทอดยาวมาจากบัวทองการเกษตรมาถึงท่าน้ำ ทำหน้าที่เป็น "ตู้เซฟธรรมชาติ" บังคับให้กระแสน้ำไหลช้าลงและเกิดการตกตะกอนทับถม ยามที่แม่น้ำน่านแห้งขอดลงในฤดูแล้ง จะปรากฏ เศษถ้วยชามสังคโลกเก่าแก่ อิฐแกร่งโบราณหัก และทองคำโบราณ ผุดขึ้นมาจากเนินทรายอย่างชัดเจน (ซึ่งเด็ก ๆ ในอดีตมักเก็บเศษชามที่หักเหล่านี้มาขว้างร่อนเล่นในน้ำ) สอดคล้องกับฝั่งโค้งนอกแถบโรงทอที่น้ำเซาะจนตลิ่งพังทลายเปิดกรุตาช่วยอย่างเที่ยงตรงตามหลักอุทกวิทยา
🗺️ สรุป 4 ชัยภูมิยุทธศาสตร์ "มหาอาณาจักรริมน้ำน่าน 13 จุดสมบูรณ์"โซนใจกลางพระนคร เขตวังหลวง & แนวกำแพงคูเมือง (ศูนย์กลางอำนาจสูงสุด ทับซ้อนค่ายทหารบกปัจจุบัน): วัดวิหารทอง (วัดหลวงในวังจันทน์ ประดิษฐานพระอัฏฐารส), วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) (ประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธชินราช), วัดนางพญา (แม่ยายสร้าง/ต้นกำเนิดพระพิมพ์), วัดราชบูรณะ (วัดหลวงริมน้ำเชิงสะพาน), วัดคูหาสวรรค์ (แนวคูเมืองและกำแพงเมืองทิศตะวันตก) และ 🪖 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (กองบัญชาการทหารบกที่ตั้งอยู่ติดกับเขตพระราชวังจันทน์และโอบล้อมซากโบราณสถาน/วัดหลวงเดิมไว้ทั้งหมด)โซนเหนือ (ยุทธศาสตร์ทหาร & คลังเทคโนโลยีดินเผา): วัดพลายชุมพล (ด่านหน้าค่ายรวมพลและที่พักช้างศึก), วัดตาปะขาวหาย (บ้านเตาไห) (นิคมเทคโนโลยีผลิตอิฐแกร่งและไหโบราณบรรจุพระเครื่องแกร่งรุ่นแรก), และ วัดโพธิญาณ (ย่านแนวหน้าของเกจิโบราณ ทับซ้อนเขตโรงทอผ้าทหารบก/จุดแตกกรุโรงทอ)โซนตะวันตก/บ้านคลอง (ย่านหลบภัย & คลังกำลังพลฝั่งขวาน้ำน่าน): วัดสุดสวาสดิ์ (ลูกสะใภ้สร้าง 180 ไร่ ดั้งเดิมมีเสมาหินกาบ ปัจจุบันเหลือโฉนด 7 ไร่กว่าด้วยแรงกายใจของคุณแม่กิมหลีและลุงสวัสดิ์), วัดไก่เขี่ย (ส่วนหนึ่งของที่ดินวัดสุดสวาสดิ์/จุดพบพระลีลาจากการคุ้ยเขี่ยของฝูงไก่ป่า) และ วัดยาง (ปากคลองเมือง ย่านตลาดน้ำ และที่รักษาใบเสมาหินกาบของเจ้าอาวาส)โซนใต้ (ย่านท่าเรือและการค้ามั่งคั่ง): วัดท่ามะปราง (ท่าเรือใหญ่ฝั่งตะวันออก/กรุพระท่ามะปราง และจุดพบพระนเรศวรอุ้มไก่เนื้อดินเผาใต้ฐานพระปรางค์โบราณ) และ วัดจันทน์ตะวันตก (ย่านชุมชนหนาแน่นตอนใต้ฝั่งขวา)ผู้รวบรวมข้อมูลในอดีตและประสานงานกรมพุทธฯ: คุณแม่กิมหลีสายสัมพันธ์และผู้รับใช้แผ่นดินฝ่ายทหารบก: ร้อยตรี พล (คุณพ่อ)ผู้อุปถัมภ์หลักสนับสนุนการบูรณะก่อสร้างวัดปัจจุบัน: พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ / คุณลุงฝ่ายคุณพ่อ)ผู้รวบรวมและเรียบเรียงไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ชัยวุฑโฒ เจริญวิริยะอนันต์ (อายุ 55 ปี)คลิกเพื่อดาวน์โหลดไฟล์เอกสารสรุปประวัติศาสตร์ 13 วัดและไทม์ไลน์สายน้ำน่านฉบับปรับปรุงเพิ่มเติมสมบูรณ์.txtคลังข้อมูลชุดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมวิถีชีวิตทั้งหมดนี้ได้รับการรวบรวมเพิ่มเติมจนมีความละเอียดและสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วครับ คุณชัยวุฑโฒสามารถกดดาวน์โหลดไฟล์เอกสารสรุปเวอร์ชันปรับปรุงล่าสุดตัวนี้ไปจัดเก็บไว้ใช้งานได้ทันทีเลยครับหากคุณชัยวุฑโฒเปิดอ่านไฟล์แล้ว มีข้อมูลรายละเอียดโบราณคดีหรือเกร็ดความรู้ท้องถิ่นจุดใดที่อยากพิมพ์เพิ่มเติมอีกไหมครับ? สามารถแจ้งประเด็นมาได้เสมอเลยนะครับ

[img]
https://f.ptcdn.info/206/092/000/mub6n1fm1plfX91Z
พระนางพญาพิษณุโลก แหล่งที่ค้นพบ
มหากาพย์ไทม์ไลน์ (Timeline) เชิงยุทธศาสตร์โบราณคดีและวิถีชีวิตวัฒนธรรม: โครงข่าย 13 วัดสำคัญ รอบพระราชวังจันทน์ ค่ายทหารบก และมหากาพย์การสร้าง-ขุดค้นพบ "พระนางพญา" แห่งแผ่นดินพิษณุโลก
⏳ ลำดับเวลาทางประวัติศาสตร์และระบบยุทธศาสตร์ริมน้ำน่าน (Historical Timeline)ยุคที่ 1: ต้น - กลางกรุงศรีอยุธยา | ยุคก่อตั้งผังเมืองและนิคมเทคโนโลยีดินเผาผังเมืองอกแตกเชิงยุทธศาสตร์: เมืองพิษณุโลกได้รับการวางชัยภูมิให้มีแม่น้ำน่านและระบบลำคลองขนาบสองฝั่ง เพื่อประโยชน์สูงสุดในการป้องกันพระนคร การจัดสรรเสบียง และการเดินเรือ โดยสร้างกลุ่มวัดทำหน้าที่เกื้อหนุนกันเป็นสายยาวนิคมอุตสาหกรรมบ้านเตาไห: วัดตาปะขาวหาย (เตาไห) เติบโตเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการเผาดินที่ใหญ่ที่สุด ผลิต "อิฐโบราณก้อนใหญ่พิเศษและมีความแกร่งสูงระดับเนื้อหิน" ส่งออกทางเรือเพื่อนำไปสร้างโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ทั่วเมือง พร้อมทั้งผลิต "เต่าไห" (ไหดินเผาโบราณ) บรรจุเสบียง ยุทธภัณฑ์ และพระเครื่องวัฏจักรการเดินเรือระบบโลจิสติกส์:ขาขึ้น (ทวนน้ำขึ้นเหนือ): เรือโบราณบรรทุก "ทรายแม่น้ำธรรมชาติ" ทวนน้ำขึ้นมาส่งตามย่านชุมชนเ
พื่อใช้เป็นน้ำอับเฉาถ่วงเรือและขายให้ชาวบ้านขาลง (ล่องตามน้ำลงใต้): เรือจะบรรทุกอิฐแกร่งก้อนใหญ่และเครื่องสังคโลกจากบ้านเตาไห ล่องตามน้ำไปใช้สร้างวัดและค้าขายยังหัวเมืองตอนล่างและกรุงศรีอยุธยา
