
ผมลองวิเคราะห์ความเห็นส่วนตัวนะครับ ที่จริงแล้ว CEO หรือผู้บริหาร ผมลองผ่าสมองวิเคราะห์ดูแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเก่งดีเด่เฉพาะด้านอะไร แต่หลอกใช้คนเก่งเป็น จับคนเก่งเฉพาะด้านมาเป็นฟันเฟืองจิ๊กซอในการขับเคลื่อนเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นในทางธุรกิจ เท่าที่ผมสัมผัสคือ เขาไม่ได้รู้ลึกเฉพาะด้านอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง Coding ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง ออกแบบระบบซอร์ฟแวร์ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องรู้สูตร Excel เทพๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง การตลาดระดับววิจัยเชิงลึกมาก ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง บัญชีระดับออดิท แต่รู้ว่าจะใช้คนเก่งแต่ละอย่างยังไง กับงานแบบไหนเพื่อบรรลุเป้าหมายใหญ่ แต่ถ้ามุมมองคนที่เก่งเฉพาะด้านเขาจะความภาคภูมิใจ so proud ในตัวเองว่า ข้านี่เก่งเฉพาะด้านเรื่องนั้นๆ แต่ไม่สามารถออกนอกกรอบทำงานใหญ่ได้ เพราะมองแค่มิติเดียว หรือภาษาบ้านๆผม เรียกว่า "คนบั่กเดียว" แต่ CEO จะมองภาพรวม ว่า ไอ้หมอนี่ เอาไปใช้ประโยชน์ยังไงให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจตัวเอง คือ เป็นเหมือนคนที่เอาจิ๊กซอร์มาต่อกันให้เห็นภาพรวมใหญ่ เอาง่ายๆ CEO ไม่มีเสียเวลาทำบัญชีเอง สั่งลูกน้องแทน ไม่ทำการตลาดเอง สั่งลูกน้องไปวิจัยข้อมูลมารายงานให้ดู แม้แต่หา Supply Chain ก็ให้ลูกน้องไปหาราคามาเทียบ CEO มีเพียงหน้าทีเอาข้อมูลที่ตกผลึกมาประกอบการตัดสินใจว่า จะมุ่งเป้าไปทางไหนเท่านั้น
สิ่งที่ผมเกริ่นมามันคือ CEO ยุคดั้งเดิมครับ เพราะยุคนี้คนเก่งถูกย่อยสลายมาในรูปแบบ AI เกือยทั้งหมดนั่นแปลว่า ยุคนี้ คือ การวัดว่า ใครสวมบทบาท CEO ได้เก่งกว่ากัน นั่นคือ ใช้ AI ปรับใช้อย่างไรให้ Make Money กับเป้าหมายธุรกิจของตัวเองครับ หรือภาษาปะกิดเรียกว่า การ Implement ใช้งานจริง
จากที่เมื่อก่อนต้องจ้างคนเก่งแต่ละอย่างมาช่วยงาน ก็เปลี่ยนมาเช่า AI เดือนละ 6-700 ร้อย ถึง หลัก 3 พันบาท ก็ได้ผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ มาช่วยทำงานให้แล้วครับ ซึ่ง CEO ขนาดย่อมเกิดเป็นดอกเห็ดแน่นอนครับ อยู่ที่ว่าจะช่วยเครื่องมือเป็นตัวเชื่อมขับเคลื่อนธุรกิจได้ดีกว่ากัน
แต่ถ้าระบบใหญ่ใหญ่ก็ยังใช้ฮิวเหม็นอยู่แต่เป็นสัดส่วนที่ลดลง คือ ฮิวเหม็นที่ CEO จะใช้งาน คือ ต้องเก่งเหนือ AI จริงๆ
