สวัสดีค่า เห็นช่วงนี้น้อง ๆ เริ่มเตรียมสอบกัน เลยนึกถึงตอนตัวเองอ่านสอบหมอขึ้นมา เลยอยากมาแชร์วิธีที่เราเคยใช้ตอนสอบเข้าแพทย์จุฬาฯ เผื่อเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเตรียมตัวค่ะ
เราเข้ารอบ 3 กสพท. นะคะ แต่เรื่องเกณฑ์ สัดส่วนคะแนน หรือรูปแบบข้อสอบของแต่ละปี แนะนำให้เช็กประกาศล่าสุดอีกที เพราะพวกนี้เปลี่ยนได้
พื้นฐานเราเป็นเด็กเรียนค่อนข้างดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิทย์ คณิต แล้วก็อังกฤษ อังกฤษเป็นวิชาที่ค่อนข้างถนัด เลยไม่ได้ลงเวลาหนักเท่าวิชาที่ตัวเองยังแกว่ง แต่ก็ไม่ได้ปล่อย เพราะสุดท้ายคะแนนทุกวิชามีผลหมด
ตอนเตรียมสอบเราไม่ได้มีตารางเทพอะไร 555 เราดูก่อนว่าวิชาไหนเป็นตัวทำคะแนน วิชาไหนเป็นจุดอ่อน แล้วแบ่งเวลาตามนั้น ไม่ได้อ่านทุกวิชาเท่ากันทุกวัน
หนังสือที่ใช้ก็ไม่ได้เยอะมาก เราเป็นสายมีไม่กี่เล่มแต่ทำให้จบมากกว่า ซื้อมาเต็มโต๊ะแต่เปิดเล่มละสามหน้าก็ไม่ช่วย 555
คณิต เราใช้หนังสือเรียนคณิตศาสตร์ของ สสวท. เก็บพื้นฐานให้แน่น แล้วไปหนักกับโจทย์ A-Level Math 1 กับข้อสอบเก่า สำหรับเราคณิตอ่านเฉลยแล้วเข้าใจยังไม่นับ ต้องปิดเฉลยแล้วกลับมาทำเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้อไหนเคยผิดจะ mark ไว้แล้วกลับมาทำซ้ำ
ฟิสิกส์ เราใช้ชุด ฟิสิกส์ขนมหวาน ของ ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ เป็นหลัก แล้วช่วงตะลุยโจทย์ใช้ แนวข้อสอบ A-Level วิชาฟิสิกส์ ตามแนวทาง สสวท. ของ ณัฐวัชร์ มหายศนันท์ เพิ่มด้วย
ฟิสิกส์เราไม่ค่อยจำสูตรแบบแยก ๆ แต่จะพยายามเข้าใจว่ามันมาจากอะไร ตัวแปรสัมพันธ์กันยังไง แล้วสูตรนั้นใช้ได้ในเงื่อนไขไหน เพราะข้อสอบจริงไม่ได้เปลี่ยนกฎฟิสิกส์ มันแค่เปลี่ยนวิธีถาม ถ้าพื้นฐานแน่น ต่อให้หน้าตาโจทย์ไม่คุ้นก็ยังพอแกะต่อได้
เคมี เราใช้หนังสือเรียนเคมีของ สสวท. เป็นพื้นฐาน แล้วช่วงทำโจทย์ใช้คอร์สออนไลน์ เตรียมพร้อมก่อนสอบจริง ตะลุยโจทย์ A-Level เคมี เพิ่มด้วย ส่วนใหญ่เอาไว้ฝึกโจทย์มากกว่าอ่านเนื้อหา
เคมีคำนวณต้องฝึกมือเยอะหน่อย ส่วน organic เราชอบทำ reaction map ของตัวเอง เชื่อมสารตั้งต้น reagent แล้วก็ product เข้าด้วยกัน แบบนี้จำง่ายกว่านั่งท่อง reaction ทีละอัน
