พืชพรรณสมุนไพร ตัวช่วยเรื่องความงามของชาวไทยทั้งหญิงชาย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ; ยุคนี้ใครจะทำตามก็ได้

พืชพรรณสมุนไพร ตัวช่วยเรื่องความงามของชาวไทยทั้งหญิงชาย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ต่าง ๆ พัฒนาไปมาก เกิดการทำหัตถการด้านความงามหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นดริปวิตามินผิว วีเนียร์ หรือฉีดฟิลเลอร์ ทำให้ค่านิยมด้านความงามในสังคมปัจจุบันค่อนข้างแตกต่างจากอดีต
แล้วทุกคนสงสัยหรือไม่ว่า ค่านิยมด้านความงามในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นอย่างไร

ค่านิยมด้านความงามในช่วงดังกล่าวยังไม่ได้ต่างจากช่วงอยุธยามากนัก อย่างการมี “ผิวเหลือง” จากสมุนไพรนั้นก็ยังไม่ได้หายไป สะท้อนให้เห็นผ่านวรรณกรรมตลอดจนบทประพันธ์ต่าง ๆ เช่น

บทกลอนเรื่อง รามเกียรติ์ ความว่า “งามพรรณผิวเนื้อดังทองทา” และ “นวลละอองดั่งทองนพมาส” หรือใน “นิราศกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท” ที่กล่าวถึงการใช้ขมิ้นขัดผิว ความว่า “ลางรูปสวยรวยรื่น ขัดขมิ้นเป็นพื้นซัดสองสี”


ขณะเดียวกัน ค่านิยม “ฟันดำ” ที่ถือว่าสวยงาม ก็ยังคงดำรงอยู่ในสังคมสยาม โดยโนอาห์ เอ. แมคโดนัลด์ (Noah A. McDonald) แสดงความคิดเห็นทำนองเดียวกับเซอร์จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) เกี่ยวกับค่านิยมฟันดำของคนไทย กล่าวคือ สังคมสยามมีวัฒนธรรมการเคี้ยวหมากให้ฟันดำ ซึ่งเป็นสัญญะรูปแบบของความงามอย่างหนึ่ง นอกจากเคี้ยวหมากแล้ว ชาวสยามยังนิยมย้อมฟันให้เป็นสีดำด้วยผงขัดฟันตำรับของจีนอีกด้วย


การย้อมฟันให้เป็นสีดำในสายตาชาวตะวันตกมองว่าเป็นเรื่องอันตราย อย่างไรก็ตาม ชาวสยามมองว่าการมีฟันขาวเป็นเรื่องของสัตว์ ดังที่ชาวสยามจะตอบกลับทันทีเมื่อถูกห้ามไม้ให้ย้อมฟันดำว่า “ลิงตัวไหนก็มีฟันขาว”

ส่วนการเสริมความงามด้วยการ “แต่งหน้า” ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น พบว่าใช้แป้งชนิดต่าง ๆ ในการประทินโฉม เช่น แป้งพวง แป้งญวน และแป้งสารภี

นอกจากนี้ยังใช้พืชพรรณสมุนไพรต่าง ๆ เป็นเครื่องสำอางขัดผิวทำความสะอาด เช่น ขมิ้น และส้มมะขาม ดังสะท้อนให้เห็นจากวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ความว่า

“แต่งตัวตั้งใจจะให้งาม   ขมิ้นใส่ส้มมะขามขัดสี
แล้วอาบน้ำชำระอินทรีย์   ทาแป้งสารภีรื่นรวย
กระจกตั้งคันฉ่องส่องเงา   ผิวพรรณผมเผ้างามสลวย
ใส่น้ำมันกันกวดกระหมวดมวย   ผัดหน้าด้วยแป้งญวนเป็นนวลแดง”

ส่วนค่านิยมความงามเกี่ยวกับ “เล็บ” ในสมัยช่วง พ.ศ. 2367-2411 หรือในสมัยรัชกาลที่ 3-4 ก็ปรากฏหลักฐานของบาทหลวงปาลเลกัวซ์ที่บันทึกไว้ว่า

“พวกมั่งมีนิยมไว้เล็บยาว หญิงสาวและชายหนุ่มย้อมเล็บให้แดงด้วยยางไม้ชนิดหนึ่ง”
สะท้อนให้เห็นว่า การไว้เล็บยาวเป็นค่านิยมของคนมีฐานะที่ไม่ต้องลำบากตรากตรำใช้สองมือทำงานหนักจนสามารถปล่อยเล็บให้ยาวและยังเสริมความงามให้เล็บมีสีแดง

ในบันทึกของเซอร์จอห์น เบาว์ริง ก็อธิบายถึงการใช้พืชพรรณสมุนไพรหรือวัตถุดิบจากธรรมชาติ มาใช้ดูแลเล็บให้สวยงาม ซึ่งรวมถึงกระบวนการดูแลเล็บให้ยาวเร็ว ความว่า

“บรรดาสุภาพบุรุษสูบบุหรี่ พวกเขาเหน็บบุหรี่ไว้ที่หลังใบหู บางทีพวกเขาก็ถือไปด้วยเหมือนกัน
มีบุหรี่ที่มีกลิ่นหอมฟุ้ง เพราะทำจากวัสดุที่หอมและคล้องพวงมาลัยดอกไม้ไว้ที่ข้อมือ พวกเขาไว้
เล็บมือยาว [ตอนเย็นของ] วันที่มีอากาศเย็น พวกเขาจะเอาน้ำมันหมูมาทาเล็บทุกวัน อีกวิธีหนึ่ง
คือเอากระเทียมมาถูเล็บและเล็บงอกยาวอย่างเร็วมาก พวกเขาไม่สนใจจะทำงานอะไรอย่างอื่น
พวกเขาเฝ้าแต่ทำของเล่น ผู้ชายที่ไว้เล็บยาวคือพวกใจเสเพล จิตใจถูกครอบงำด้วยความสำรวย”

จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ค่านิยมความงามตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลฟัน ผิวพรรณ หรือเล็บ ล้วนพึ่งพาพืชพรรณสมุนไพรเป็นสำคัญ แม้ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้การใช้สมุนไพรแบบดั้งเดิมลดลง แต่คุณค่าของสมุนไพรก็ไม่ได้สูญหายไป แต่กลับพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของสารสกัดในเครื่องประทินโฉมสมัยใหม่ เช่น การนำสารสกัดเคอร์คูมิน (Curcumin) จากขมิ้นมาเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิว เป็นต้น

ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่