[ รีวิวหนังโรง ] It Ends (2025)



++ "เพราะเกิดเป็นคน Gen Z จึงต้องเจ็บปวด" It Ends เป็นหนังแนว Road Trip / Horror - Thriller ที่มีการนำเสนอในแบบ High-Concept ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสาว Gen Z ที่เป็นเพื่อนรักกัน 4 คน ได้แก่ James (Phinehas Yoon), Day (Akira Jackson), Fisher (Noah Toth) และ Tyler (Mitchell Cole) พวกเขาเป็นบัณฑิตใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา และวันหนึ่ง Tyler เพื่อนในกลุ่มที่ไม่ได้พบเจอกันมานานกว่า 1 ปี ได้ขับรถ Cherokee มารับเพื่อนอีก 3 คน ไปทำ Road Trip ขับเข้าไปตามถนนในป่า ในระหว่างที่พวกเขากำลังสนุกสนานกับการพูดคุยและถามคำถามกันอยู่นั้น พวกเขาก็พบว่าเส้นทางที่พวกเขากำลังขับรถอยู่นั้น มันวนกลับมายังที่เดิม แถมเมื่อพวกเขาจอดรถ ก็ได้มีฝูงคนแปลกหน้าพุ่งออกมาจากข้างทางมาทำร้าย โดยคนพวกนั้นได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ (ต่อมาพวกเขาจึงค้นพบว่าสามารถจอดรถพักได้ไม่เกิน 90 วินาที มิฉะนั้นจะถูกโจมตี) และระหว่างขับรถนั้น น้ำมันรถจะไม่หมด และพวกเขาก็จะไม่หิว ไม่ง่วงอีกด้วย โดยพวกเขาตกลงว่าจะผลัดกันขับรถ และจะเปลี่ยนมือเมื่ออีกคนเหนื่อย พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป จะออกไปจากวังวนเขาวงกตนี่ได้หรือไม่ น่าติดตามนะครับ...



++ ความจริง จขกท. ไม่ค่อยได้สนใจหนังเรื่องนี้นะ อาจเพราะมันดูเหมือนเป็นหนังสไตล์วัยรุ่นหน่อย ๆ เลยคิดว่าคน Gen X แบบตัวเองอาจจะไม่คลิ๊กกับตัวหนังเท่าไหร่ แต่พอไปดูจนจบแล้ว ก็คิดว่าตัวหนังมันน่าสนใจกว่าที่คิด เป็นหนัง High-Concept ที่ดูง่าย แต่แฝงไปด้วยสัญญะต่าง ๆ ที่น่าสนใจเลยทีเดียว หนังเรื่องนี้เป็นหนังอีกเรื่องที่ Distributed โดยค่าย Neon / Fearfolks ระยะหลัง ๆ หนังจากค่ายนี้ก็มีทั้ง OK และ not OK ครับ พูดตรง ๆ เลยนะ แล้วดูเหมือนว่าเป้าหมายของหนังค่ายนี้เค้าจะยิงตรงไปที่ Gen Y และ Gen X ซะเป็นส่วนใหญ่ ก็ชัดเจนดีครับ อีกอย่างหนังเรื่องนี้ใช้งบประมาณงานสร้างไม่สูงเลยครับ แต่ 80,000 เหรียญเอง หรือ 2 ล้าน 6 แสนกว่าบาท นี่ขนาดถ่ายทำในอเมริกานะครับ งบแค่นี้ยังเอาอยู่ ได้หนังดี ๆ มาตั้ง 1 เรื่อง พวกหนังไทยที่ว่าตัวเองงบน้อย เลยมีข้อจำกัดในการสร้างหนังดี ๆ ควรไปเรียนรู้และเอาเป็นแบบอย่างนะครับ ว่าหนังดี ๆ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณแต่เพียงอย่างเดียว Big Idea ก็สำคัญอย่างมากเช่นกันด้วย...



++ ผกก. ของหนังเรื่องนี้ คือ Alexander Ullom หนุ่มวัยแค่ 27 ปี เชื้อสายจาไมก้า จีน และอเมริกัน ที่รับหน้าที่ทั้งคนเขียนบท กำกับ และตัดต่อเองด้วย ฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็คือเป็นไอเดียที่คลอดออกมาจากตัวเขาเองทั้งหมด ที่สำคัญ Ullom เป็น 1 ใน 2 ผกก.คลื่นลูกใหม่ที่มาแรงอย่างมาก อีกคน คือ Kane Parsons จาก Backrooms (2024) ไงครับ...