ผมยกตัวอย่างใกล้ตัวเลยครับ เมื่อก่อนผมจาก ฟรีแลนซ์เขียนโปรแกรมพัฒนาซอร์ฟแวร์ให้เพื่อเอามาขาย แต่เดี๋ยวนี้ ผมยอม Claude เดือนละ 700 บาทรับจบโปรเจ็คเลย และทำได้หลายโปรเจ็คด้วย คือ ผมสวมบทบาทเป็น CEO บริษัทพัฒนาซอร์ฟแวร์ หน้าทีผมคือ คิดไอเดีย ออกแบบภาพรวม และ Critical Thinking วิเคราะห์ในส่วนที่ว่า จะเอามันไปทำเงินอย่างไร ผมไม่มาเสียเวลา Coding เองทั้งหมดแล้ว วันๆ คิดแต่ไอเดียเท่านั้น พอได้ไอเดีย สั่ง Prompt ให้ Claude ทำในส่วน Operation แทน ผมแค่นั่งเอนตัว ไขว่ห้าง นั่งกระดิกเท้าจิบกาแฟรองานเสร็จ
คอนเซ็ปผมคือ งานอะไรที่ทำซ้ำๆ ซับซ้อนให้มันทำแทนหมด ผมมีหน้าที่บริหารจัดการ มองภาพรวม ตัดสินใจเพื่อไปถึงเป้าหมายเท่านั้น
คือที่ผมจะสื่อคือ ยุคต่อไป ในเมื่อมีเครื่องมืออย่าง AI เท่าเทียมกัน สิ่งที่จะแข่งขันในอนาคต คือ การบริหารจัดการแบบ CEO ว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน
แต่ในอนาคต อีลอนมัสต์ บอกว่า เมื่อถึงจุดที่ AI สามารถทำให้เราได้ทุกอย่าง เงินจะไม่มีความหมายอีกต่อไป CEO ก็อาจจะสูญพันธ์เช่นกัน
เป็น ยสตน. นะครับ
ผมผ่าสมองวิเคราะห์ด้วยตัวเอง
เพื่อนๆ มีมุมมองอย่างไร?
ยุคนี้ผมคิดว่ามี CEO เต็มไปหมด เพราะมี AI เครื่องมือสุดเจ๊งช่วยงานธุรกิจมากมายนับไม่ถ้วน มันวัดกันที่การจัดการบริหาร
ผมลองวิเคราะห์ความเห็นส่วนตัวนะครับ ที่จริงแล้ว CEO หรือผู้บริหาร ผมลองผ่าสมองวิเคราะห์ดูแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเก่งดีเด่เฉพาะด้านอะไร แต่หลอกใช้คนเก่งเป็น จับคนเก่งเฉพาะด้านมาเป็นฟันเฟืองจิ๊กซอในการขับเคลื่อนเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นในทางธุรกิจ เท่าที่ผมสัมผัสคือ เขาไม่ได้รู้ลึกเฉพาะด้านอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง Coding ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง ออกแบบระบบซอร์ฟแวร์ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องรู้สูตร Excel เทพๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง การตลาดระดับววิจัยเชิงลึกมาก ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง บัญชีระดับออดิท แต่รู้ว่าจะใช้คนเก่งแต่ละอย่างยังไง กับงานแบบไหนเพื่อบรรลุเป้าหมายใหญ่ แต่ถ้ามุมมองคนที่เก่งเฉพาะด้านเขาจะความภาคภูมิใจ so proud ในตัวเองว่า ข้านี่เก่งเฉพาะด้านเรื่องนั้นๆ แต่ไม่สามารถออกนอกกรอบทำงานใหญ่ได้ เพราะมองแค่มิติเดียว หรือภาษาบ้านๆผม เรียกว่า "คนบั่กเดียว" แต่ CEO