++ มีใครเคย
"ตั้งใจกระทำบางสิ่งบางอย่าง ให้กับคนที่เรารักที่สุด อย่างสุดกำลังกายและกำลังใจ เพียงหวังให้เขาคนนั้นรอดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีและมีความสุขไปกับสิ่งที่เราทำให้บ้าง" มีมั้ยครับ หนังเรื่อง
"9 วัด สู่สวรรค์" หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า
"9 Temples to Heaven" เรื่องนี้ กล่าวถึงเรื่องราวของครอบครัวคนไทยที่มีเชื้อสายจีนครึ่งหนึ่ง โดยที่เมื่อทุกคนรับรู้ถึงคำทำนายว่า คุณย่าสลวย ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว อาจจะมีเหตุให้ต้องเสียชีวิตในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ทำให้ สกล ลูกชายคนโต ได้นัดแนะคนในครอบครัว อันประกอบไปด้วย ปองพล ลูกชายคนรอง, วิมล ลูกสะใภ้ที่เป็นภรรยาของสกล, อัญชลี ลูกสาวคนโต (ความจริงคุณย่ามีลูกสาวคนโตสุดอีกคน แต่ตายตั้งแต่ 10 ขวบ), ต่อ หลานชายคนโตที่เป็นลูกของสกล, แยม แฟนของต่อ, คูน ลูกชายคนที่ 2 ของสกลที่เป็นน้องชายของต่อ และ แพร หลานสาวที่เป็นลูกของปองพล รวมทั้งหมด 9 คน เพื่อออกเดินทางไปทำบุญไหว้พระ ถวายสังฆทาน สะเดาะเคราะห์ 9 วัด ตามความเชื่อที่เจ้านายของสกลบอกมา เรื่องราวมีแค่นี้ครับ...
++ ก่อนดู จขกท. แอบหวั่นใจอยู่ลึก ๆ นะครับ เพราะหนังเรื่องนี้มีชื่อ คุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ เป็นหนึ่งใน producer เพราะงานของแกบางอย่าง จขกท. ก็เข้าไม่ถึงครับ ผกก. คือ คุณสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ที่เป็น ผกก. สายหนังสารคดี (Documentary Feature Film) โดยตรง แถมหนังยังไปเปิดตัวที่คานส์ปีนี้ ใน section ของ Directors' Fortnight อีก สุดท้ายหนังยังเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประกวดยังเวทีออสการ์ที่จะถึงนี้ด้วย อืม! เรียกว่าต้องตั้งการ์ด เรียกสติก่อนดูแบบเต็มร้อยเลยครับ เป็นไงเป็นกัน...
++ ภายหลังดูหนังจบแล้ว จขกท. พบว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูง่ายมากครับ เพราะบทมันตรงไปตรงมา และแน่นอน! มันคือหนังนิ่ง ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีจุดพีคจุดเปลี่ยนอะไร บทสนาคุยกันไปเรื่อย ๆ คุยกันเอง คุยกับพระ สนทนาธรรม วนไปเรื่อย ๆ ใครไม่อินก็คือหลับฝันดีแน่นอน แต่ในความง่ายที่ว่านั้น ตัวหนังได้ซ่อนสิ่งที่ไม่ง่ายเอาไว้อยู่มากมาย และ จขกท. คิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่หนังต้องการให้คนดูรู้สึก นั่นก็คือ "ความรู้สึกอึดอัด" ครับ บอกก่อนเลยครับ ว่าความง่ายในความหมายที่ จขกท. พูดถึงนั้น คือง่ายในแบบหนังทางเลือก หรือหนังสายประกวดนะครับ นั่นหมายความว่าการนำเสนอของหนังมันก็คือหนังอาร์ตเรื่องนึงนั่นแหละครับ ที่มีองค์ประกอบที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่ชอบใส่ไว้เต็มไปหมด เช่น ซีนแช่กล้อง การเดินเรื่องแบบช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ ดนตรีประกอบและบทสนทนาที่ชวนหลับ การใส่สัญญะให้คนดูตีความแบบเต็มเหนี่ยว ฯลฯ มาหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกว่าถ้าใครไม่ชอบหนังอาร์ต หรือหนังสไตล์ประกวด (โดยเฉพาะสไตล์คุณเจ้ย ที่จะว่าไปเรื่องนี้ก็มีกลิ่นอายอยู่นะ) คงต้องบอกว่า "หนีไปไกล ๆ เลยครับ" อิอิ...
