ก่อนจะแก้ปัญหา ต้องถามก่อนว่า…
นี่เป็นปัญหาของเราหรือเปล่า?
เมื่อคืนขณะกำลังเลื่อนดู Facebook ก่อนนอน ผมไปเจอกระทู้หนึ่ง
เจ้าของกระทู้เล่าว่า เช่าห้องอยู่ แล้วบังเอิญเห็นเด็กสาวข้างห้อง อายุประมาณ 15 ปี เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพเปลือย จึงเกิดคำถามว่า
ควรบอกพ่อแม่ของเด็กไหมว่า ควรระมัดระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวให้มากกว่านี้?
ผมไม่ได้สนใจว่าใครถูกใครผิดในเรื่องนี้
แต่สิ่งที่ผมสนใจคือคำถามที่สำคัญกว่านั้น…
“เรื่องนี้ เป็นปัญหาของเราหรือเปล่า?”
เพราะจากประสบการณ์ที่สอนเรื่องการแก้ปัญหามานาน ผมพบว่า คนจำนวนไม่น้อยกระโดดข้ามคำถามนี้ไปเลย
เห็นอะไรผิดปกติ
เห็นอะไรไม่ถูกใจ
เห็นอะไรแตกต่างจากที่ตัวเองคิดว่าควรเป็น
ก็เรียกสิ่งนั้นว่า “ปัญหา” ทันที
แล้วก็รีบเข้าไปแก้
ทั้งที่บางครั้ง…
มันไม่ใช่ปัญหาของเราเลย
สำหรับผม ก่อนที่เราจะสรุปว่าเรื่องที่เราเผชิญอยู่นั้นเป็นปัญหาของเราหรือไม่ ให้เราถามตัวเราเองดัง ๆ ว่า
1. สิ่งนั้นเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่?
ข้อนี้บอกว่า มีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่
2. เราจำเป็นจะต้องรู้สาเหตุหรือไม่?
ข้อนี้บอกว่า เราควรเข้าไปจัดการกับปัญหานั้นหรือไม่
ถ้าข้อแรก “ใช่” แต่ข้อสอง “ไม่ใช่”
ปัญหามีอยู่จริง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหาของเรา
แต่ถ้า “ใช่” ทั้งสองข้อ
นั่นแหละครับ ปัญหาที่เราควรเข้าไปจัดการ
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
เพื่อนบ้านของเราปกติกลับบ้านตรงเวลา วันหนึ่งกลับดึก และมีผู้ชายขับรถมาส่ง
นี่คือ ความผิดปกติจากพฤติกรรมเดิม
แต่ถ้าเราเป็นเพียงเพื่อนบ้าน เราจำเป็นต้องรู้สาเหตุหรือไม่?
อาจไม่จำเป็น
แต่ถ้าเราเป็นพ่อแม่ของเด็กคนนั้น เรื่องเดียวกันนี้ย่อมมีความหมายแตกต่างออกไป เพราะเรามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หรือในโรงแรม
เราเห็นแก้วน้ำมีรอยร้าวเล็ก ๆ
ในฐานะลูกค้า เราอาจเพียงแจ้งพนักงานว่า
“ขอเปลี่ยนแก้วใหม่ครับ”
จบ
เราไม่จำเป็นต้องไปสืบว่าใครทำตก
ใครตรวจแก้ว
ใครเป็นคนเอาแก้วขึ้นมาเสิร์ฟ
เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา
แต่ถ้าเราเป็นผู้จัดการโรงแรม เรื่องนี้อาจกลายเป็น ปัญหาของเรา
เพราะเราต้องถามต่อว่า
ทำไมแก้วที่มีรอยร้าวจึงผ่านระบบตรวจสอบมาได้?
