👩‍🦯‍➡️ตาบอดคลำช้าง🐘

🚘 จขกท.ไม่คิดว่าในโรงเรียนสอนขับรถ จะเอาผู้สอนทฤษฎีที่ขับรถไม่เป็นมาบรรยายให้ผู้เรียนฟัง แม้ผู้บรรยายจะแม่นทฤษฎีเพียงใดแต่ก็ไม่ได้รู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับการขับรถให้ปลอดภัยและให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าผู้เรียนมีข้อซักถามเกี่ยวกับเรื่องบนท้องถนน ผู้สอนก็สามารถนำแต่สิ่งที่ตนรู้จากการอ่านและจำมาแล้วเชื่อมโยงกับคำถามจึงเป็นคำตอบออกมา

🛶หรือในกรณีแย่หน่อยก็ใช้วิธีไล่ซักถามกลับเพื่อกลบเกลื่อนที่ตนรู้ไม่กว้างและละเอียดจริง จนคนถามต้องยอมแพ้ไปเองเพราะตอบเท่าไหร่ก็ไม่ตรงกับคำถามที่ครูสอนทฤษฎีขับรถตั้งธงไว้

👨‍🦯‍➡️ในด้านพุทธธรรมก็นัยเดียวกัน จะเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ที่ศึกษาจากตำราเพียงอย่างเดียวจะรู้ครอบคลุมทั้งปริยัติและปฏิบัติหากผู้นั้นไม่เคยปฏิบัติจนเกิดประสบการณ์ตรง

เช่นเดียวกัน ถ้าจะให้ผู้เน้นปฏิบัติตอบข้อซักถามของผู้ปริยัติแต่เพียงอย่างเดียว คำตอบก็จะไม่ถูกต้องไม่โดนใจนักตำราได้เลย เพราะขาดประสบการณ์จึงคิดว่าผู้ปฏิบัตินั้นไม่รู้ธรรมไม่รู้จริง

🐘ไม่ต่างกับตาบอดคลำช้างแล้วมาบอกเล่าสิ่งที่ตนสัมผัสได้แต่เพียงด้านเดียวแก่คนรอบตัว และเมื่อใครบอกแตกต่างออกไปจึงคัดค้านหัวชนฝาและวิวาทบาดหมางกันเพราะคิดไปว่าคนอื่นรู้ได้ไม่เท่าตน

⏳ตัวอย่างง่ายๆก็เรื่องคำว่า “อกาลิโก“ นี่เอง ที่นักตำราทั้งพระและฆราวาสตีความอรรถกถาเกินเลยจนกล่าวขัดแย้งพุทธพจน์ แล้วก็ยกหนังสือสวดมนต์ที่ผู้อื่นเขาสวดกันมาวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ทำหน้าระอาบ้าง ยิ้มเอ็นดูบ้าง ว่าแปลกันมาผิดทั้งนั้น

🚨และที่ถูกสำหรับนักตำรา(แต่ขัดแย้งพุทธพจน์)ก็คือ

อริยสัจ ๔ ไม่ใช่อกาลิโก
พระธรรมเกิดดับ(มีวันสิ้นสูญ)จึงไม่ใช่อกาลิโก
อกาลิโกหมายถึงขณะเกิดมรรคจิตผลจิตเท่านั้น
อริยสัจ ๔ เป็นเหตุ อกาลิโกเป็นผล คือมรรคจิตผลจิต


เป็นต้น ซึ่งน่าจะมีลูกแถออกมาเรื่อยๆก็ไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอะไร

นี่ขนาดเรื่องง่ายๆยังแถเละขนาดนี้ ถ้าเป็นเรื่องอนัตตา เรื่องการสรุปรวบยอดพุทธรรม จะขนาดไหน

เมื่อมีการถามด้วยความไม่รู้ คนตอบที่ก็รู้แต่เพียงทฤษฎีก็เลยต้องด้นสดชิ่งซ้ายป่ายขวาแล้วย้อนกลับให้ผู้อื่นกลับเข้าธงของตน พอผู้ถามยังอยากได้คำตอบอีกก็ต้อนคนถามขึ้นเขาลงห้วยเข้าทางลูกรัง จนคนถามเหนื่อยท้อต้องยอมวางไปเองนั่นละ

ซึ่งนักปราดบ้านเราก็ชื่นชมวิธีการสอนเช่นนี้เหลือเกิน นี่แระการปล่อยวางของแทร่ นี่แระคือธรรมะ ไม่ต้องรู้ ไม่ต้องทำอะไร วาง(ให้ผู้สอน)เมื่อไหร่คือบรรลุแล้ว
///////////////

จขกท.ได้มีโอกาสเรียนหนังสือกับชาวต่างชาติมาบ้าง ต้องบอกว่าต่างกับการเรียนการสอนในเมืองไทยมาก สำหรับครูผู้รู้จริงและตั้งใจจะมอบความรู้แก่ศิษย์จริงๆ จะไม่ใช้การถามตอบแบบบ้านเราที่เจอมาคือครูจะต้องเป็นผู้รู้จริงเท่านั้น ถ้านักเรียนถามด้วยความไม่รู้จะตำหนิติเตียน แต่ถ้านักเรียนถามดีตอบดีจะไม่ค่อยอยู่ในความสนใจ เพราะครูคือผู้รู้จริงต้องมาก่อน

ครูจขกท.ที่โดดเด่นมีอยู่คนนึง จะเป็นครูที่นักเรียนเกรงและเกร็งเมื่อเรียนกับครู เพราะครูมักจะถามให้เราคิดวิเคราะห์ และพอเราคิดไม่ออกก็จะรู้สึกว่าถามในเรื่องที่เรายังไม่เคยเรียนเลย ใครจะไปรู้ แต่พอเราตอบไม่ได้ก็ให้ข้อมูลทีละนิดเพื่อให้เราวิเคราะห์ต่อจากข้อมูลที่ได้มา เมื่อเรายังหลงครูก็แอบปล่อยข้อมูลเพิ่มให้อีก จนเราเริ่มเดินเข้าสู่เนื้อหาทีละนิดได้ด้วยตนเอง การตอบของนักเรียนจึงยืดหยุ่นแตกต่าง เพราะเป็นการวิเคราะห์ด้วยตัวเอง มีความเป็นตัวเอง แต่ไม่ออกนอกลู่นอกทางไปในเรื่องที่ไม่ใช่สาระประโยชน์ของบทเรียนเพราะมีครูผู้รอบรู้คอยกำกับไว้เป็นอย่างดี

จขกท.ก็อยากจะเห็นประเทศเรา ศาสนาเรามีครูผู้รอบรู้และชำนาญในการสอนคล้ายๆแบบนี้เยอะๆ ทิศทางการเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆก็น่าจะดีขึ้น

แต่เท่าที่เห็นในมุมศาสนาคือ นักตำราออกมาเรียกร้องว่าต่อไปผู้สอนพุทธธรรมต้องจบบาลี จบหลักสูตรนั่นนี่  ตำราชั้นรองนี่นั่น คือไม่พูดถึงการปฏิบัติเลย คือจะเอาแต่คนตาบอดมาสอนพุทธธรรมนั่นแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่