จะมองภาพรวม ว่า ไอ้หมอนี่ เอาไปใช้ประโยชน์ยังไงให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจตัวเอง คือ เป็นเหมือนคนที่เอาจิ๊กซอร์มาต่อกันให้เห็นภาพรวมใหญ่ เอาง่ายๆ CEO ไม่มีเสียเวลาทำบัญชีเอง สั่งลูกน้องแทน ไม่ทำการตลาดเอง สั่งลูกน้องไปวิจัยข้อมูลมารายงานให้ดู แม้แต่หา Supply Chain ก็ให้ลูกน้องไปหาราคามาเทียบ CEO มีเพียงหน้าทีเอาข้อมูลที่ตกผลึกมาประกอบการตัดสินใจว่า จะมุ่งเป้าไปทางไหนเท่านั้น
สิ่งที่ผมเกริ่นมามันคือ CEO ยุคดั้งเดิมครับ เพราะยุคนี้คนเก่งถูกย่อยสลายมาในรูปแบบ AI เกือยทั้งหมดนั่นแปลว่า ยุคนี้ คือ การวัดว่า ใครสวมบทบาท CEO ได้เก่งกว่ากัน นั่นคือ ใช้ AI ปรับใช้อย่างไรให้ Make Money กับเป้าหมายธุรกิจของตัวเองครับ หรือภาษาปะกิดเรียกว่า การ Implement ใช้งานจริง
จากที่เมื่อก่อนต้องจ้างคนเก่งแต่ละอย่างมาช่วยงาน ก็เปลี่ยนมาเช่า AI เดือนละ 6-700 ร้อย ถึง หลัก 3 พันบาท ก็ได้ผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ มาช่วยทำงานให้แล้วครับ ซึ่ง CEO ขนาดย่อมเกิดเป็นดอกเห็ดแน่นอนครับ อยู่ที่ว่าจะช่วยเครื่องมือเป็นตัวเชื่อมขับเคลื่อนธุรกิจได้ดีกว่ากัน
แต่ถ้าระบบใหญ่ใหญ่ก็ยังใช้ฮิวเหม็นอยู่แต่เป็นสัดส่วนที่ลดลง คือ ฮิวเหม็นที่ CEO จะใช้งาน คือ ต้องเก่งเหนือ AI จริงๆ
ผมยกตัวอย่างใกล้ตัวเลยครับ เมื่อก่อนผมจาก ฟรีแลนซ์เขียนโปรแกรมพัฒนาซอร์ฟแวร์ให้เพื่อเอามาขาย แต่เดี๋ยวนี้ ผมยอม Claude เดือนละ 700 บาทรับจบโปรเจ็คเลย และทำได้หลายโปรเจ็คด้วย คือ ผมสวมบทบาทเป็น CEO บริษัทพัฒนาซอร์ฟแวร์ หน้าทีผมคือ คิดไอเดีย ออกแบบภาพรวม และ Critical Thinking วิเคราะห์ในส่วนที่ว่า จะเอามันไปทำเงินอย่างไร ผมไม่มาเสียเวลา Coding เองทั้งหมดแล้ว วันๆ คิดแต่ไอเดียเท่านั้น พอได้ไอเดีย สั่ง Prompt ให้ Claude ทำในส่วน Operation แทน ผมแค่นั่งเอนตัว ไขว่ห้าง นั่งกระดิกเท้าจิบกาแฟรองานเสร็จ
คอนเซ็ปผมคือ งานอะไรที่ทำซ้ำๆ ซับซ้อนให้มันทำแทนหมด ผมมีหน้าที่บริหารจัดการ มองภาพรวม ตัดสินใจเพื่อไปถึงเป้าหมายเท่านั้น
คือที่ผมจะสื่อคือ ยุคต่อไป ในเมื่อมีเครื่องมืออย่าง AI เท่าเทียมกัน สิ่งที่จะแข่งขันในอนาคต คือ การบริหารจัดการแบบ CEO ว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน
แต่ในอนาคต อีลอนมัสต์ บอกว่า เมื่อถึงจุดที่ AI สามารถทำให้เราได้ทุกอย่าง เงินจะไม่มีความหมายอีกต่อไป CEO ก็อาจจะสูญพันธ์เช่นกัน
เป็น ยสตน. นะครับ
ผมผ่าสมองวิเคราะห์ด้วยตัวเอง
เพื่อนๆ มีมุมมองอย่างไร?