ถ้าเกิดขึ้นครั้งเดียว อาจเป็นเหตุเฉพาะหน้า
แต่ถ้าเกิดซ้ำ ๆ ก็อาจสะท้อนว่า ระบบมีปัญหา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า…
“ความผิดปกติ” ไม่ได้แปลว่า “เป็นปัญหาของเรา” เสมอไป
และนี่เป็นสิ่งที่ผมเห็นบ่อยมากในที่ทำงาน
“วัน ๆ มีแต่ปัญหา
ทำไมปัญหามันเยอะเหลือเกิน”
บางทีปัญหาไม่ได้เยอะหรอกครับ
แต่เราเอาทุกอย่างที่ไม่ถูกใจ
ทุกอย่างที่ไม่เหมือนที่คิด
ทุกอย่างที่แตกต่าง
ทุกอย่างที่ผิดจากความคาดหวัง
มารวมเรียกว่า “ปัญหา” ไปหมด
สุดท้ายจึงรู้สึกว่า…
ชีวิตมีแต่ปัญหา
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว สิ่งแรกที่เราควรทำอาจไม่ใช่ “แก้ปัญหา”
แต่คือ…
ตรวจสอบก่อนว่า นี่เป็นปัญหาของเราหรือไม่
ถามตัวเราเองดัง ๆ ว่า
สิ่งนั้นเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่?
และเราจำเป็นจะต้องรู้สาเหตุหรือไม่?
ถ้าใช่ — เข้าไปจัดการ
ถ้าไม่ใช่ — ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของเขา
เพราะคนที่เก่งเรื่องการแก้ปัญหา
ไม่ใช่คนที่เห็นอะไรแล้วเข้าไปแก้ทุกเรื่อง
แต่คือคนที่รู้ว่า
อะไรคือปัญหา
ปัญหาของใคร
และอะไรไม่ใช่ปัญหาของเรา
และเมื่อเรารู้แล้วว่า…
“นี่คือปัญหาของเรา และเราจำเป็นต้องเข้าไปจัดการ”
คำถามต่อไปก็คือ…
แล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไร?
ไว้คุยกันตอนต่อไปครับ
#ลุงกาญจน์สอนคิดไม่สอนจำ #คิดก่อนแก้ #ปัญหาของเรา #การแก้ปัญหา
อะไรคือปัญหาของเรา ปัญหาของใคร
ก่อนจะแก้ปัญหา ต้องถามก่อนว่า…
นี่เป็นปัญหาของเราหรือเปล่า?
เมื่อคืนขณะกำลังเลื่อนดู Facebook ก่อนนอน ผมไปเจอกระทู้หนึ่ง
เจ้าของกระทู้เล่าว่า เช่าห้องอยู่ แล้วบังเอิญเห็นเด็กสาวข้างห้อง อายุประมาณ 15 ปี เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพเปลือย จึงเกิดคำถามว่า
ควรบอกพ่อแม่ของเด็กไหมว่า ควรระมัดระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวให้มากกว่านี้?
ผมไม่ได้สนใจว่าใครถูกใครผิดในเรื่องนี้
แต่สิ่งที่ผมสนใจคือคำถามที่สำคัญกว่านั้น…
“เรื่องนี้ เป็นปัญหาของเราหรือเปล่า?”
เพราะจากประสบการณ์ที่สอนเรื่องการแก้ปัญหามานาน ผมพบว่า คนจำนวนไม่น้อยกระโดดข้ามคำถามนี้ไปเลย
เห็นอะไรผิดปกติ
เห็นอะไรไม่ถูกใจ
เห็นอะไรแตกต่างจากที่ตัวเองคิดว่าควรเป็น
ก็เรียกสิ่งนั้นว่า “ปัญหา” ทันที
แล้วก็รีบเข้าไปแก้
ทั้งที่บางครั้ง…
มันไม่ใช่ปัญหาของเราเลย
สำหรับผม ก่อนที่เราจะสรุปว่าเรื่องที่เราเผชิญอยู่นั้นเป็นปัญหาของเราหรือไม่ ให้เราถามตัวเราเองดัง ๆ ว่า
1. สิ่งนั้นเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่?
ข้อนี้บอกว่า มีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่
2. เราจำเป็นจะต้องรู้สาเหตุหรือไม่?