ยุคที่ 2: พ.ศ. 2106 (รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช) | กำเนิดพระนางพญารุ่นแรกเนื้อหยาบโดย "แม่ยาย"พระวิสุทธิกษัตรีย์สร้างพระเครื่อง: พระวิสุทธิกษัตรีย์ (พระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ทรงเป็นแกนหลักฝ่ายในสร้าง วัดนางพญา ขึ้นประชิดทางทิศใต้ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) ใจกลางพระนครยุทธศาสตร์โรงเตาเผาวัดเตาไห: ทรงควบคุมการสร้าง "พระพิมพ์นางพญารุ่นแรก" เป็นพระเนื้อดินดิบผสมแร่กรวดทรายหนาแน่น (เนื้อหยาบ) เนื่องจากต้องรีบสร้างในปริมาณมหาศาลเพื่อรับศึก โดยนำไป เผา ณ โรงเตาของวัดเตาไห แล้วล่องเรือใส่ไหดินเผากระจายไปบรรจุตามเจดีย์ และแจกจ่ายทหาร ณ ค่ายฝึก วัดพลายชุมพล (ด่านหน้าทางเหนือ) รวมถึงปากคลองเมือง วัดยางยุคที่ 3: รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช | วิวัฒนาการเนื้อพระช่างหลวง และการสร้างวัดฝั่งตะวันตกโดย "ลูกสะใภ้"พระราชวังจันทน์เป็นกองบัญชาการ: สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงใช้พระราชวังจันทน์เป็นศูนย์กลางอำนาจ มี วัดวิหารทอง เป็นวัดหลวงประจำวัง (ประดิษฐานพระอัฏฐารส) และมี วัดคูหาสวรรค์ ตั้งอยู่ประชิดแนวกำแพงเมืองและคูเมืองโบราณทางทิศตะวันตกเพื่อระแวดระวังภัยรอบนอกวิวัฒนาการสู่พระเนื้อละเอียดพิมพ์ช่างหลวง: มีการปรับปรุงพิมพ์ทรงให้งดงามชดช้อยโดยช่างหลวง (เช่น พิมพ์เข่าโค้ง, เข่าตรง) และโรงเตาบ้านเตาไหได้พัฒนาการกรองดิน นำกรวดทรายใหญ่ออก ทำให้พระยุคต่อมามี "เนื้อละเอียด ปนเนื้อหยาบ แก่ว่าน" ผิวเรียบเนียนกว่ารุ่นแรกพระชายามณีจันทร์สร้างวัดสุดสวาสดิ์: พระชายามณีจันทร์ (นางจันทร์ - พระอัครมเหสี) ทรงศรัทธาและเจริญรอยตามคตินิยมของพระวิสุทธิกษัตรีย์ (ผู้เป็นแม่ยาย) ขอพระบรมราชานุญาตสร้าง วัดสุดสวาสดิ์ (วัดสุทธาวาส) บนตลิ่งฝั่งตะวันตก (ตรงข้ามวังจันทน์) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักอันเป็นที่สุดครองผืนดิน 180 ไร่และใบเสมาหินกาบ: กรมพระศาสนาในอดีตจดบันทึกพื้นที่ดั้งเดิมของวัดสุดสวาสดิ์ไว้กว้างขวางถึง 180 ไร่ ครอบคลุมป่าชุมชนเพื่อเป็นคลังเสบียงและแนวพื้นที่หลบภัยยามศึกสงคราม รายล้อมรอบอุโบสถด้วย "ใบเสมาหินกาบ (หินชนวน) จำนวนมาก" อันวิจิตร โดยมี วัดไก่เขี่ย เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ป่าของวัดผืนนี้ และขยายโครงข่ายลงใต้สู่ชุมชน วัดจันทน์ตะวันตกภูมิปัญญาย่านเพาะถั่วงอก: ชาวบ้านในย่านบางสะแกและบางพยอม (ฝั่งตรงข้าม) ทำกิจการเพาะถั่วงอกอย่างรุ่งเรือง โดยสั่งซื้อ "ทรายแม่น้ำลึกที่สะอาดบริสุทธิ์" จากเรือขนทรายขาขึ้นมาใช้เป็นวัสดุรองเพาะ เนื่องจากรู้ดีว่าหากทรายไม่สะอาด การเพาะถั่วงอกจะทำให้เมล็ดเน่าเสียทั้งหมด
