เรื่องขยะพิษกับกากอุตสาหกรรมต้องเป็นวาระแห่งชาติรึเปล่า (คนไทยไม่ควรยอมรับเรื่องขยะพิษกับโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานอีกต่อได้แล้ว ถ้าการอ้างว่ามีมา 28 ปีแล้วน้ำเสีย ทำไมสระบุรีเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเค้าเลี้ยงปลาทับทิม ปลานิลได้กันเป็นล้าน ๆ ตัวแล้วไม่ตาย??)
และไม่เข้าใจทำไมต้องแห่มาตั้งโรงงานในไทย ทำไมไม่ไปประเทศอื่น ลาว กัมพูชา พม่า ทำไมไม่ไป?? แล้วต้องเน้นตั้งโรงงานใกล้ๆ แหล่งน้ำสาธารณะด้วยนะ คนขายที่ดินก็ไม่รู้หรอกจะเอาไปทำอะไร ถ้าการยกอ้างว่าซื้อแล้วจะทำอะไรก็ได้ มันต้องไม่ใหญ่กว่ากฎหมายสิ ก่อนลงทุนซื้อที่ดินไม่ศึกษารึกฎประเทศเขามีอะไรบ้าง??
เอาแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า กากอุตสาหกรรมได้จากบ้านเรือนประชาชนและโรงงานผลิตที่ใช้ในประเทศก็เยอะพอแล้ว ทำไมต้องนำเข้าอีก พวกที่นำเข้าส่วนใหญ่ทุนใหม่หรือตั้งมาเพื่อการชำแหละโดยตรง เพราะถ้าไม่มีการโอนจ่ายเงินซื้อชาวบ้านเลยก็แปลว่าบริษัทพวกนี้นำเข้าอย่างเดียว
( โรงรับซื้อจริงเขาโอนจ่ายชาวบ้านทั้งวันตั้งแต่เช้าอ่ะ สมัยก่อนไม่มีแอพเขาก็ถือเงินสดเปิดบิลรับซื้อตลอดทั้งวันตอนหลังไม่ได้แล้วเพราะมันใช้เป็นหลักฐานทางภาษีไม่ได้ โรงงานจะซวยเขาเลยโอนจ่าย)
ในที่นี้ไม่เกี่ยวกับขยะพลาสติกรีไซเคิลที่มาจากบ้านเรือนหรือบรรจุภัณฑ์อาหารเครื่องดื่มที่ใช้กันในประเทศ ปกติพวกนี้รับซื้อกัน 13-20 บาทต่อกิโลอยู่แล้ว พวกถ้วยเจเล่ ขวดน้ำพลาสติกใสราคาดีกว่าแบบขุ่น สี ถ้าแบบนี้น่าส่งเสริมมากกว่าเพราะคนไทยขายได้เงิน แต่เศษเปลือกฝา เกลียวพวกนี้มันก็มีฝังกลบไม่ค่อยมีอันตรายเพราะคนใช้และกินดื่มเป็นประจำ ถ้ากากอุตสาหกรรม รอตายถ้าปนเปื้อลงน้ำและดินเพาะปลูก ปศุสัตว์
ไม่เข้าใจการขออนุญาตก่อสร้าง ทำโรงงานสมัยนี้เขาไม่ยื่นสิ่งแวดล้อมด้วยเหรอ เรื่องวิธีกำจัดบำบัด มันต้องมาคู่กัน ก่อนออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือตั้งแต่จดธุรกิจไปเลย
มันควรมีหน่วยงานเฉพาะด้านรึเปล่าที่เป็น one stop service สำหรับยื่นโรงงาน ยื่นที่เดียวแล้วเอาใบที่ออกจากหน่วย> ท้องถิ่น พื้นที่ ขออนุญาตก่อสร้าง>
หรือมันควรออโต้ลิงค์เวียนหนังสือส่ง > หน่วยที่เกี่ยวข้อง > เจ้าของไปรายงานตัว (ตามหน่วยที่เกี่ยวข้องแจ้งในหนังสือที่ออกจาก one stop service) คิดว่ามีเหมือนพวกแอสเซทที่มีหน่วยจัดการอยู่
ไทยสามารเลิกและทะยอยเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานแปรรูปขยะอิเล็คทรอนิกส์ได้หรือไม่??
