สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 60
คุณกับผมอายุเท่ากัน น่าจะรุ่นเดียวกัน คนเชียงใหม่เหมือนกัน
และถ้าเอาเรื่องการ entrance เป็นบรรทัดฐานแล้ว ในเวลานั้นคุณฉลาดกว่าผมแน่นอน เพราะสองคณะที่คุณว่า ผมมีคะแนนไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ
แม้จะติด มช. เหมือนกัน (รอบสอบโควตา) แต่เป็นคณะที่คะแนนต่ำกว่าคุณครับ
ขอเล่าเรื่องตัวเองก่อน ตัวผมเองตัดสินใจไม่เรียน มช. เพราะสิ่งที่ผมรู้สึกคือ บรรยากาศในเชียงใหม่มันจะทำให้ผม "ต่อนยอน" จนเกินไป ผมเลยเลือกสอบตรงและเรียนมหาวิทยาลัยรัฐในกรุงเทพแทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะมันทำให้ผม Active ด้วยความบรรยากาศในเมืองกรุง ต้องดิ้นรนในการใช้ชีวิตเองไม่ได้อยู่สบายที่บ้าน (แต่ที่บ้านก็มีฐานะ support ได้ดีอยู่ครับ) และด้วยความพอเรียนในกรุงเทพก็เลยมี Connection ในการทำงานที่เยอะเลย จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากนั้นผมก็ต่อ ป.โทในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งต่อ มันยิ่งทำให้เป็นการลับสมอง และเสริม profile ให้แข็งแกร่งด้วย
แม้ผมจะเริ่มทำงานช้ากว่าหลายๆ คนเพราะมัวแต่เรียนอยู่ แต่ผมก็เริ่มต้นทำงานในวัย 28 ด้วยวุฒิ ป.โท และสอบบรรจุเป็นข้าราชการได้ (และแน่นอนว่าสอบด้วยความสามารถตัวเองล้วนๆ) ในวัย 30 ปี แม้จะช้ากว่าคนอื่นซักนิด แต่ก็ยังมีอายุราชการ 30 ปี ยังมีความก้าวหน้าอีกไกล และมีบำนาญที่กดเครื่องคิดเลขแล้วไม่แย่เลย
แต่คุณรู้มั้ยครับว่าการอ่านหนังสือสอบบรรจุ มันโหดมาก มันต้องอ่านแบบจริงจังมาก อ่านแล้วจดให้เข้าสมองแบบเก็บมันทุกเม็ด ผ่านไปสองสามวันทวนอีก ถ้าลืมก็ต้องอ่านซ่อม สภาพตอนนั้นแทบจะเป็นอัปดุล ถามได้ตอบได้ เพราะตั้งเป้าหมายไว้สูงมากว่าต้องบรรจุเท่านั้น แล้วก็ทำได้จริงๆ เป็นประสบการณ์ที่มาบอกคนรุ่นหลังๆ ว่า ถ้าจะสอบบรรจุให้ติด มันต้องอ่านแบบเอาเป็นเอาตาย จะมาอ่านหนังสือแบบไปเรื่อยๆ แบบตอนเรียนไม่ได้เลย แต่วิเคราะห์ว่าที่ตัวเองทำได้ เพราะผมผ่านการลับสมองมาตลอดครับ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่เก่งกว่าตอนเรียน ม.ปลาย เพราะวิธีการเรียน วิธีการอ่านหนังสือ มันอัพเกรดขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ไม่กลัวเรื่องการสอบแล้ว นี่ก็เรียนปริญญาตรีอีกใบตอนรับราชการไปด้วย ก็ยังได้เกียรตินิยมอันดับ 2 มาครับ แอบภูมิใจเพราะมันคือการเรียนไปด้วยแล้วก็ทำงานไปด้วย
สิ่งที่ผมอ่านเรื่องของคุณ ยังไงผมก็มองว่าช่วงเวลา 15-30 ปี คุณเป็นคนเก่งแน่นอน ไม่งั้นคง entrance เข้าคณะพวกนี้และเรียนจนจบไม่ได้ (คะแนนสูงอยู่นะ) และโดยเฉพาะนิติศาสตร์ที่ต้องอ่านเยอะมากๆ ต้นทุนชีวิตคุณมีมากแน่นอน แต่ผมกลับเสียดายช่วงเวลาที่คุณปล่อยล่วงเลยช่วง 30-39 ปี ช่วงนี้ถือเป็น Golden Age ในการทำงานเลยนะ เป็นเวลาที่น่าเสียดายไปหน่อยที่คุณปล่อยช่วงนี้ไปโดยไม่ได้ทำงานเลย และมองว่าปัญหาของคุณ เหมือนคุณมี pattern ซ้ำๆ กันคือ เจออุปสรรค → ประเมินว่าโอกาสสำเร็จน้อย → เลยถอนตัวก่อนที่จะได้พยายามลงมือทำอย่างเต็มที่ เช่น อ่านไม่ทันจึงไม่ไปสอบ เห็นรับนิติกรเพียงไม่กี่คนแล้วเครียด ไม่ถนัดข้อสอบ ก.พ. จึงไม่สอบ และเมื่อภาคปฏิบัติทนายยังไม่ผ่านก็เริ่มตั้งคำถามว่าไม่มีดวงหรือเปล่า