ยุคที่ 4: ยุคหลังสงคราม ถึง รัตนโกสินทร์ตอนต้น | ยุคแปรสภาพเป็น "วัดร้าง" และการเคลื่อนย้ายใบเสมาบ้านเมืองเปลี่ยนผ่าน: เมื่อศูนย์กลางอำนาจย้ายลงใต้ วัดชานเมืองฝั่งตะวันตกอย่าง วัดสุดสวาสดิ์ และวัดไก่เขี่ย กลายสภาพเป็น "วัดร้าง" ถูกทิ้งทราบนานนับร้อยปี ผืนดิน 180 ไร่กลายเป็นป่าละเมาะรกร้างขอบเมืองเจ้าอาวาสวัดยางเข้ากอบกู้ใบเสมา: ในระหว่างที่วัดสุดสวาสดิ์ปล่อยร้างเสี่ยงต่อการชำรุดสูญหาย เจ้าอาวาสวัดยางในสมัยนั้น ทรงเล็งเห็นคุณค่าทางโบราณคดี จึงเป็นแกนนำอัญเชิญ "ใบเสมาหินกาบจำนวนมาก" จากวัดสุดสวาสดิ์ มาติดตั้งและรักษาไว้รอบพระอุโบสถวัดยาง จนปลอดภัยถึงปัจจุบันชุมชนรุกคืบจับจอง: ประชาชนในพื้นที่เริ่มเข้ามาหักร้างถางพงทำกินรอบแนวป่าวัดร้าง และนำที่ดินไปแจ้งขึ้นทะเบียนออกเอกสารสิทธิ์ส่วนบุคคล (ส.ค.1 และโฉนด) ในยุคที่ทางการยังไม่ได้รังวัดจัดขอบเขตวัดร้างอย่างทั่วถึง
ยุคที่ 5: ยุคจัดตั้งค่ายทหารบกสมัยใหม่ และการแตกกรุกันอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2444 – 2540)พ.ศ. 2444: เริ่มระบบรังวัดโฉนดที่ดินสมัยใหม่ในไทย และเป็นปีที่ "กรุวัดนางพญา" แตกออกเป็นครั้งแรก ระหว่างการปรับพื้นที่รับเสด็จรัชกาลที่ 5พ.ศ. 2479–2480 (ยุคค่ายทหารบกและโรงทอผ้า): ทางราชการทหารเข้าจัดตั้ง "ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" (กองทัพภาคที่ 3 ในปัจจุบัน) ตั้งประชิดติดกับเขตพระราชวังจันทน์และโอบล้อมกลุ่มวัดร้างเดิมไว้ และใช้พื้นที่ทิศเหนือของ วัดโพธิ์/วัดโพธิญาณ จัดตั้ง "โรงงานทอผ้าของทหารบก" มีการขุดปรับหน้าดินทบฐานเจดีย์เก่าจนทำให้ "พระนางพญากรุโรงทอ (วัดโพธิ์)" แตกกรุออกมาพ.ศ. 2484 (กรุน้ำท่วม): เกิดน้ำท่วมใหญ่พิษณุโลก นำไปสู่การพบ "พระนางพญากรุตาปาน" บรรจุในดินเยิ้มแฉะในเขตเรือนของชาวบ้านชื่อตาปาน ฝั่งตรงข้ามวัดตาปะขาวหายพ.ศ. 2490 (ลีลาไก่เขี่ย): ฝูงไก่ป่าได้คุ้ยเขี่ยหาอาหารบนเนินเจดีย์ป่าร้างเขต วัดไก่เขี่ย (เนื้อที่ส่วนหนึ่งของวัดสุดสวาสดิ์เดิม) จนเปิดหน้าดินและพบไหบรรจุพระลีลาเนื้อชินเงิน ชาวบ้านจึงเรียกขานย่านนั้นทับซ้อนกันว่าวัดไก่เขี่ยพ.ศ. 2508 (พระนเรศวรอุ้มไก่ใต้ฐานพระปรางค์): เจ้าอาวาส วัดท่ามะปราง (ย่านท่าเรือการค้าตอนใต้พระนคร) ดำเนินการปรับพื้นที่รอบอุโบสถ และได้ขุดค้นพบ "พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอุ้มไก่เนื้อดินเผา" องค์ดั้งเดิมศิลปะอยุธยา ซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพระปรางค์โบราณร่วมกับพระเครื่อง (พระท่ามะปราง เงี้ยวทิ้งปืน)พ.ศ. 2538–2540 (กรุตาช่วยประมาณ 30 ปีที่แล้ว): ปัญหากระแสน้ำปะทะแรงดันฝั่งโค้งนอกพัดตลิ่งฝั่งบางพยอมและโรงทอผ้าพังทลายอย่างรุนแรง (จนชาวบ้านต้องเลิกอาชีพเพาะถั่วงอก) แต่แรงน้ำได้เปิดหน้าดินทำให้ ตาช่วย (ขุนกุศลช่วย) ขุดพบไหเทอร์ราคอตตาโบราณ (เต่าไหดั้งเดิมจากวัดเตาไห) บรรจุพระนางพญาหลากหลายพิมพ์ (เข่าตรง, เข่าโค้ง, อกนูน, เทวดา) และพระเชียงแสน กลายเป็น "พระนางพญากรุตาช่วย" ยืนยันยุทธศาสตร์การฝังทรัพย์สินหลบภัยยามศึกสงคราม