ข้อนี้บอกว่า เราควรเข้าไปจัดการกับปัญหานั้นหรือไม่
ถ้าข้อแรก “ใช่” แต่ข้อสอง “ไม่ใช่”
ปัญหามีอยู่จริง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหาของเรา
แต่ถ้า “ใช่” ทั้งสองข้อ
นั่นแหละครับ ปัญหาที่เราควรเข้าไปจัดการ
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
เพื่อนบ้านของเราปกติกลับบ้านตรงเวลา วันหนึ่งกลับดึก และมีผู้ชายขับรถมาส่ง
นี่คือ ความผิดปกติจากพฤติกรรมเดิม
แต่ถ้าเราเป็นเพียงเพื่อนบ้าน เราจำเป็นต้องรู้สาเหตุหรือไม่?
อาจไม่จำเป็น
แต่ถ้าเราเป็นพ่อแม่ของเด็กคนนั้น เรื่องเดียวกันนี้ย่อมมีความหมายแตกต่างออกไป เพราะเรามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หรือในโรงแรม
เราเห็นแก้วน้ำมีรอยร้าวเล็ก ๆ
ในฐานะลูกค้า เราอาจเพียงแจ้งพนักงานว่า
“ขอเปลี่ยนแก้วใหม่ครับ”
จบ
เราไม่จำเป็นต้องไปสืบว่าใครทำตก
ใครตรวจแก้ว
ใครเป็นคนเอาแก้วขึ้นมาเสิร์ฟ
เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา
แต่ถ้าเราเป็นผู้จัดการโรงแรม เรื่องนี้อาจกลายเป็น ปัญหาของเรา
เพราะเราต้องถามต่อว่า
ทำไมแก้วที่มีรอยร้าวจึงผ่านระบบตรวจสอบมาได้?
ถ้าเกิดขึ้นครั้งเดียว อาจเป็นเหตุเฉพาะหน้า
แต่ถ้าเกิดซ้ำ ๆ ก็อาจสะท้อนว่า ระบบมีปัญหา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า…
“ความผิดปกติ” ไม่ได้แปลว่า “เป็นปัญหาของเรา” เสมอไป
และนี่เป็นสิ่งที่ผมเห็นบ่อยมากในที่ทำงาน
“วัน ๆ มีแต่ปัญหา
ทำไมปัญหามันเยอะเหลือเกิน”
บางทีปัญหาไม่ได้เยอะหรอกครับ
แต่เราเอาทุกอย่างที่ไม่ถูกใจ
ทุกอย่างที่ไม่เหมือนที่คิด
ทุกอย่างที่แตกต่าง
ทุกอย่างที่ผิดจากความคาดหวัง
มารวมเรียกว่า “ปัญหา” ไปหมด
สุดท้ายจึงรู้สึกว่า…
ชีวิตมีแต่ปัญหา
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว สิ่งแรกที่เราควรทำอาจไม่ใช่ “แก้ปัญหา”
แต่คือ…
ตรวจสอบก่อนว่า นี่เป็นปัญหาของเราหรือไม่
ถามตัวเราเองดัง ๆ ว่า
สิ่งนั้นเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่?
และเราจำเป็นจะต้องรู้สาเหตุหรือไม่?
ถ้าใช่ — เข้าไปจัดการ
ถ้าไม่ใช่ — ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของเขา
เพราะคนที่เก่งเรื่องการแก้ปัญหา
ไม่ใช่คนที่เห็นอะไรแล้วเข้าไปแก้ทุกเรื่อง
แต่คือคนที่รู้ว่า
อะไรคือปัญหา
ปัญหาของใคร
และอะไรไม่ใช่ปัญหาของเรา
และเมื่อเรารู้แล้วว่า…
“นี่คือปัญหาของเรา และเราจำเป็นต้องเข้าไปจัดการ”
คำถามต่อไปก็คือ…
แล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไร?
ไว้คุยกันตอนต่อไปครับ
#ลุงกาญจน์สอนคิดไม่สอนจำ #คิดก่อนแก้ #ปัญหาของเรา #การแก้ปัญหา