อสูรหกกระบอก M50 Ontos

อสูรหกกระบอก M50 Ontos


ปฐมบทแห่งอสูรกายท่ามกลางเปลวเพลิงที่เมืองเว้

ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำเหนือเมืองเว้ในปี 1968 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามเวียดนาม นาวิกโยธินสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุด พวกเขาถูกล้อมกรอบโดยกองทัพเวียดนามเหนือในสมรภูมิเมืองที่ซับซ้อน ทุกย่างก้าวบนเศษซากปรักหักพังคือกับดักมรณะที่พร้อมจะกระชากวิญญาณได้ทุกวินาที

ในจังหวะที่ขวัญกำลังใจเริ่มสั่นคลอน ท่ามกลางม่านควันและเสียงปืนที่ระงมไปทั่ว กลับมีเงาร่างมหึมาที่มีรูปลักษณ์ประหลาดปรากฏตัวขึ้น มันไม่ใช่รถถัง M48 Patton ที่คุ้นตา แต่มันคือยานยนต์หุ้มเกราะที่มีลำกล้องปืนใหญ่เรียงรายกันถึง 6 กระบอก ดูคล้ายแมลงยักษ์จากโลกอนาคตที่หลุดเข้ามาในนรกบนดิน ชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ "ออนทอส" (Ontos) ยานพาหนะที่เกือบถูกลืมคันนี้เองที่กลายเป็นผู้พิทักษ์ที่พลิกกระแสสงครามให้เหล่านักรบชุดพรางรอดชีวิตมาได้ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้อสูรกายที่กองทัพบกเคยสบประมาท กลายเป็นตำนานที่นาวิกโยธินโหยหามากที่สุด

กำเนิดจากความกลัว: เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น

เรื่องราวของ Ontos เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เมื่อสหรัฐฯ หวาดวิตกต่อกองทัพรถถังอันมหาศาลของสหภาพโซเวียตที่อาจเคลื่อนทัพผ่านช่องแคบฟุลดาเข้าถล่มยุโรป โจทย์ทางยุทธวิธีในตอนนั้นคือ "ยุทโธปกรณ์น้ำหนักเบา คล่องตัว และต้องส่งลงสนามรบด้วยร่มชูชีพได้" เพื่อสกัดกั้นการรุกรานในทันที

ก่อนหน้านี้ กองทัพเคยพยายามพัฒนา M56 Scorpion ปืนใหญ่อัตราจรน้ำหนัก 7 ตัน แต่ในเชิงวิศวกรรมมันคือความล้มเหลว ระบบรองรับแรงกระแทกไม่สามารถรับแรงสะท้อนถอยหลังมหาศาลของปืน 90 มม. ได้ เมื่อยิงแต่ละครั้งตัวรถจะกระดอนจนเสียศูนย์เล็ง แถมพลขับยังต้องนั่งกลางแจ้งท่ามกลางกระสุนและสะเก็ดระเบิดด้วยแผ่นบังปืนเพียงน้อยนิด ด้วยความผิดพลาดนี้ ในปี 1950 โครงการ Ontos จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท Allis-Chalmers เพื่อสร้างสิ่งที่จะมาแก้ปัญหานี้อย่างเบ็ดเสร็จ

ฟิสิกส์เบื้องหลังเขี้ยวเล็บ: พลังทำลายไร้แรงสะท้อน

หัวใจของ Ontos คือปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง M40 จำนวน 6 กระบอก มันทำงานด้วยหลักการหักล้างแรงกิริยาด้วยแรงปฏิกิริยา ในวินาทีที่ลั่นไก กระสุนจะพุ่งไปข้างหน้าพร้อมๆ กับที่ก๊าซร้อนแรงดันมหาศาลถูกระบายออกทางด้านหลังผ่านช่องรูปกรวย แรงพ่นที่พุ่งออกไปทางหลังจะหักล้างแรงถอยของปืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ปืนน้ำหนักเพียง 1,100 ปอนด์ลำนี้มีอำนาจทำลายล้างเทียบเท่าปืนใหญ่รถถังหนักๆ

ในแง่วัสดุศาสตร์ ลำกล้องของ M40 ต้องรับภาระหนักจากแรงเสียดทานและอุณหภูมิที่สูงจัดจากความเร็วต้นของกระสุน ส่งผลให้อายุการใช้งานของลำกล้องค่อนข้างสั้น แต่สิ่งที่แลกมาคือความสามารถในการยิงกระสุน 106 มม. (ซึ่งจริงๆ คือขนาด 105 มม. แต่เรียก 106 เพื่อไม่ให้สับสนในการส่งกำลังบำรุง) โดยมีทั้งกระสุน HEAT ที่เจาะเกราะได้หนา 400 มม. และกระสุน HEP (High Explosive Plastic) หรือหัวพลาสติกที่ใช้แรงอัดระเบิดส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนทำลายภายในรถถังศัตรูให้กลายเป็นเศษเหล็กโดยไม่ต้องเจาะเกราะเข้าไปด้วยซ้ำ

วิศวกรรมที่เบาดุจขนนก แต่แฝงด้วยความ "ไร้มนุษยธรรม"

ความอัจฉริยะทางวิศวกรรมของ Ontos คือการบริหารน้ำหนัก ตัวรถหนักเพียง 8.6 ตัน ซึ่งในบางกรณีมันมีแรงกดทับต่อพื้นดินน้อยกว่าเท้าของมนุษย์ด้วยซ้ำ ทำให้มันสามารถ "เต้นระบำ" เหนือโคลนตมหรือนาข้าวในเวียดนามที่รถถังหนัก 40 ตันอย่าง Patton จะจมลงไปอย่างถาวร เดิมทีมันใช้เครื่องยนต์ GMC 6 สูบ 145 แรงม้า แต่ต่อมานาวิกโยธินได้ยกระดับเป็นรุ่น M50A1 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Chrysler V8 เพื่อเพิ่มแรงบิดมหาศาลสำหรับลุยป่าทึบ

