แสงไฟหน้ารถที่สว่างจ้าไม่ได้สร้างความรำคาญเพียงอย่างเดียว แต่อาจส่งผลต่อการมองเห็น ความมั่นใจ และการตัดสินใจขับรถในเวลากลางคืน
ผลสำรวจล่าสุดขององค์กรช่วยเหลือผู้ใช้รถในอังกฤษ หรือ RAC เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ผู้ขับขี่ 1 ใน 4 ที่ได้รับผลกระทบจากไฟหน้าแยงตา ขับรถกลางคืนลดลงหรือเลิกขับไปแล้ว โดยผลกระทบพบมากในกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี อยู่ที่ 33% และกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 43% ขณะที่อีก 16% ต้องการลดการขับรถกลางคืน แต่ยังไม่มีทางเลือก
ผลกระทบจากแสงจ้าไม่ได้มีเพียงความรู้สึกไม่สบายตา แต่บางคนระบุว่า เกิดอาการมองไม่เห็นชั่วขณะ รู้สึกไม่ปลอดภัย รวมถึงอ่อนล้า ปวดศีรษะ และไมเกรน ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นสิ่งกีดขวางหรือผู้ใช้ถนนรอบข้างทำได้ยากขึ้น
สาเหตุของแสงไฟที่แยงตาอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟ LED ซึ่งให้แสงสว่าง และมีโทนสีขาวหรือออกน้ำเงินมากกว่าไฟฮาโลเจน รวมถึงการปรับมุมไฟหน้าไม่ถูกต้อง หลอดไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน และรถยนต์ที่มีความสูงมากขึ้น เช่น SUV ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้แสงไฟส่องเข้าตาผู้ขับขี่ที่สวนทางหรือขับอยู่ด้านหน้า
1 ใน 4 คนอังกฤษเลิกขับรถยนต์ตอนกลางคืน เพราะแสงไฟหน้าแยงตา
ผลสำรวจล่าสุดขององค์กรช่วยเหลือผู้ใช้รถในอังกฤษ หรือ RAC เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ผู้ขับขี่ 1 ใน 4 ที่ได้รับผลกระทบจากไฟหน้าแยงตา ขับรถกลางคืนลดลงหรือเลิกขับไปแล้ว โดยผลกระทบพบมากในกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี อยู่ที่ 33% และกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 43% ขณะที่อีก 16% ต้องการลดการขับรถกลางคืน แต่ยังไม่มีทางเลือก
ผลกระทบจากแสงจ้าไม่ได้มีเพียงความรู้สึกไม่สบายตา แต่บางคนระบุว่า เกิดอาการมองไม่เห็นชั่วขณะ รู้สึกไม่ปลอดภัย รวมถึงอ่อนล้า ปวดศีรษะ และไมเกรน ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นสิ่งกีดขวางหรือผู้ใช้ถนนรอบข้างทำได้ยากขึ้น
สาเหตุของแสงไฟที่แยงตาอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟ LED ซึ่งให้แสงสว่าง และมีโทนสีขาวหรือออกน้ำเงินมากกว่าไฟฮาโลเจน รวมถึงการปรับมุมไฟหน้าไม่ถูกต้อง หลอดไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน และรถยนต์ที่มีความสูงมากขึ้น เช่น SUV ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้แสงไฟส่องเข้าตาผู้ขับขี่ที่สวนทางหรือขับอยู่ด้านหน้า