ชีวะ เล่มหลักของเราคือ Biology for High School Students ของ จิรัสย์ เจนพาณิชย์ หรือชีวะเต่าทอง เล่มนี้ใช้เยอะมาก แต่เราไม่ได้พยายามจำทุกบรรทัดนะ จะอ่านให้เข้าใจก่อนแล้วค่อย mark จุดที่ตัวเองชอบลืมหรือชอบสับสน
อย่าง physiology เราจะพยายามเข้าใจเป็นระบบมากกว่าจำแยก ๆ เช่น hormone ตัวนี้เพิ่มหรือลดเพราะอะไร ร่างกายกำลังพยายามรักษาอะไรอยู่ แล้ว feedback ทำงานยังไง พอเข้าใจกลไก หลายอย่างมันจะเชื่อมกันเอง อันนี้พอได้มาเรียนต่อแล้วยิ่งรู้สึกว่าเข้าใจตั้งแต่แรกช่วยเยอะจริง
อังกฤษเป็นวิชาที่เราค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว เลยไม่ได้ลงเวลาเยอะเท่าวิชาอื่น แต่มีใช้ พิชิตข้อสอบ A-Level English วิชาภาษาอังกฤษ ฉบับสมบูรณ์ เอาไว้ทำแนวข้อสอบเพิ่ม แล้วก็ทำข้อสอบเก่าควบคู่กัน
ปกติเราอ่านภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ทั้งข่าว บทความ แล้วก็ long-form articles เวลาเจอศัพท์ที่ไม่รู้จะลองเดาความหมายจากบริบทก่อนแล้วค่อยเช็กทีหลัง เราไม่ค่อยนั่งท่องศัพท์เป็น list ยาว ๆ เพราะส่วนตัวจำศัพท์จากบริบทได้ดีกว่า
เวลา Reading เราไม่แปลทุกประโยคกลับมาเป็นไทยในหัว จะอ่านเป็นอังกฤษไปเลยแล้วจับ main idea, tone แล้วก็ inference ถ้าข้อไหนถามรายละเอียดค่อยกลับไปหาหลักฐานในบทความอีกที
บางทีศัพท์ในข้อสอบไม่ได้ยากเลย แต่ตัวเลือกจะมีคำตอบที่ฟังดูเหมือนถูก ทั้งที่จริง ๆ บทความไม่ได้พูดไปถึงขนาดนั้น เราเลยพยายามตอบจากสิ่งที่อ่านเจอจริง ๆ มากกว่าความรู้สึกว่าอันนี้น่าจะใช่
ไทยกับสังคม เราใช้สรุปที่มีแล้วเน้นข้อสอบเก่า ไม่ได้ลงเวลาเท่าวิทย์คณิต แต่ก็ไม่ทิ้ง เพราะตอนคะแนนสูง ๆ เบียดกัน 1 คะแนนก็คือ 1 คะแนนค่ะ
TPAT1 เราใช้ เตรียมสอบ TPAT 1 ความถนัดแพทย์ (กสพท) ของ กษิติ์เดช สุนทรานนท์ แล้วหาโจทย์ชุดอื่นมาทำสลับกันด้วย เพราะไม่อยากชินกับรูปแบบโจทย์จากหนังสือเล่มเดียว
TPAT1 สำหรับเราสิ่งที่สำคัญมากคือการจับเวลา ต้องรู้ว่าข้อไหนควรทำก่อน ข้อไหนควรข้าม แล้วเมื่อไหร่ควรหยุดคิดแล้วไปข้อต่อไป เราเคยเสียเวลากับข้อเดียวเพราะคิดว่าอีกนิดเดียวต้องออก สรุปอีกนิดเดียวผ่านไปเกือบ 10 นาที 555
อีกอย่างที่เราทำจริงจังคือสมุดจดข้อผิด แต่ไม่ได้จดว่าข้อนี้ตอบอะไร เราจดว่าทำไมเราถึงผิด
ไม่รู้เนื้อหา → กลับไปอ่าน
