ดอกเบี้ยไทย 1% ต่ำสุดอันดับ 2 ของโลก หลังญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย ธปท.ชี้ยังเหมาะสม เงินทุนไหลออกยังจำกัด
ธปท.ชี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย 1% ยังเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจ แม้แซงญี่ปุ่นขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของโลกที่ดอกเบี้ยต่ำสุดรองจากสวิตฯ มองไทยฟื้นตัวต่ำศักยภาพ เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดปี 2570 พร้อมเผยเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ไทยสุทธิ 5 หมื่นล้านบาท และทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 1.25% ขณะที่ไทยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ทำให้ไทยขึ้นมาเป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่สุดอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.0%
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงตามสกุลเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยพัฒนาการเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่ แนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ นั้น มองว่า ตลาดได้รับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว สะท้อนจากเงินบาทที่เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับกรณีของญี่ปุ่นล่าสุด แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปที่ 1.25% ซึ่งไม่ได้ห่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ มติผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ออกมา 7 : 2 ไม่เป็นเอกฉันท์ชัดเจน ทำให้ตลาดปรับลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดๆ ไป
ธปท. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มไปข้างหน้า (outlook dependent) ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน และมีแนวโน้มลดลงในปี 2570
ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถอยู่ในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน เสถียรภาพภายนอกของไทยยังแข็งแกร่งและมีกันชน (buffer) สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล และครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.8 เท่า
ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการเงินทุนไหลออกรุนแรงจึงยังอยู่ในวงจำกัด โดยแม้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่การไหลออกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ธปท.จึงไม่ได้กังวลเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย
โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ไทยสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าตลาดหุ้นเป็นสำคัญ รวมทั้งตลาดพันธบัตร
ที่มา
ดอกเบี้ยไทย 1% ต่ำสุดอันดับ 2 ของโลก หลังญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย
ดอกเบี้ยไทย 1% ต่ำสุดอันดับ 2 ของโลก หลังญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย ธปท.ชี้ยังเหมาะสม เงินทุนไหลออกยังจำกัด
ธปท.ชี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย 1% ยังเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจ แม้แซงญี่ปุ่นขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของโลกที่ดอกเบี้ยต่ำสุดรองจากสวิตฯ มองไทยฟื้นตัวต่ำศักยภาพ เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดปี 2570 พร้อมเผยเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ไทยสุทธิ 5 หมื่นล้านบาท และทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 1.25% ขณะที่ไทยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ทำให้ไทยขึ้นมาเป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่สุดอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.0%
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงตามสกุลเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยพัฒนาการเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่ แนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ นั้น มองว่า ตลาดได้รับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว สะท้อนจากเงินบาทที่เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับกรณีของญี่ปุ่นล่าสุด แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปที่ 1.25% ซึ่งไม่ได้ห่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ มติผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ออกมา 7 : 2 ไม่เป็นเอกฉันท์ชัดเจน ทำให้ตลาดปรับลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดๆ ไป
ธปท. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มไปข้างหน้า (outlook dependent) ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน และมีแนวโน้มลดลงในปี 2570
ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถอยู่ในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน เสถียรภาพภายนอกของไทยยังแข็งแกร่งและมีกันชน (buffer) สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล และครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.8 เท่า
ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการเงินทุนไหลออกรุนแรงจึงยังอยู่ในวงจำกัด โดยแม้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่การไหลออกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ธปท.จึงไม่ได้กังวลเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย
โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ไทยสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าตลาดหุ้นเป็นสำคัญ รวมทั้งตลาดพันธบัตร
ที่มา