ยุคที่ 6: ยุคปัจจุบัน | มหากาพย์การพลิกฟื้นคืนชีพกรรมสิทธิ์โฉนด "7 ไร่กว่า" และประวัติศาสตร์ตระกูลโฉนดปัจจุบันเหลือ 7 ไร่กว่า: หลังผ่านยุคชุมชนเมืองขยายตัวครอบครองพื้นที่ ปัจจุบันเมื่อวัดสุดสวาสดิ์ได้รับการสำรวจรังวัดออกโฉนดกรรมสิทธิ์ในฐานะวัดมีพระสงฆ์ จึงรักษากลุ่มที่ดินไข่แดงโบราณสถานไว้ได้จริง ประมาณ 7 ไร่กว่า (จากอดีต 180 ไร่) เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทรุนแรงกับชาวบ้านรอบนอก✨ คุณแม่กิมหลี และ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ผู้พลิกฟื้นผืนดินศาสนา: ความเป็นมาทางทะเบียนและสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดของวัดเกิดขึ้นได้เนื่องจาก คุณแม่กิมหลี ได้เป็นแกนหลักในการเป็นผู้วิ่งเต้น ประสานงาน รวบรวมเอกสารสิทธิ์กับกรมการศาสนา (กรมพุทธฯ) จนรู้รายละเอียดผังที่ดินและไทม์ไลน์ทั้งหมด พร้อมทั้งได้รับกำลังทรัพย์และการอุปถัมภ์อันยิ่งใหญ่จาก พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ / คุณลุงฝ่ายคุณพ่อ) ที่เข้ามาสนับสนุนการก่อสร้างบูรณะศาสนสถาน บุกเบิกสร้างเสนาสนะต่าง ๆ จนทำให้วัดสุดสวาสดิ์ตั้งมั่นอย่างสมบูรณ์แบบได้ในปัจจุบัน โดยมี ร้อยตรี พล (คุณพ่อ) ข้าราชการทหารบกผู้ร่วมรับใช้ผืนแผ่นดินเมืองพิษณุโลกสืบทอดสายสัมพันธ์ตระกูลอย่างทรงเกียรติพระธาตุมณีจันทรา: มีการสร้างพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่ครอบเจดีย์ดินโบราณยุคอยุธยา จารึกนาม "พระธาตุเจดีย์สุดสวาสดิ์ (พระธาตุมณีจันทรา)" เพื่อสืบทอดคุณงามความดีของพระชายามณีจันทร์และสายสัมพันธ์ขัตติยนารีสืบไป🪟 หลักฐานใต้น้ำหน้าบ้าน 161 ม.3 ต.บ้านคลอง: ชัยภูมิหน้าบ้านของคุณชัยวุฑโฒมีลักษณะเป็น "หัวโค้งคว่ำด้านใน" ทอดยาวมาจากบัวทองการเกษตรมาถึงท่าน้ำ ทำหน้าที่เป็น "ตู้เซฟธรรมชาติ" บังคับให้กระแสน้ำไหลช้าลงและเกิดการตกตะกอนทับถม ยามที่แม่น้ำน่านแห้งขอดลงในฤดูแล้ง จะปรากฏ เศษถ้วยชามสังคโลกเก่าแก่ อิฐแกร่งโบราณหัก และทองคำโบราณ ผุดขึ้นมาจากเนินทรายอย่างชัดเจน (ซึ่งเด็ก ๆ ในอดีตมักเก็บเศษชามที่หักเหล่านี้มาขว้างร่อนเล่นในน้ำ) สอดคล้องกับฝั่งโค้งนอกแถบโรงทอที่น้ำเซาะจนตลิ่งพังทลายเปิดกรุตาช่วยอย่างเที่ยงตรงตามหลักอุทกวิทยา