++ บอกแบบตรง ๆ เลยว่า การนำเสนอเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ คือ การที่ครอบครัวนึง ออกเดินทางไปทำบุญ 9 วัดกัน หนัง 140 นาที การนำเสนอหลัก ๆ มีแค่นี้ครับ คือ นั่งรถ > คุยกัน > เข้าวัด > สวดมนต์ > กลับมานั่งรถ > คุยกัน > เข้าวัด > สวดมนต์ ทะเลาะกัน วน ๆ ไปครับ แต่สิ่งที่ จขกท. รู้สึกจากหนังก็คือ เหมือนหนังได้ทำให้คนดูกลายเป็นสัมภเวสี ที่คอยเกาะรถเกาะหลังติดตามสมาชิกในครอบครัวของเขาไปทำบุญด้วย หนังไม่ได้ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพวกเขานะครับ ตรงนี้นี่แหละที่ทำให้ จขกท. รู้สึกถึงความรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วนใจ ในทุกครั้งที่บทสนทนา หรือสถานะการณ์นำพาไปสู่ความขัดแย้ง หรือเมื่อสมาชิกที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แม้กระทั่งการกระทำบางอย่างของสมาชิกในคณะที่ทำให้เรารู้สึกเริ่มไม่สบายใจ...
++ แต่ท่ามกลางความอึดอัด สิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ การให้เสียงประกอบของหนังเรื่องนี้มันดีเยี่ยมมาก ซาวด์ประกอบที่เย็น ๆ เสียงลม เสียงระฆัง กระดิ่งในวัด เสียงพระสวดมนต์ เสียงบรรยากาศรอบข้าง มันทำให้เรารู้สึกเย็นข้างในอย่างบอกไม่ถูก รวมถึงการให้ภาพสัญญะที่มีความหมายดีมาก ๆ ในหลาย ๆ ซีน เหมือนหนังต้องการให้คนดูนั่งตีความไปตามสิ่งที่ตัวเองได้คิดไว้ เช่น ซีนเครื่องบินที่บินผ่านบนท้องฟ้า มันคือสัญญะที่แทนที่การเปลี่ยนผ่านเพื่อนำส่งชีวิตของคนเรา เครื่องบินพาคนเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ชีวิตคนเราเมื่อถึงเวลาก็ต้องเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ไม่มีใครหนีพ้นซักคน งาน production ของหนังเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่ simple มาก ๆ อย่างที่บอกแล้วว่าหน้าหนังไม่ได้มีอะไรที่ยากเลย แต่ส่วนที่ยากจะอยู่ในแก่นลึก ๆ ของหนังครับ...
++ จขกท. ชอบอีกอย่างเมื่อเราคิดแทนคนในหนังว่า ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนั้น ย้อนกลับไปที่คำกล่าวที่ จขกท. เขียนไว้ในย่อหน้าแรกสุด
"ความสุข ความสบายใจของเรา ย่อมไม่ใช่ความสุข ความสบายใจของคนอื่นเสมอ" ฉันใด
"ความเชื่อของเรา ก็มิอาจใช่ความเชื่อของคนอื่น" ฉันนั้น บางครั้งเราใช้ความสุข ความสบายใจของเรามาอ้าง เพื่อที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่น โดยที่เราไม่เคยถามความต้องการของเขาเลย ความสุขเรา หรือความสุขเขา เอาให้แน่! และในช่วงสุดท้ายของชีวิต คนบางคนอาจจะไม่ได้อาลัยอาวรณ์อะไรกับชีวิตของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ถ้าคนนั้นได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตอย่างสมบรูณ์แบบที่สุดแล้ว คนที่ยังอยู่นั่นแหละ อาจจะยังไม่สามารถละทิ้งคนที่จากไปได้ และทนทุกข์ในใจมากกว่า...
++ สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นหนังที่ต้องตีความด้วยแนวทางปรัชญาอยู่ดี จขกท. เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะเคยมีประสบการณ์ในครอบครัวที่เป็นแบบหนังเรื่องนี้เช่นกัน จขกท. พูดได้เต็มปากว่า ตัวเองอาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบมาก ๆ แต่สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ เพลงประกอบ "เพียงคำเดียว" ที่ร้องโดย คุณอาสุเทพ วงศ์กำแหง และบทสวดคาถาโพธิบาท คาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ในหนังนั้น เหมือน จขกท. ได้รับพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพรักอย่างเต็มอิ่ม และทั้ง 2 สิ่งนี่ อาจจะเป็นสัญญะของหนังที่มีต่อ คุณย่าสลวย ที่มีต่อลูก ๆ หลาน ๆ ของท่านก็ได้ว่า ท่านไม่ได้ต้องการอะไร ขอเพียงก่อนจากไปได้รู้ว่าลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข แคล้วคลาดภยันตราย พบเจอแต่สิ่งดี ๆ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคุณย่า...
