ทิศทางของการเลี้ยงสัตว์จะเป็นอย่างไร? เมื่อความผูกพันกำลังกลายเป็นตลาดใหม่ ที่ทำให้ ‘AI Pet’ เติบโต
การคุยกับ AI ทุกวันนี้แทบเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน บางคนเปิด ChatGPT ขึ้นมาถามเรื่องงาน ช่วยคิดคำตอบ หรือให้ช่วยสรุปเอกสาร หรือบางคนอาจเปิด AI ขึ้นมาเพื่อบ่นระบายเรื่องงาน เหตุการณ์สลิ้งแตกที่เจอ ขอความเห็นบลา บลา บลา
.
กรณีหลัง เมื่อเรามอง AI มากกว่าเครื่องมือให้คำตอบ แต่เป็นเพื่อนคู่คิด ทำให้วิธีใช้มันกำลังขยับไปอีกทาง เหมือนคุยกับใครสักคนมากขึ้น บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งจึงเริ่มเห็นโอกาสตรงนี้
.
ถ้าการคุยกับ AI ผ่านหน้าจอทำให้คนรู้สึกคุ้นเคยได้ แล้วถ้า AI มีตัวตนให้มองเห็น มีเสียงให้ฟัง ขยับตัวเมื่อเรียก และจำเรื่องที่เคยคุยกันได้ มันจะยิ่งทำให้เกิดความผูกพันมากขึ้นหรือเปล่า
.
คำถามนี้กำลังถูกทดลองผ่านสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดในปี 2026 อย่าง ‘AI Pet’ หรือสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีชีวิตจริง แต่สามารถฟัง พูด ตอบสนองต่อการสัมผัส และจดจำข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของได้
.
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ‘Sweekar’ ของ Takway AI ซึ่งเปิดตัวในงาน CES 2026 (Consumer Electronics Show 2026) ตัวมันเริ่มต้นจากไข่และค่อยๆ เติบโตเป็นสัตว์เลี้ยงในช่วงวัยต่างๆ เจ้าของสามารถพูดคุย สัมผัส และใช้เวลากับมันได้ รวมถึงระบบยังนำข้อมูลไปปรับกับพฤติกรรมและบุคลิกของสัตว์เลี้ยง
.
เรื่องนี้ขอคั่นหมายเหตุความน่าสนใจไว้หน่อย เพราะช่วงที่เจ้าของเริ่มตั้งไข่กันจริงๆ ได้เปิดระดมทุนบน BackerKit ตั้งเป้าไว้ที่ 100,000 ดอลลาร์ แต่ได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นไปถึงเกือบ 4 ล้านดอลลาร์ และมีผู้สนับสนุนมากกว่า 1,500 ราย
.
แม้ตัวเลขยังไม่อาจการันตีได้ว่า AI Pet จะกลายเป็นสินค้าในตลาดใหญ่ แต่ก็ทำให้เรื่องนี้หลุดจากการเป็นของเล่นแปลกๆ ที่ถูกนำไปโชว์แล้วเก็บใส่กล้อง เพราะมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อเอามันกลับบ้านจริงๆ ด้วยเหตุผลว่าต้องการอุปกรณ์ (หรือสัตว์เลี้ยงเอไอ) ที่ต้องใช้เวลาอยู่ด้วย สื่อสารกัน และต้องดูแล
.
คล้ายๆ กับที่เมื่อราว 30 ปีก่อน ที่เด็กๆ หลายคนเคยให้ความรัก ความผูกพัน และทะนุถนอมของเล่นอย่างทามากอตจิ (Tamagotchi) กันทั่วบ้านทั่วเมือง (Bandai ระบุว่าทามากอตจิมียอดส่งมอบทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านเครื่อง)
.
โดยความเหมือนระหว่างทามากอตจิกับ AI Pet คือวิธีที่สินค้าออกแบบให้คนรู้สึกว่า มีบางสิ่งที่ต้องดูแลและค่อยๆ รู้จักกัน เพียงแต่สำหรับ AI Pet ในปัจจุบัน สามารถสนทนากับเจ้าของกลับได้แล้ว
.
หรือเปรียบได้ว่า ทามากอตจิรู้ว่าเรากดปุ่มอะไร ส่วน AI Pet สามารถรู้ว่าเราพูดอะไร และพอการสื่อสารเข้ามาอยู่ตรงกลาง ความสัมพันธ์กับสินค้าก็มีโอกาสเปลี่ยนไปจากของเล่นที่เราเปิดขึ้นมาเล่น เป็นสิ่งที่เราเข้าไปหาเพื่อพูดคุยด้วย
.
มีการคาดการณ์ว่า ถ้าตลาด AI Pet ติดลมเมื่อไหร่ ธุรกิจทางนี้จะขยายตลาดได้อีกโข เช่นเมื่อมีชื่อ มีบุคลิก และมีเรื่องราวร่วมกับเจ้าของแล้ว เสื้อผ้า อุปกรณ์เสริม ตัวละครใหม่ หรือความสามารถใหม่ย่อมออกตามมา
.
ตลาด AI Pet ในปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าไม่ได้มีแค่คนที่อยากเลี้ยงสัตว์แต่เลี้ยงไม่ได้ แต่เป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างตลาดของเล่น เทคโนโลยี และสัตว์เลี้ยงจริง โดยกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดคือ คนรุ่นใหม่ที่คุ้นกับการคุยกับ AI และชอบของที่มีบุคลิกเป็นของตัวเอง
.
หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ไม่ได้ซื้อเพราะ AI ทำงานเก่ง แต่เพราะอยากมีสิ่งที่โต้ตอบได้และรู้สึกว่า ‘เป็นของเรา’
.
รองลงมาคือ กลุ่มคนที่อยู่คนเดียวหรือใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด เช่นคอนโด ซึ่งอาจชอบประสบการณ์ของการมีสัตว์เลี้ยง แต่ไม่พร้อมรับภาระเรื่องเวลา พื้นที่ ค่าใช้จ่าย และการดูแลสัตว์จริง และอีกกลุ่มคือคนที่ชอบของเล่น ตัวละคร และของสะสม ซึ่งมีโอกาสซื้อซ้ำและซื้อสินค้าเสริมได้ หาก AI Pet ถูกพัฒนาให้มีคาแรกเตอร์ชัดเจน
.
อย่างไรก็ดี แม้การมาของสินค้ากลุ่ม AI Pet จะดูมีความน่าสนใจและมองเห็นการเกิดใหม่ของสินค้ากลุ่มนี้ในปัจจุบัน แต่ AI Pet ยังไม่ใช่ตลาดแมส เป็นเพียงตลาดย่อยในกลุ่ม AI ที่ไม่มีตัวเลขมูลค่าแยกชัดเจน
.
ถึงที่สุดก็คงต้องมารอดูคำตอบในตอนหน้าว่า คนจะรู้สึกว่า AI ที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งในบ้าน หรือจะยอมรับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงๆ
.
นั่นล่ะอาจเป็นคำตอบของตลาดในอนาคต
.
ที่มา : BrandThink
ทิศทางของการเลี้ยงสัตว์จะเป็นอย่างไร? เมื่อความผูกพันกำลังกลายเป็นตลาดใหม่ ที่ทำให้ ‘AI Pet’ เติบโต