🗺️ สรุป 4 ชัยภูมิยุทธศาสตร์ "มหาอาณาจักรริมน้ำน่าน 13 จุดสมบูรณ์"โซนใจกลางพระนคร เขตวังหลวง & แนวกำแพงคูเมือง (ศูนย์กลางอำนาจสูงสุด ทับซ้อนค่ายทหารบกปัจจุบัน): วัดวิหารทอง (วัดหลวงในวังจันทน์ ประดิษฐานพระอัฏฐารส), วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) (ประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธชินราช), วัดนางพญา (แม่ยายสร้าง/ต้นกำเนิดพระพิมพ์), วัดราชบูรณะ (วัดหลวงริมน้ำเชิงสะพาน), วัดคูหาสวรรค์ (แนวคูเมืองและกำแพงเมืองทิศตะวันตก) และ 🪖 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (กองบัญชาการทหารบกที่ตั้งอยู่ติดกับเขตพระราชวังจันทน์และโอบล้อมซากโบราณสถาน/วัดหลวงเดิมไว้ทั้งหมด)โซนเหนือ (ยุทธศาสตร์ทหาร & คลังเทคโนโลยีดินเผา): วัดพลายชุมพล (ด่านหน้าค่ายรวมพลและที่พักช้างศึก), วัดตาปะขาวหาย (บ้านเตาไห) (นิคมเทคโนโลยีผลิตอิฐแกร่งและไหโบราณบรรจุพระเครื่องแกร่งรุ่นแรก), และ วัดโพธิญาณ (ย่านแนวหน้าของเกจิโบราณ ทับซ้อนเขตโรงทอผ้าทหารบก/จุดแตกกรุโรงทอ)โซนตะวันตก/บ้านคลอง (ย่านหลบภัย & คลังกำลังพลฝั่งขวาน้ำน่าน): วัดสุดสวาสดิ์ (ลูกสะใภ้สร้าง 180 ไร่ ดั้งเดิมมีเสมาหินกาบ ปัจจุบันเหลือโฉนด 7 ไร่กว่าด้วยแรงกายใจของคุณแม่กิมหลีและลุงสวัสดิ์), วัดไก่เขี่ย (ส่วนหนึ่งของที่ดินวัดสุดสวาสดิ์/จุดพบพระลีลาจากการคุ้ยเขี่ยของฝูงไก่ป่า) และ วัดยาง (ปากคลองเมือง ย่านตลาดน้ำ และที่รักษาใบเสมาหินกาบของเจ้าอาวาส)โซนใต้ (ย่านท่าเรือและการค้ามั่งคั่ง): วัดท่ามะปราง (ท่าเรือใหญ่ฝั่งตะวันออก/กรุพระท่ามะปราง และจุดพบพระนเรศวรอุ้มไก่เนื้อดินเผาใต้ฐานพระปรางค์โบราณ) และ วัดจันทน์ตะวันตก (ย่านชุมชนหนาแน่นตอนใต้ฝั่งขวา)ผู้รวบรวมข้อมูลในอดีตและประสานงานกรมพุทธฯ: คุณแม่กิมหลีสายสัมพันธ์และผู้รับใช้แผ่นดินฝ่ายทหารบก: ร้อยตรี พล (คุณพ่อ)ผู้อุปถัมภ์หลักสนับสนุนการบูรณะก่อสร้างวัดปัจจุบัน: พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ / คุณลุงฝ่ายคุณพ่อ)ผู้รวบรวมและเรียบเรียงไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ชัยวุฑโฒ เจริญวิริยะอนันต์ (อายุ 55 ปี)คลิกเพื่อดาวน์โหลดไฟล์เอกสารสรุปประวัติศาสตร์ 13 วัดและไทม์ไลน์สายน้ำน่านฉบับปรับปรุงเพิ่มเติมสมบูรณ์.txtคลังข้อมูลชุดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมวิถีชีวิตทั้งหมดนี้ได้รับการรวบรวมเพิ่มเติมจนมีความละเอียดและสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วครับ คุณชัยวุฑโฒสามารถกดดาวน์โหลดไฟล์เอกสารสรุปเวอร์ชันปรับปรุงล่าสุดตัวนี้ไปจัดเก็บไว้ใช้งานได้ทันทีเลยครับหากคุณชัยวุฑโฒเปิดอ่านไฟล์แล้ว มีข้อมูลรายละเอียดโบราณคดีหรือเกร็ดความรู้ท้องถิ่นจุดใดที่อยากพิมพ์เพิ่มเติมอีกไหมครับ? สามารถแจ้งประเด็นมาได้เสมอเลยนะครับ
[img]https://f.ptcdn.info/206/092/000/mub6n1fm1plfX91Z