จำไม่ได้ → ทบทวน
เข้าใจ concept ผิด → รื้อใหม่
คำนวณพลาด → ทำโจทย์เพิ่ม
อ่านโจทย์ไม่ครบ → ฝึกอ่านเงื่อนไข
ทำไม่ทัน → จับเวลา
ทำไปสักพักจะเริ่มเห็น pattern ของตัวเองว่าเราเสียคะแนนตรงไหนซ้ำ ๆ บางคนความรู้แน่นแต่ทำไม่ทัน บางคนทำข้อยากได้แต่ชอบเสียคะแนนข้อง่าย การรู้ว่าคะแนนเราหายไปตรงไหนสำคัญกว่าการซื้อหนังสือเพิ่มอีกเล่มมาก
อีกวิธีที่เราใช้คือ active recall อ่านเสร็จแล้วปิดหนังสือ แล้วลองอธิบายสิ่งที่เพิ่งอ่านด้วยคำของตัวเอง ถ้าอธิบายไม่ได้หรือติด ๆ ขัด ๆ ส่วนใหญ่คือเรายังไม่ได้เข้าใจดีเท่าที่คิด
ช่วงใกล้สอบเราแทบไม่เปิดเนื้อหาใหม่แล้ว เน้นข้อสอบเก่ากับ Mock จับเวลาจริง ทำเหมือนวันสอบ ไม่เปิดโทรศัพท์ ไม่หยุดกลางทาง และไม่แอบแถมเวลาให้ตัวเองอีก 5 นาที 555
หลังทำ Mock เราใช้เวลาดูข้อผิดเยอะมาก บางครั้งนานกว่าตอนทำข้อสอบอีก เพราะคะแนน Mock ไม่ได้สำคัญเท่ากับการรู้ว่าคะแนนที่หายไปหายเพราะอะไร
เรื่องเรียนพิเศษ เราว่าแล้วแต่คน ไม่จำเป็นต้องลงทุกคอร์สตามเพื่อน ถ้าเรียนแล้วทำให้เข้าใจเร็วขึ้นก็เรียน แต่ต้องมีเวลาทำโจทย์เองด้วย เพราะการนั่งฟังคนอื่นเฉลยแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ กับการนั่งอยู่คนเดียวในห้องสอบแล้วคิดออกเอง มันคนละเรื่องกัน
ถ้าเป้าคือหมอจุฬาฯ เราไม่แนะนำให้ตั้งเป้าแค่ขอให้เกิน cutoff ปีก่อนนิดเดียว เรามองคะแนนเก่าเป็น reference มากกว่า แล้วพยายามทำแต่ละวิชาให้เผื่อไว้หน่อย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าปีนั้นข้อสอบจะง่ายหรือยากกว่าปีก่อนแค่ไหน
แล้วก็นอนค่ะ อันนี้สำคัญจริง อ่านถึงตี 3 ทุกวันไม่ได้แปลว่าขยันกว่าเสมอไป ถ้าวันรุ่งขึ้นสมองเบลอแล้วอ่านอะไรไม่เข้าใจ สำหรับเราไม่คุ้ม
สุดท้ายผลสอบเราออกมาดีมากค่ะ ดีกว่าที่ตัวเองคาดไว้ด้วย แล้วก็ได้เข้าที่ที่ตั้งใจไว้ วันที่เห็นผลจริง ๆ คือโล่งมากกก แบบ เออ จบแล้ว 555
พอมองย้อนกลับไป เราว่าสิ่งที่ทำให้ผลออกมาดีไม่ใช่จำนวนหนังสือที่อ่าน แต่คือเรารู้ว่าตัวเองอ่อนตรงไหน แล้วแก้ตรงนั้นตลอด หนังสือหนึ่งเล่มที่ทำจนเข้าใจและกลับมาทำข้อที่เคยผิดได้ มีประโยชน์กว่าหนังสือสิบเล่มที่อ่านผ่าน ๆ มาก
สุดท้ายข้อสอบมันไม่ได้รู้หรอกว่าเราอ่านมากี่ชั่วโมง ซื้อหนังสือมากี่เล่ม หรือเรียนมากี่คอร์ส มันรู้แค่ว่าวันนั้นเราเอาสิ่งที่รู้มาใช้ตอบได้แค่ไหน แค่นั้นเลยค่ะ