อย่างไรก็ตาม การออกแบบที่เน้นความกะทัดรัดก็นำมาซึ่งข้อเสียร้ายแรง พื้นที่ภายในแคบจนพลประจำรถต้องเบียดเสียดท่ามกลางกลิ่นน้ำมันและความร้อนที่ระอุ กองทัพเคยพยายามดัดแปลงเป็นรถลำเลียงพลในรุ่นต้นแบบ XT5 และ XT56 แต่ก็ล้มเหลวเพราะมันแคบจนถูกวิจารณ์ว่า "ไร้มนุษยธรรม" ต่อทหารผู้ปฏิบัติงาน

ความขัดแย้งทางยุทธวิธี: กองทัพบกสบประมาท แต่นาวิกโยธินคลั่งไคล้

จุดแตกหักเกิดขึ้นที่สนามทดสอบอัลเบอร์ดีน ปี 1955 เมื่อกองทัพบกทำการทดสอบ "Backblast" หรือแรงพ่นด้านหลัง ผลปรากฏว่ามันรุนแรงจนกระชากอิฐออกจากผนังอาคารและกระแทกกระจกรถยนต์ละแวกนั้นจนแตกละเอียด กองทัพบกมองว่ามันเป็นอันตรายต่อทหารราบ แถมเกราะที่บางเพียง 0.5 นิ้วยังถูกเจาะทะลุได้ง่ายด้วยปืนกลหนัก .50 หรือ RPG กองทัพบกจึงยกเลิกคำสั่งซื้อ 1,000 คันทันที

แต่นาวิกโยธินกลับเห็นต่าง พวกเขามองว่า "ความเร็วและพลังทำลายคือเกราะที่ดีที่สุด" ยุทธวิธี "ตีแล้วหนี" (Hit and Run) ไม่ต้องการเกราะหนาแต่ต้องการหมัดที่หนักหน่วง นาวิกโยธินจึงรับช่วงต่อโครงการจำนวน 297 คัน และมันก็ได้พิสูจน์ตัวเองครั้งแรกในวิกฤตการณ์สาธารณรัฐโดมินิกัน โดยการทำลายรถถัง L60 ของสวีเดน และ AMX-13 ของฝรั่งเศสอย่างราบคาบ ก่อนจะเข้าสู่สมรภูมิที่แท้จริงในเวียดนาม

ระบบเล็งเป้าอัจฉริยะในยุคอนาล็อก และ "เครื่องบดเนื้อ" 60,000 เข็ม

เนื่องจาก Ontos บรรทุกกระสุนได้จำกัดเพียง 18 นัด ทุกนัดจึงต้องไม่พลาด วิศวกรจึงติดตั้งปืนชี้เป้า M8C ขนาด .50 คาลิเบอร์ จำนวน 4 กระบอกไว้เหนือลำกล้อง พลยิงจะยิงปืนชี้เป้าออกไปก่อน หากเห็นกลุ่มควันสีขาวบนเป้าหมาย จึงค่อยลั่นไกปืนใหญ่ตาม ระบบนี้ทำให้ Ontos แม่นยำราวกับจับวาง โดยพลยิงสามารถเลือกได้ว่าจะยิงทีละนัด หรือยิง "สลุดมรณะ" (Salvo) พร้อมกัน 6 กระบอกเพื่อเป้าหมายที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ

แต่สิ่งที่ทำให้เวียดกงขวัญผวาที่สุดคือ "กระสุนบีไฮฟ์" (Beehive) ในมิติทางวิศวกรรมอาวุธสังหาร มันคือกระสุนที่บรรจุเข็มเหล็กขนาดจิ๋ว 10,000 เล่มต่อนัด เมื่อ Ontos ระดมยิงพร้อมกัน 6 กระบอก พายุเข็มเหล็ก 60,000 เล่มจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วเหนือเสียง กวาดล้างทุกสิ่งมีชีวิตในรัศมีให้กลายเป็นเศษเนื้อในชั่วพริบตา จนมีรายงานว่าทหารเวียดกงจะได้รับคำสั่งให้ถอยทัพทันทีหากพบเห็น Ontos ปรากฏตัว

ฉากสุดท้ายของอสูรกายและมรดกที่ทิ้งไว้

แม้จะสร้างวีรกรรมที่เมืองเว้ แต่อายุขัยของมันก็ต้องปิดฉากลงด้วยปัญหาโลจิสติกส์ อะไหล่เริ่มขาดแคลน และการมาถึงของอาวุธนำวิถี (ATGM) ที่ยิงได้ไกลกว่า ทำให้ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังเริ่มล้าหลัง ในปี 1969 เมื่อนาวิกโยธินถอนตัว Ontos ส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ บางส่วนถูกถอดหอคอยไปเป็นรถลากจูง หรือถูกฝังเป็นป้อมปืนนิ่ง ซึ่งดูไม่สมเกียรตินักสำหรับอสูรกายที่เคยพิทักษ์ชีวิตทหารมานับไม่ถ้วน

ถึงกระนั้น พันโท สแตนลีย์ เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธินที่ 1 เคยกล่าวไว้อย่างเด็ดขาดว่า "หากต้องเลือกอาวุธสนับสนุนเพียงชนิดเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในเมืองเว้ นั่นคือปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง 106 มม. บน M50 Ontos"

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่