และไม่เข้าใจทำไมต้องแห่มาตั้งโรงงานในไทย ทำไมไม่ไปประเทศอื่น ลาว กัมพูชา พม่า ทำไมไม่ไป?? แล้วต้องเน้นตั้งโรงงานใกล้ๆ แหล่งน้ำสาธารณะด้วยนะ คนขายที่ดินก็ไม่รู้หรอกจะเอาไปทำอะไร ถ้าการยกอ้างว่าซื้อแล้วจะทำอะไรก็ได้ มันต้องไม่ใหญ่กว่ากฎหมายสิ ก่อนลงทุนซื้อที่ดินไม่ศึกษารึกฎประเทศเขามีอะไรบ้าง??
เอาแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า กากอุตสาหกรรมได้จากบ้านเรือนประชาชนและโรงงานผลิตที่ใช้ในประเทศก็เยอะพอแล้ว ทำไมต้องนำเข้าอีก พวกที่นำเข้าส่วนใหญ่ทุนใหม่หรือตั้งมาเพื่อการชำแหละโดยตรง เพราะถ้าไม่มีการโอนจ่ายเงินซื้อชาวบ้านเลยก็แปลว่าบริษัทพวกนี้นำเข้าอย่างเดียว
( โรงรับซื้อจริงเขาโอนจ่ายชาวบ้านทั้งวันตั้งแต่เช้าอ่ะ สมัยก่อนไม่มีแอพเขาก็ถือเงินสดเปิดบิลรับซื้อตลอดทั้งวันตอนหลังไม่ได้แล้วเพราะมันใช้เป็นหลักฐานทางภาษีไม่ได้ โรงงานจะซวยเขาเลยโอนจ่าย)
ในที่นี้ไม่เกี่ยวกับขยะพลาสติกรีไซเคิลที่มาจากบ้านเรือนหรือบรรจุภัณฑ์อาหารเครื่องดื่มที่ใช้กันในประเทศ ปกติพวกนี้รับซื้อกัน 13-20 บาทต่อกิโลอยู่แล้ว พวกถ้วยเจเล่ ขวดน้ำพลาสติกใสราคาดีกว่าแบบขุ่น สี ถ้าแบบนี้น่าส่งเสริมมากกว่าเพราะคนไทยขายได้เงิน แต่เศษเปลือกฝา เกลียวพวกนี้มันก็มีฝังกลบไม่ค่อยมีอันตรายเพราะคนใช้และกินดื่มเป็นประจำ ถ้ากากอุตสาหกรรม รอตายถ้าปนเปื้อลงน้ำและดินเพาะปลูก ปศุสัตว์
ไม่เข้าใจการขออนุญาตก่อสร้าง ทำโรงงานสมัยนี้เขาไม่ยื่นสิ่งแวดล้อมด้วยเหรอ เรื่องวิธีกำจัดบำบัด มันต้องมาคู่กัน ก่อนออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือตั้งแต่จดธุรกิจไปเลย
มันควรมีหน่วยงานเฉพาะด้านรึเปล่าที่เป็น one stop service สำหรับยื่นโรงงาน ยื่นที่เดียวแล้วเอาใบที่ออกจากหน่วย> ท้องถิ่น พื้นที่ ขออนุญาตก่อสร้าง>
หรือมันควรออโต้ลิงค์เวียนหนังสือส่ง > หน่วยที่เกี่ยวข้อง > เจ้าของไปรายงานตัว (ตามหน่วยที่เกี่ยวข้องแจ้งในหนังสือที่ออกจาก one stop service) คิดว่ามีเหมือนพวกแอสเซทที่มีหน่วยจัดการอยู่