สมมติว่า นิติกรรับ 1 คน คุณต้องไม่คิดว่า หนึ่งคนเองต้องไม่ได้แน่
แต่คุณต้องเปลี่ยนแนวคิดว่า รับบรรจุ 1 อัตรา ...หนึ่งอัตรานั้นต้องเป็นของเราให้ได้ (หรืออย่างน้อยก็ต้องได้ขึ้นบัญชีลำดับต้นๆ)
แล้วก็อ่านหนังสืออย่างบ้าคลั่งเลยเพื่อให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้
ที่ผ่านมาก็อยากให้ช่างมันเพราะคงกลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว แต่คุณยังแก้มือได้ทัน และรีบทำงานให้ได้ก่อนจะสายไปมากกว่านี้ครับ ซึ่งก็โชคดีที่การสอบบรรจุข้าราชการ สอบได้จนถึง 60 แต่ห้ามมองแบบนั้น เพราะสอบข้าราชการ ยิ่งสอบให้ติดเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีที่สุด ไม่ควรจะเกิน 40 ปลายๆ เพราะบำนาญและความก้าวหน้ามันจะเหลือน้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้มองว่าคุณมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือสอบ แต่ก็แปลกใจเพราะคนจบนิติศาสตร์ได้มันต้องอ่านหนังสือมาไม่น้อย เดาว่าคุณคงสบายเกินไปในช่วงแรกๆ เลยขาดแรงกระตุ้นที่จะทำให้สำเร็จ และปล่อยเวลาล่วงเลยโดยไม่คิดที่จะถีบตัว จนมองว่าตอนนี้คุณเริ่มจะไม่ Active แล้ว คุณใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ได้ทำงานมานาน เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนี้ สมองจะเริ่มร่วงโรย ประสิทธิภาพต่างๆ มันจะเริ่มไม่ได้แล้วเพราะคุณปล่อยสภาพตัวเองให้ว่างมานานเกินไป
ขอแนะนำว่าเรียนต่อ ป.โทมั้ยครับ เพื่อกระตุ้นให้คุณฟื้นศํกยภาพทางวิชาการกลับมาอีกครั้ง และคิดว่าที่บ้านคุณก็น่าจะซัพพอร์ตอยู่แล้ว ในเมื่อตอนนี้หางานยาก ก็ใช้เวลาว่างๆ นี้เรียนไปเลย การเรียนจบ ป.โทตอนอายุ 40 กว่าแล้วไปหางาน อย่างน้อยคำถามเรื่องที่ผ่านมาทำอะไรอยู่มันก็จะเบาลงไป อย่างน้อยคนจบ ป.โทตอน 40 กว่าแล้วมาสมัครงานระดับ ป.โท มันดูดีกว่าการจบ ป.ตรีตอน 29 แล้วว่างงานมาสิบปีครับ
อีกอย่างงานที่แนะนำ คือการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในเมื่อการสอบบรรจุข้าราชการมันยากมากๆ ลองดูทางพนักงานมหาวิทยาลัยก็ได้ครับ อย่างน้อยสอบเข้าง่ายกว่า และมั่นคงรวมถึงมีศํกดิ์ศรีในระดับหนึ่งเลย ยิ่งถ้าคุณเรียน ป.โท แล้วพยายามหาตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยที่คุณเรียนอยู่ ยิ่งมีโอกาสครับ ผมมองว่าถ้าช่วงชีวิตที่เหลืออีก 20 ปีนี้ของคุณ ได้ทำงานในมหาวิทยาลัย มันก็จะได้เติมเต็มชีวิตด้านการทำงานที่คุณขาดหายไปนานได้เลยครับ พอคุณมีงานทำ เดี๋ยวความหวังด้านอื่นๆ ของชีวิตมันก็มาเองครับ
แต่คุณจะมาคิดแบบเด็กจบใหม่ไม่ได้แล้วนะครับที่รอสมัครงานไปเรื่อยๆ แบบเด็กอายุ 23 ปี เพราะคุณใช้เวลาตรงนี้ไปเกือบ 2 ทศวรรษแล้ว คุณต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองแล้วรีบลงมือทำอะไรซักอย่างได้แล้วครับ ยังไม่สายไปครับตอนนี้