[ รีวิวหนังโรง ] 9 วัด สู่สวรรค์ (2026)
++ มีใครเคย "ตั้งใจกระทำบางสิ่งบางอย่าง ให้กับคนที่เรารักที่สุด อย่างสุดกำลังกายและกำลังใจ เพียงหวังให้เขาคนนั้นรอดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีและมีความสุขไปกับสิ่งที่เราทำให้บ้าง" มีมั้ยครับ หนังเรื่อง "9 วัด สู่สวรรค์" หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า "9 Temples to Heaven" เรื่องนี้ กล่าวถึงเรื่องราวของครอบครัวคนไทยที่มีเชื้อสายจีนครึ่งหนึ่ง โดยที่เมื่อทุกคนรับรู้ถึงคำทำนายว่า คุณย่าสลวย ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว อาจจะมีเหตุให้ต้องเสียชีวิตในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ทำให้ สกล ลูกชายคนโต ได้นัดแนะคนในครอบครัว อันประกอบไปด้วย ปองพล ลูกชายคนรอง, วิมล ลูกสะใภ้ที่เป็นภรรยาของสกล, อัญชลี ลูกสาวคนโต (ความจริงคุณย่ามีลูกสาวคนโตสุดอีกคน แต่ตายตั้งแต่ 10 ขวบ), ต่อ หลานชายคนโตที่เป็นลูกของสกล, แยม แฟนของต่อ, คูน ลูกชายคนที่ 2 ของสกลที่เป็นน้องชายของต่อ และ แพร หลานสาวที่เป็นลูกของปองพล รวมทั้งหมด 9 คน เพื่อออกเดินทางไปทำบุญไหว้พระ ถวายสังฆทาน สะเดาะเคราะห์ 9 วัด ตามความเชื่อที่เจ้านายของสกลบอกมา เรื่องราวมีแค่นี้ครับ...
++ ก่อนดู จขกท. แอบหวั่นใจอยู่ลึก ๆ นะครับ เพราะหนังเรื่องนี้มีชื่อ คุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ เป็นหนึ่งใน producer เพราะงานของแกบางอย่าง จขกท. ก็เข้าไม่ถึงครับ ผกก. คือ คุณสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ที่เป็น ผกก. สายหนังสารคดี (Documentary Feature Film) โดยตรง แถมหนังยังไปเปิดตัวที่คานส์ปีนี้ ใน section ของ Directors' Fortnight อีก สุดท้ายหนังยังเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประกวดยังเวทีออสการ์ที่จะถึงนี้ด้วย อืม! เรียกว่าต้องตั้งการ์ด เรียกสติก่อนดูแบบเต็มร้อยเลยครับ เป็นไงเป็นกัน...
++ ภายหลังดูหนังจบแล้ว จขกท. พบว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูง่ายมากครับ เพราะบทมันตรงไปตรงมา และแน่นอน! มันคือหนังนิ่ง ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีจุดพีคจุดเปลี่ยนอะไร บทสนาคุยกันไปเรื่อย ๆ คุยกันเอง คุยกับพระ สนทนาธรรม วนไปเรื่อย ๆ ใครไม่อินก็คือหลับฝันดีแน่นอน แต่ในความง่ายที่ว่านั้น ตัวหนังได้ซ่อนสิ่งที่ไม่ง่ายเอาไว้อยู่มากมาย และ จขกท. คิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่หนังต้องการให้คนดูรู้สึก นั่นก็คือ "ความรู้สึกอึดอัด" ครับ บอกก่อนเลยครับ ว่าความง่ายในความหมายที่ จขกท. พูดถึงนั้น คือง่ายในแบบหนังทางเลือก หรือหนังสายประกวดนะครับ นั่นหมายความว่าการนำเสนอของหนังมันก็คือหนังอาร์ตเรื่องนึงนั่นแหละครับ ที่มีองค์ประกอบที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่ชอบใส่ไว้เต็มไปหมด เช่น ซีนแช่กล้อง การเดินเรื่องแบบช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ ดนตรีประกอบและบทสนทนาที่ชวนหลับ การใส่สัญญะให้คนดูตีความแบบเต็มเหนี่ยว ฯลฯ มาหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกว่าถ้าใครไม่ชอบหนังอาร์ต หรือหนังสไตล์ประกวด (โดยเฉพาะสไตล์คุณเจ้ย ที่จะว่าไปเรื่องนี้ก็มีกลิ่นอายอยู่นะ) คงต้องบอกว่า "หนีไปไกล ๆ เลยครับ" อิอิ...