แชร์วิธีเตรียมสอบเข้าแพทย์จุฬาฯ รอบ 3 กสพท. จากประสบการณ์จริง
เราเข้ารอบ 3 กสพท. นะคะ แต่เรื่องเกณฑ์ สัดส่วนคะแนน หรือรูปแบบข้อสอบของแต่ละปี แนะนำให้เช็กประกาศล่าสุดอีกที เพราะพวกนี้เปลี่ยนได้
พื้นฐานเราเป็นเด็กเรียนค่อนข้างดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิทย์ คณิต แล้วก็อังกฤษ อังกฤษเป็นวิชาที่ค่อนข้างถนัด เลยไม่ได้ลงเวลาหนักเท่าวิชาที่ตัวเองยังแกว่ง แต่ก็ไม่ได้ปล่อย เพราะสุดท้ายคะแนนทุกวิชามีผลหมด
ตอนเตรียมสอบเราไม่ได้มีตารางเทพอะไร 555 เราดูก่อนว่าวิชาไหนเป็นตัวทำคะแนน วิชาไหนเป็นจุดอ่อน แล้วแบ่งเวลาตามนั้น ไม่ได้อ่านทุกวิชาเท่ากันทุกวัน
หนังสือที่ใช้ก็ไม่ได้เยอะมาก เราเป็นสายมีไม่กี่เล่มแต่ทำให้จบมากกว่า ซื้อมาเต็มโต๊ะแต่เปิดเล่มละสามหน้าก็ไม่ช่วย 555
คณิต เราใช้หนังสือเรียนคณิตศาสตร์ของ สสวท. เก็บพื้นฐานให้แน่น แล้วไปหนักกับโจทย์ A-Level Math 1 กับข้อสอบเก่า สำหรับเราคณิตอ่านเฉลยแล้วเข้าใจยังไม่นับ ต้องปิดเฉลยแล้วกลับมาทำเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้อไหนเคยผิดจะ mark ไว้แล้วกลับมาทำซ้ำ
ฟิสิกส์ เราใช้ชุด ฟิสิกส์ขนมหวาน ของ ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ เป็นหลัก แล้วช่วงตะลุยโจทย์ใช้ แนวข้อสอบ A-Level วิชาฟิสิกส์ ตามแนวทาง สสวท. ของ ณัฐวัชร์ มหายศนันท์ เพิ่มด้วย
ฟิสิกส์เราไม่ค่อยจำสูตรแบบแยก ๆ แต่จะพยายามเข้าใจว่ามันมาจากอะไร ตัวแปรสัมพันธ์กันยังไง แล้วสูตรนั้นใช้ได้ในเงื่อนไขไหน เพราะข้อสอบจริงไม่ได้เปลี่ยนกฎฟิสิกส์ มันแค่เปลี่ยนวิธีถาม ถ้าพื้นฐานแน่น ต่อให้หน้าตาโจทย์ไม่คุ้นก็ยังพอแกะต่อได้
เคมี เราใช้หนังสือเรียนเคมีของ สสวท. เป็นพื้นฐาน แล้วช่วงทำโจทย์ใช้คอร์สออนไลน์ เตรียมพร้อมก่อนสอบจริง ตะลุยโจทย์ A-Level เคมี เพิ่มด้วย ส่วนใหญ่เอาไว้ฝึกโจทย์มากกว่าอ่านเนื้อหา
เคมีคำนวณต้องฝึกมือเยอะหน่อย ส่วน organic เราชอบทำ reaction map ของตัวเอง เชื่อมสารตั้งต้น reagent แล้วก็ product เข้าด้วยกัน แบบนี้จำง่ายกว่านั่งท่อง reaction ทีละอัน
