ตอนที่ 1 + 2
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ตอนที่ 1
https://pantip.com/topic/44229799?sc=hGpJgS8
ตอนที่ 2
https://pantip.com/topic/44230728?sc=nJCmBwM
...
ตอนที่เรากำลังลังเลอยู่ว่าจะตัดสินใจเลือกคณะไหน เราก็ดันนึกถึงคำพูดของครูแนะแนว (คนเดียวกันในตอนที่ 2) ขึ้นมา
คนที่เรียนคือ (ชื่อเรา) ไม่ใช่คนอื่นเรียนแทนเรานะ
และนั่นมันก็เป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจเลือกคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
จากการที่ต้องพึ่งพาคอมในโรงเรียน ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้คอมในห้องสมุดของทางมหาวิทยาลัยในการอัปนิยาย
แต่สุดท้ายเราก็กลับทิ้งเส้นทางการเป็นนักเขียนเพราะ 'โรคซึมเศร้า' ที่ในเวลานั้นมันได้กัดกร่อนจิตใจของเราจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกอีกต่อไป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเรียนเพราะมีบางวิชาที่เราชอบและชอบมาก ๆ อยู่ แต่ความเจ็บปวดจากอาการซึมเศร้าที่รบกวนจิตใจ + ปัญหาส่วนตัวที่เข้ามาซ้ำเติม มันก็เหมือนระบบการตัดสินใจของเรามีปัญหาจนอาจารย์ในเอกภาษาไทยต้องมาหาเราถึงที่พักเลย
สุดท้ายการรักษาตัวจากโรคซึมเศร้าก็ทำให้เราหลงลืมการเป็นนักเขียนอยู่หลายปี + สถานการณ์โควิดที่บีบให้เราต้องทำงานหาเลี้ยงชีพก่อน
ในช่วงนั้นสภาพจิตใจเรามันเหมือนคนที่อยู่ไปวัน ๆ เป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เดิมซ้ำ ๆ (ทำงาน กินข้าว ทำงาน นอน วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ)
แล้วทักษะการเขียนก็ถดถอยจนเราเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน
แต่สุดท้ายเราก็เริ่มกลับมาพบความสุขที่เราได้เขียนหนังสืออีกครั้งหนึ่ง
ประกอบกับในเวลานั้นอาการของโรคซึมเศร้าก็ค่อย ๆ ทุเลาลงจนเกือบจะหายเป็นปกติ
และในตอนนั้นเราก็ได้ทำการประกอบร่างตัวเรา 'คนเดิม' อย่างช้า ๆ
เหมือนเราจะค่อย ๆ รีเซ็ทจาก 0 อีกรอบ
เคลียร์นิยายที่เขียนทิ้งเขียนขว้างให้จบ
ค่อย ๆ ซื้อหนังสือมาดอง เอ๊ย มาอ่าน1เล่ม/ปี
ดูเหมือนว่าตอนนี้น่าจะเป็นตอนจบสินะ
ไม่ใช่เลย ตอนนี้ไม่ใช่ตอนจบของเรื่อง
เพราะถึงแม้ว่าการฟื้นฟูทักษะจะดำเนินการไปด้วยดี
แต่มันมีกำแพงหนึ่งที่เรายังฝ่ามันไปไม่ได้
นั่นคือ
การทำงานประจำจนไม่มีเวลากลับมาแต่งนิยายเรื่องใหม่
ใช่แล้ว
เพราะโลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม
ถ้าไม่มีเงินหาเลี้ยงชีพตัวเอง
ก็อย่าหวังที่จะเจียดเวลามาสร้างฝันให้เป็นจริงได้เลย
และฉากสุดท้ายของตอนนี้ที่เกิดขึ้นมันก็คือ
การหมดไฟในการเขียนหนังสืออีกครั้ง
(โชคดีที่รอบนี้ไม่ได้หนักเหมือนครั้งแรก เพราะรอบนี้โรคซึมเศร้าไม่ได้กระตุ้นให้จิตใจเราดิ่งลงเหว)
ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
และต่อสู้กับสภาวะหมดไฟครั้งที่สองอีกครั้ง
จนกระทั่งได้เจอตัวแปรที่สำคัญโดยบังเอิญ
...
โปรดติดตามตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ด้วยนะคะ
บันทึกของนักเขียน [ที่ไม่ดัง] : ตอนที่ 3
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
...
ตอนที่เรากำลังลังเลอยู่ว่าจะตัดสินใจเลือกคณะไหน เราก็ดันนึกถึงคำพูดของครูแนะแนว (คนเดียวกันในตอนที่ 2) ขึ้นมา
คนที่เรียนคือ (ชื่อเรา) ไม่ใช่คนอื่นเรียนแทนเรานะ
และนั่นมันก็เป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจเลือกคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จากการที่ต้องพึ่งพาคอมในโรงเรียน ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้คอมในห้องสมุดของทางมหาวิทยาลัยในการอัปนิยาย
แต่สุดท้ายเราก็กลับทิ้งเส้นทางการเป็นนักเขียนเพราะ 'โรคซึมเศร้า' ที่ในเวลานั้นมันได้กัดกร่อนจิตใจของเราจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกอีกต่อไป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สุดท้ายการรักษาตัวจากโรคซึมเศร้าก็ทำให้เราหลงลืมการเป็นนักเขียนอยู่หลายปี + สถานการณ์โควิดที่บีบให้เราต้องทำงานหาเลี้ยงชีพก่อน
ในช่วงนั้นสภาพจิตใจเรามันเหมือนคนที่อยู่ไปวัน ๆ เป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เดิมซ้ำ ๆ (ทำงาน กินข้าว ทำงาน นอน วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ)
แล้วทักษะการเขียนก็ถดถอยจนเราเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน
แต่สุดท้ายเราก็เริ่มกลับมาพบความสุขที่เราได้เขียนหนังสืออีกครั้งหนึ่ง
ประกอบกับในเวลานั้นอาการของโรคซึมเศร้าก็ค่อย ๆ ทุเลาลงจนเกือบจะหายเป็นปกติ
และในตอนนั้นเราก็ได้ทำการประกอบร่างตัวเรา 'คนเดิม' อย่างช้า ๆ
เหมือนเราจะค่อย ๆ รีเซ็ทจาก 0 อีกรอบ
เคลียร์นิยายที่เขียนทิ้งเขียนขว้างให้จบ
ค่อย ๆ ซื้อหนังสือมาดอง เอ๊ย มาอ่าน1เล่ม/ปี
ดูเหมือนว่าตอนนี้น่าจะเป็นตอนจบสินะ
ไม่ใช่เลย ตอนนี้ไม่ใช่ตอนจบของเรื่อง
เพราะถึงแม้ว่าการฟื้นฟูทักษะจะดำเนินการไปด้วยดี
แต่มันมีกำแพงหนึ่งที่เรายังฝ่ามันไปไม่ได้
นั่นคือ
การทำงานประจำจนไม่มีเวลากลับมาแต่งนิยายเรื่องใหม่
ใช่แล้ว
เพราะโลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม
ถ้าไม่มีเงินหาเลี้ยงชีพตัวเอง
ก็อย่าหวังที่จะเจียดเวลามาสร้างฝันให้เป็นจริงได้เลย
และฉากสุดท้ายของตอนนี้ที่เกิดขึ้นมันก็คือ
การหมดไฟในการเขียนหนังสืออีกครั้ง
(โชคดีที่รอบนี้ไม่ได้หนักเหมือนครั้งแรก เพราะรอบนี้โรคซึมเศร้าไม่ได้กระตุ้นให้จิตใจเราดิ่งลงเหว)
ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
และต่อสู้กับสภาวะหมดไฟครั้งที่สองอีกครั้ง
จนกระทั่งได้เจอตัวแปรที่สำคัญโดยบังเอิญ
...
โปรดติดตามตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ด้วยนะคะ