และถ้าเอาเรื่องการ entrance เป็นบรรทัดฐานแล้ว ในเวลานั้นคุณฉลาดกว่าผมแน่นอน เพราะสองคณะที่คุณว่า ผมมีคะแนนไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ
แม้จะติด มช. เหมือนกัน (รอบสอบโควตา) แต่เป็นคณะที่คะแนนต่ำกว่าคุณครับ
ขอเล่าเรื่องตัวเองก่อน ตัวผมเองตัดสินใจไม่เรียน มช. เพราะสิ่งที่ผมรู้สึกคือ บรรยากาศในเชียงใหม่มันจะทำให้ผม "ต่อนยอน" จนเกินไป ผมเลยเลือกสอบตรงและเรียนมหาวิทยาลัยรัฐในกรุงเทพแทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะมันทำให้ผม Active ด้วยความบรรยากาศในเมืองกรุง ต้องดิ้นรนในการใช้ชีวิตเองไม่ได้อยู่สบายที่บ้าน (แต่ที่บ้านก็มีฐานะ support ได้ดีอยู่ครับ) และด้วยความพอเรียนในกรุงเทพก็เลยมี Connection ในการทำงานที่เยอะเลย จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จากนั้นผมก็ต่อ ป.โทในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งต่อ มันยิ่งทำให้เป็นการลับสมอง และเสริม profile ให้แข็งแกร่งด้วย
แม้ผมจะเริ่มทำงานช้ากว่าหลายๆ คนเพราะมัวแต่เรียนอยู่ แต่ผมก็เริ่มต้นทำงานในวัย 28 ด้วยวุฒิ ป.โท และสอบบรรจุเป็นข้าราชการได้ (และแน่นอนว่าสอบด้วยความสามารถตัวเองล้วนๆ) ในวัย 30 ปี แม้จะช้ากว่าคนอื่นซักนิด แต่ก็ยังมีอายุราชการ 30 ปี ยังมีความก้าวหน้าอีกไกล และมีบำนาญที่กดเครื่องคิดเลขแล้วไม่แย่เลย
แต่คุณรู้มั้ยครับว่าการอ่านหนังสือสอบบรรจุ มันโหดมาก มันต้องอ่านแบบจริงจังมาก อ่านแล้วจดให้เข้าสมองแบบเก็บมันทุกเม็ด ผ่านไปสองสามวันทวนอีก ถ้าลืมก็ต้องอ่านซ่อม สภาพตอนนั้นแทบจะเป็นอัปดุล ถามได้ตอบได้ เพราะตั้งเป้าหมายไว้สูงมากว่าต้องบรรจุเท่านั้น แล้วก็ทำได้จริงๆ เป็นประสบการณ์ที่มาบอกคนรุ่นหลังๆ ว่า ถ้าจะสอบบรรจุให้ติด มันต้องอ่านแบบเอาเป็นเอาตาย จะมาอ่านหนังสือแบบไปเรื่อยๆ แบบตอนเรียนไม่ได้เลย แต่วิเคราะห์ว่าที่ตัวเองทำได้ เพราะผมผ่านการลับสมองมาตลอดครับ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่เก่งกว่าตอนเรียน ม.ปลาย เพราะวิธีการเรียน วิธีการอ่านหนังสือ มันอัพเกรดขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ไม่กลัวเรื่องการสอบแล้ว นี่ก็เรียนปริญญาตรีอีกใบตอนรับราชการไปด้วย ก็ยังได้เกียรตินิยมอันดับ 2 มาครับ แอบภูมิใจเพราะมันคือการเรียนไปด้วยแล้วก็ทำงานไปด้วย
สิ่งที่ผมอ่านเรื่องของคุณ ยังไงผมก็มองว่าช่วงเวลา 15-30 ปี คุณเป็นคนเก่งแน่นอน ไม่งั้นคง entrance เข้าคณะพวกนี้และเรียนจนจบไม่ได้ (คะแนนสูงอยู่นะ) และโดยเฉพาะนิติศาสตร์ที่ต้องอ่านเยอะมากๆ ต้นทุนชีวิตคุณมีมากแน่นอน แต่ผมกลับเสียดายช่วงเวลาที่คุณปล่อยล่วงเลยช่วง 30-39 ปี ช่วงนี้ถือเป็น Golden Age ในการทำงานเลยนะ เป็นเวลาที่น่าเสียดายไปหน่อยที่คุณปล่อยช่วงนี้ไปโดยไม่ได้ทำงานเลย และมองว่าปัญหาของคุณ เหมือนคุณมี pattern ซ้ำๆ กันคือ เจออุปสรรค → ประเมินว่าโอกาสสำเร็จน้อย → เลยถอนตัวก่อนที่จะได้พยายามลงมือทำอย่างเต็มที่ เช่น อ่านไม่ทันจึงไม่ไปสอบ เห็นรับนิติกรเพียงไม่กี่คนแล้วเครียด ไม่ถนัดข้อสอบ ก.พ. จึงไม่สอบ และเมื่อภาคปฏิบัติทนายยังไม่ผ่านก็เริ่มตั้งคำถามว่าไม่มีดวงหรือเปล่า