++ ส่วน producer ของหนังได้เบอร์ใหญ่ที่กำลังมาแรงเช่นกัน อย่าง Chris Ferguson จาก Backrooms (2024), Longlegs (2024) และ The Monkey (2025) มาช่วยเป็นกำลังหนุนให้ครับ บางครั้งหนังดี ๆ producer ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากทีเดียวครับ...



++ ภาพรวมหนังเรื่องนี้ เหมือนจะดูง่ายนะ แต่ message มันหนักอึ้งเลยทีเดียว และที่สำคัญ ทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ คือ สัญญะที่ต้องตีความ ย้ำ! ทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ คือ สัญญะก้อนใหญ่ที่จะต้องตีความทั้งหมด โหดมาก สิ่งแรกที่ จขกท. ชอบมาก ๆ เลย คือ มันเป็นหนัง American Film ที่มีกลิ่นอายความเป็น European Arthouse Film แบบมาก ๆ หมายถึง องค์ประกอบของงานสร้างนะครับ เช่น การถ่ายภาพ แสงเงา มุมกล้อง ซาวด์ประกอบ ดนตรีประกอบ ฯลฯ (เพลง Over the Hill โดย Ginger Root ที่เป็นเพลง end credit เพราะมาก จขกท. ชอบ) นอกจากนี้ จขกท. ชอบบทสนทนาในเรื่องนะ คำถามต่าง ๆ ที่ตัวละครสนทนากันระหว่างขับรถ บางคำถาม บางบทสนทนา มันเป็นสัญญะทางความคิดที่ ผกก. ต้องการสื่อถึงคนดูแบบให้เราค่อย ๆ อินไปกับมัน เช่น เรื่องการที่ต้องเลือกบางสิ่งบางอย่าง คำถามถึงชีวิตในอนาคต หรือทัศนคติบางอย่าง มันเป็นอะไรที่ถ้าคนดูคิดตามก็จะสนุก ได้ความคิดบางอย่างไปด้วย...



++ ก้อนสัญญะในหนังที่ จขกท. อยากจะพูดถึง คือ สังเกตุได้ว่าตัวละครทั้งหมดในเรื่อง คือ เด็กจบใหม่ คน Gen Z ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้ มันเปรียบดั่งเช่นการก้าวเดินไปในชีวิตข้างหน้าของพวกเขา การเปลี่ยนสถานะจากนักศึกษา มาสู่วัยผู้ใหญ่ที่ต้องสร้างตัวเองขึ้นมาด้วยลำแข้งของตัวเอง หนทางที่วกกลับมายังที่เดิม เปรียบเสมือนความสับสนวุ่นวาย และเป็นกับดักความสำเร็จของคน Gen Z นี้ ที่ต้องเผชิญกับสังคมที่มีแต่ความยุ่งเหยิง สงคราม ปัญหาเศรษฐกิจ และสังคม ล้วนแล้วแต่เป็นกับดักฉุดรั้งพวกเขาให้วกกลับมาที่เดิม ไร้ซึ่งความก้าวหน้า ทำงานลงทุนลงแรงไปเท่าไหร่ ผลตอบรับที่ได้อาจจะไม่คุ้มเอาเสียเลย เช่นการหาทางออกจากเส้นทางที่ตัวเองหลงอยู่ เหมือนเราเป็นหนูถีบจักรที่ปั่นไปเท่าไหร่ก็เหมือนกับวิ่งอยู่ที่เดิม โดยมีเวลาพักชีวิตเพียง 90 วินาที เพราะถ้าพักนานกว่านั้น เราก็จะถูกคนข้างหลังจัดการวิ่งแซงทับเราไป ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้จึงเหมือนมาตรวัดความคิดและความอึดของคนแต่ละคน ใครยอมหยุด คนนั้นแพ้ (เช่นคนที่จอดรถแล้วเข้าไปอยู่ในป่า) และจะถูกคลื่นการแข่งขันในสังคมพัดพาไป ส่วนคนที่สู้ต่อแบบถวายหัว ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จ จขกท. ชอบบทสรุปตอนท้ายของหนังนะครับ มันอบอุ่นดี บางครั้งการเดินทางหรือการแข่งขันใด ๆ ในชีวิต มีเพื่อนไว้สักคนนึงก็อุ่นใจดีครับ สู้โว้ยเด็ก ๆ ลุงก็ผ่านมาแล้วลูก อิอิ...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่