++ บอกแบบตรง ๆ เลยว่า การนำเสนอเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ คือ การที่ครอบครัวนึง ออกเดินทางไปทำบุญ 9 วัดกัน หนัง 140 นาที การนำเสนอหลัก ๆ มีแค่นี้ครับ คือ นั่งรถ > คุยกัน > เข้าวัด > สวดมนต์ > กลับมานั่งรถ > คุยกัน > เข้าวัด > สวดมนต์ ทะเลาะกัน วน ๆ ไปครับ แต่สิ่งที่ จขกท. รู้สึกจากหนังก็คือ เหมือนหนังได้ทำให้คนดูกลายเป็นสัมภเวสี ที่คอยเกาะรถเกาะหลังติดตามสมาชิกในครอบครัวของเขาไปทำบุญด้วย หนังไม่ได้ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพวกเขานะครับ ตรงนี้นี่แหละที่ทำให้ จขกท. รู้สึกถึงความรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วนใจ ในทุกครั้งที่บทสนทนา หรือสถานะการณ์นำพาไปสู่ความขัดแย้ง หรือเมื่อสมาชิกที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แม้กระทั่งการกระทำบางอย่างของสมาชิกในคณะที่ทำให้เรารู้สึกเริ่มไม่สบายใจ...
++ แต่ท่ามกลางความอึดอัด สิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ การให้เสียงประกอบของหนังเรื่องนี้มันดีเยี่ยมมาก ซาวด์ประกอบที่เย็น ๆ เสียงลม เสียงระฆัง กระดิ่งในวัด เสียงพระสวดมนต์ เสียงบรรยากาศรอบข้าง มันทำให้เรารู้สึกเย็นข้างในอย่างบอกไม่ถูก รวมถึงการให้ภาพสัญญะที่มีความหมายดีมาก ๆ ในหลาย ๆ ซีน เหมือนหนังต้องการให้คนดูนั่งตีความไปตามสิ่งที่ตัวเองได้คิดไว้ เช่น ซีนเครื่องบินที่บินผ่านบนท้องฟ้า มันคือสัญญะที่แทนที่การเปลี่ยนผ่านเพื่อนำส่งชีวิตของคนเรา เครื่องบินพาคนเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ชีวิตคนเราเมื่อถึงเวลาก็ต้องเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ไม่มีใครหนีพ้นซักคน งาน production ของหนังเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่ simple มาก ๆ อย่างที่บอกแล้วว่าหน้าหนังไม่ได้มีอะไรที่ยากเลย แต่ส่วนที่ยากจะอยู่ในแก่นลึก ๆ ของหนังครับ...
++ จขกท. ชอบอีกอย่างเมื่อเราคิดแทนคนในหนังว่า ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนั้น ย้อนกลับไปที่คำกล่าวที่ จขกท. เขียนไว้ในย่อหน้าแรกสุด "ความสุข ความสบายใจของเรา ย่อมไม่ใช่ความสุข ความสบายใจของคนอื่นเสมอ" ฉันใด "ความเชื่อของเรา ก็มิอาจใช่ความเชื่อของคนอื่น" ฉันนั้น บางครั้งเราใช้ความสุข ความสบายใจของเรามาอ้าง เพื่อที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่น โดยที่เราไม่เคยถามความต้องการของเขาเลย ความสุขเรา หรือความสุขเขา เอาให้แน่! และในช่วงสุดท้ายของชีวิต คนบางคนอาจจะไม่ได้อาลัยอาวรณ์อะไรกับชีวิตของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ถ้าคนนั้นได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตอย่างสมบรูณ์แบบที่สุดแล้ว คนที่ยังอยู่นั่นแหละ อาจจะยังไม่สามารถละทิ้งคนที่จากไปได้ และทนทุกข์ในใจมากกว่า...
++ สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นหนังที่ต้องตีความด้วยแนวทางปรัชญาอยู่ดี จขกท. เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะเคยมีประสบการณ์ในครอบครัวที่เป็นแบบหนังเรื่องนี้เช่นกัน จขกท. พูดได้เต็มปากว่า ตัวเองอาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้แบบมาก ๆ แต่สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ เพลงประกอบ "เพียงคำเดียว" ที่ร้องโดย คุณอาสุเทพ วงศ์กำแหง และบทสวดคาถาโพธิบาท คาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ในหนังนั้น เหมือน จขกท. ได้รับพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพรักอย่างเต็มอิ่ม และทั้ง 2 สิ่งนี่ อาจจะเป็นสัญญะของหนังที่มีต่อ คุณย่าสลวย ที่มีต่อลูก ๆ หลาน ๆ ของท่านก็ได้ว่า ท่านไม่ได้ต้องการอะไร ขอเพียงก่อนจากไปได้รู้ว่าลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข แคล้วคลาดภยันตราย พบเจอแต่สิ่งดี ๆ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคุณย่า...