ชีวะ เล่มหลักของเราคือ Biology for High School Students ของ จิรัสย์ เจนพาณิชย์ หรือชีวะเต่าทอง เล่มนี้ใช้เยอะมาก แต่เราไม่ได้พยายามจำทุกบรรทัดนะ จะอ่านให้เข้าใจก่อนแล้วค่อย mark จุดที่ตัวเองชอบลืมหรือชอบสับสน
อย่าง physiology เราจะพยายามเข้าใจเป็นระบบมากกว่าจำแยก ๆ เช่น hormone ตัวนี้เพิ่มหรือลดเพราะอะไร ร่างกายกำลังพยายามรักษาอะไรอยู่ แล้ว feedback ทำงานยังไง พอเข้าใจกลไก หลายอย่างมันจะเชื่อมกันเอง อันนี้พอได้มาเรียนต่อแล้วยิ่งรู้สึกว่าเข้าใจตั้งแต่แรกช่วยเยอะจริง
อังกฤษเป็นวิชาที่เราค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว เลยไม่ได้ลงเวลาเยอะเท่าวิชาอื่น แต่มีใช้ พิชิตข้อสอบ A-Level English วิชาภาษาอังกฤษ ฉบับสมบูรณ์ เอาไว้ทำแนวข้อสอบเพิ่ม แล้วก็ทำข้อสอบเก่าควบคู่กัน
ปกติเราอ่านภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ทั้งข่าว บทความ แล้วก็ long-form articles เวลาเจอศัพท์ที่ไม่รู้จะลองเดาความหมายจากบริบทก่อนแล้วค่อยเช็กทีหลัง เราไม่ค่อยนั่งท่องศัพท์เป็น list ยาว ๆ เพราะส่วนตัวจำศัพท์จากบริบทได้ดีกว่า
เวลา Reading เราไม่แปลทุกประโยคกลับมาเป็นไทยในหัว จะอ่านเป็นอังกฤษไปเลยแล้วจับ main idea, tone แล้วก็ inference ถ้าข้อไหนถามรายละเอียดค่อยกลับไปหาหลักฐานในบทความอีกที
บางทีศัพท์ในข้อสอบไม่ได้ยากเลย แต่ตัวเลือกจะมีคำตอบที่ฟังดูเหมือนถูก ทั้งที่จริง ๆ บทความไม่ได้พูดไปถึงขนาดนั้น เราเลยพยายามตอบจากสิ่งที่อ่านเจอจริง ๆ มากกว่าความรู้สึกว่าอันนี้น่าจะใช่
ไทยกับสังคม เราใช้สรุปที่มีแล้วเน้นข้อสอบเก่า ไม่ได้ลงเวลาเท่าวิทย์คณิต แต่ก็ไม่ทิ้ง เพราะตอนคะแนนสูง ๆ เบียดกัน 1 คะแนนก็คือ 1 คะแนนค่ะ
TPAT1 เราใช้ เตรียมสอบ TPAT 1 ความถนัดแพทย์ (กสพท) ของ กษิติ์เดช สุนทรานนท์ แล้วหาโจทย์ชุดอื่นมาทำสลับกันด้วย เพราะไม่อยากชินกับรูปแบบโจทย์จากหนังสือเล่มเดียว
TPAT1 สำหรับเราสิ่งที่สำคัญมากคือการจับเวลา ต้องรู้ว่าข้อไหนควรทำก่อน ข้อไหนควรข้าม แล้วเมื่อไหร่ควรหยุดคิดแล้วไปข้อต่อไป เราเคยเสียเวลากับข้อเดียวเพราะคิดว่าอีกนิดเดียวต้องออก สรุปอีกนิดเดียวผ่านไปเกือบ 10 นาที 555
อีกอย่างที่เราทำจริงจังคือสมุดจดข้อผิด แต่ไม่ได้จดว่าข้อนี้ตอบอะไร เราจดว่าทำไมเราถึงผิด
ไม่รู้เนื้อหา → กลับไปอ่าน
จำไม่ได้ → ทบทวน
เข้าใจ concept ผิด → รื้อใหม่
คำนวณพลาด → ทำโจทย์เพิ่ม