สมมติว่า นิติกรรับ 1 คน คุณต้องไม่คิดว่า หนึ่งคนเองต้องไม่ได้แน่
แต่คุณต้องเปลี่ยนแนวคิดว่า รับบรรจุ 1 อัตรา ...หนึ่งอัตรานั้นต้องเป็นของเราให้ได้ (หรืออย่างน้อยก็ต้องได้ขึ้นบัญชีลำดับต้นๆ)
แล้วก็อ่านหนังสืออย่างบ้าคลั่งเลยเพื่อให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้
ที่ผ่านมาก็อยากให้ช่างมันเพราะคงกลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว แต่คุณยังแก้มือได้ทัน และรีบทำงานให้ได้ก่อนจะสายไปมากกว่านี้ครับ ซึ่งก็โชคดีที่การสอบบรรจุข้าราชการ สอบได้จนถึง 60 แต่ห้ามมองแบบนั้น เพราะสอบข้าราชการ ยิ่งสอบให้ติดเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีที่สุด ไม่ควรจะเกิน 40 ปลายๆ เพราะบำนาญและความก้าวหน้ามันจะเหลือน้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้มองว่าคุณมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือสอบ แต่ก็แปลกใจเพราะคนจบนิติศาสตร์ได้มันต้องอ่านหนังสือมาไม่น้อย เดาว่าคุณคงสบายเกินไปในช่วงแรกๆ เลยขาดแรงกระตุ้นที่จะทำให้สำเร็จ และปล่อยเวลาล่วงเลยโดยไม่คิดที่จะถีบตัว จนมองว่าตอนนี้คุณเริ่มจะไม่ Active แล้ว คุณใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ได้ทำงานมานาน เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนี้ สมองจะเริ่มร่วงโรย ประสิทธิภาพต่างๆ มันจะเริ่มไม่ได้แล้วเพราะคุณปล่อยสภาพตัวเองให้ว่างมานานเกินไป
ขอแนะนำว่าเรียนต่อ ป.โทมั้ยครับ เพื่อกระตุ้นให้คุณฟื้นศํกยภาพทางวิชาการกลับมาอีกครั้ง และคิดว่าที่บ้านคุณก็น่าจะซัพพอร์ตอยู่แล้ว ในเมื่อตอนนี้หางานยาก ก็ใช้เวลาว่างๆ นี้เรียนไปเลย การเรียนจบ ป.โทตอนอายุ 40 กว่าแล้วไปหางาน อย่างน้อยคำถามเรื่องที่ผ่านมาทำอะไรอยู่มันก็จะเบาลงไป อย่างน้อยคนจบ ป.โทตอน 40 กว่าแล้วมาสมัครงานระดับ ป.โท มันดูดีกว่าการจบ ป.ตรีตอน 29 แล้วว่างงานมาสิบปีครับ
อีกอย่างงานที่แนะนำ คือการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในเมื่อการสอบบรรจุข้าราชการมันยากมากๆ ลองดูทางพนักงานมหาวิทยาลัยก็ได้ครับ อย่างน้อยสอบเข้าง่ายกว่า และมั่นคงรวมถึงมีศํกดิ์ศรีในระดับหนึ่งเลย ยิ่งถ้าคุณเรียน ป.โท แล้วพยายามหาตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยที่คุณเรียนอยู่ ยิ่งมีโอกาสครับ ผมมองว่าถ้าช่วงชีวิตที่เหลืออีก 20 ปีนี้ของคุณ ได้ทำงานในมหาวิทยาลัย มันก็จะได้เติมเต็มชีวิตด้านการทำงานที่คุณขาดหายไปนานได้เลยครับ พอคุณมีงานทำ เดี๋ยวความหวังด้านอื่นๆ ของชีวิตมันก็มาเองครับ
แต่คุณจะมาคิดแบบเด็กจบใหม่ไม่ได้แล้วนะครับที่รอสมัครงานไปเรื่อยๆ แบบเด็กอายุ 23 ปี เพราะคุณใช้เวลาตรงนี้ไปเกือบ 2 ทศวรรษแล้ว คุณต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองแล้วรีบลงมือทำอะไรซักอย่างได้แล้วครับ ยังไม่สายไปครับตอนนี้
แสดงความคิดเห็น
ผมอายุ 39 แล้ว ควรทำงานรึยังครับ ฟังเรื่องผมจบผมเป็นคนโง่ไหมครับ