อ่านโจทย์ไม่ครบ → ฝึกอ่านเงื่อนไข
ทำไม่ทัน → จับเวลา
ทำไปสักพักจะเริ่มเห็น pattern ของตัวเองว่าเราเสียคะแนนตรงไหนซ้ำ ๆ บางคนความรู้แน่นแต่ทำไม่ทัน บางคนทำข้อยากได้แต่ชอบเสียคะแนนข้อง่าย การรู้ว่าคะแนนเราหายไปตรงไหนสำคัญกว่าการซื้อหนังสือเพิ่มอีกเล่มมาก
อีกวิธีที่เราใช้คือ active recall อ่านเสร็จแล้วปิดหนังสือ แล้วลองอธิบายสิ่งที่เพิ่งอ่านด้วยคำของตัวเอง ถ้าอธิบายไม่ได้หรือติด ๆ ขัด ๆ ส่วนใหญ่คือเรายังไม่ได้เข้าใจดีเท่าที่คิด
ช่วงใกล้สอบเราแทบไม่เปิดเนื้อหาใหม่แล้ว เน้นข้อสอบเก่ากับ Mock จับเวลาจริง ทำเหมือนวันสอบ ไม่เปิดโทรศัพท์ ไม่หยุดกลางทาง และไม่แอบแถมเวลาให้ตัวเองอีก 5 นาที 555
หลังทำ Mock เราใช้เวลาดูข้อผิดเยอะมาก บางครั้งนานกว่าตอนทำข้อสอบอีก เพราะคะแนน Mock ไม่ได้สำคัญเท่ากับการรู้ว่าคะแนนที่หายไปหายเพราะอะไร
เรื่องเรียนพิเศษ เราว่าแล้วแต่คน ไม่จำเป็นต้องลงทุกคอร์สตามเพื่อน ถ้าเรียนแล้วทำให้เข้าใจเร็วขึ้นก็เรียน แต่ต้องมีเวลาทำโจทย์เองด้วย เพราะการนั่งฟังคนอื่นเฉลยแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ กับการนั่งอยู่คนเดียวในห้องสอบแล้วคิดออกเอง มันคนละเรื่องกัน
ถ้าเป้าคือหมอจุฬาฯ เราไม่แนะนำให้ตั้งเป้าแค่ขอให้เกิน cutoff ปีก่อนนิดเดียว เรามองคะแนนเก่าเป็น reference มากกว่า แล้วพยายามทำแต่ละวิชาให้เผื่อไว้หน่อย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าปีนั้นข้อสอบจะง่ายหรือยากกว่าปีก่อนแค่ไหน
แล้วก็นอนค่ะ อันนี้สำคัญจริง อ่านถึงตี 3 ทุกวันไม่ได้แปลว่าขยันกว่าเสมอไป ถ้าวันรุ่งขึ้นสมองเบลอแล้วอ่านอะไรไม่เข้าใจ สำหรับเราไม่คุ้ม
สุดท้ายผลสอบเราออกมาดีมากค่ะ ดีกว่าที่ตัวเองคาดไว้ด้วย แล้วก็ได้เข้าที่ที่ตั้งใจไว้ วันที่เห็นผลจริง ๆ คือโล่งมากกก แบบ เออ จบแล้ว 555
พอมองย้อนกลับไป เราว่าสิ่งที่ทำให้ผลออกมาดีไม่ใช่จำนวนหนังสือที่อ่าน แต่คือเรารู้ว่าตัวเองอ่อนตรงไหน แล้วแก้ตรงนั้นตลอด หนังสือหนึ่งเล่มที่ทำจนเข้าใจและกลับมาทำข้อที่เคยผิดได้ มีประโยชน์กว่าหนังสือสิบเล่มที่อ่านผ่าน ๆ มาก
สุดท้ายข้อสอบมันไม่ได้รู้หรอกว่าเราอ่านมากี่ชั่วโมง ซื้อหนังสือมากี่เล่ม หรือเรียนมากี่คอร์ส มันรู้แค่ว่าวันนั้นเราเอาสิ่งที่รู้มาใช้ตอบได้แค่ไหน แค่นั้นเลยค่ะ