ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่าง
Bangkok–Washington ดูมีความเคลื่อนไหวหลายอย่างเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน จนน่าสนใจว่า นี่เป็นเพียงเหตุการณ์ที่บังเอิญเกิดพร้อมกัน หรือกำลังสะท้อนการ “ปรับสมดุล” ในนโยบายต่างประเทศไทย
ถ้ามองย้อนกลับไป ไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างพิเศษกับทั้งสองมหาอำนาจ
ด้านหนึ่ง
Bangkok–Washington เป็นความสัมพันธ์เก่าแก่ ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ และมีความร่วมมือทางทหารมายาวนาน
อีกด้านหนึ่ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
Bangkok–Beijing ใกล้ชิดขึ้นมาก ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านกลาโหม
ไทยจึงมักไม่ได้เลือกว่าจะอยู่ “ข้างจีน” หรือ “ข้างสหรัฐฯ” แต่พยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย
แต่ภาพในปี 2026 เริ่มมีอะไรบางอย่างที่น่าสังเกต
Bangkok–Washington : จากพันธมิตรเดิม สู่ความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ใหม่?
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเคลื่อนไหวระหว่างไทยกับสหรัฐฯ รอบนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องทหาร
มีทั้งความร่วมมือเรื่อง
สายเคเบิลใต้น้ำไทย–สหรัฐฯ ซึ่งมีแนวคิดวางเส้นทางที่หลีกเลี่ยงทะเลจีนใต้
มีความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ของ
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR และเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
รัฐมนตรีต่างประเทศไทยเดินทางไป
ฮาวาย และมีการหารือกับฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ
ขณะที่
USS Abraham Lincoln Carrier Strike Group ก็เดินทางมาเยือนไทยในเดือนกันยายน
นอกจากนี้ยังมีความพยายามผลักดันความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในวันนี้ ไทยเสนอการพบ
อนุทิน–Trump เรื่องเศรษฐกิจ/การค้า
ถ้าแต่ละเรื่องเกิดขึ้นแยกกัน อาจไม่ได้แปลกอะไร
แต่เมื่อเกิดทั้ง
กลาโหม + พลังงาน + Digital Infrastructure + การค้า + การทูต
ในช่วงเวลาใกล้กัน ภาพของ Bangkok–Washington จึงน่าสนใจกว่าเดิม
แล้ว Bangkok–Beijing กำลังมีปัญหาหรือไม่?
ยังคิดว่าใช้คำว่า “ไทยกับจีนแตกกัน” คงแรงเกินไป
จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจไทย และความร่วมมือหลายโครงการก็ยังดำเนินต่อไป
แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในสมการคือ
กัมพูชา
จีนมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการทหารที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา และกัมพูชามีอาวุธที่จัดหาจากจีน
เมื่อเกิดความตึงเครียดและการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประเด็นนี้จึงละเอียดอ่อนต่อไทยมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ฝ่ายจีนจะอธิบายว่า การจัดหาอาวุธให้กัมพูชาเป็นความสัมพันธ์และการซื้อขายตามปกติ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำมาใช้กับไทยก็ตาม
รวมถึงเรื่องทูตจีนในไทย ที่ รมต ต่างประเทศไทย วิจารณ์การทำงานแบบปกป้องผลประโยชน์จีนเกินไป แทนที่จะทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์อันดี
คำถามคือ ในมุมของฝ่ายความมั่นคงไทย และรัฐบาล เหตุการณ์นี้ทำให้การพึ่งพาจีนในบางด้านถูกนำกลับมาทบทวนหรือไม่?
ไทยอาจไม่ได้กำลัง “เลือกอเมริกา” แต่กำลังลดความเสี่ยง
มองว่าอีกสมมติฐานหนึ่งน่าสนใจกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่
Thailand : China → United States
แต่อาจเป็น
Thailand : China-heavy → China + United States + Japan + Korea + Others
พูดง่าย ๆ คือ ไทยอาจไม่ได้ต้องการถอยออกจากจีน แต่ไม่ต้องการให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
สายเคเบิลใต้น้ำเป็นเรื่องความมั่นคงของข้อมูล
SMR เป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน
กองทัพเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ
Supply Chain และการลงทุนเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เมื่อโลกกำลังแบ่งการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ชัดขึ้น การกระจายความสัมพันธ์จึงอาจมีประโยชน์ต่อพื้นที่ทางการทูตของไทย
Bangkok–Washington อาจกำลังเข้าสู่รอบใหม่?
เพราะถ้ามองย้อนหลังหลายปี เรามักพูดกันว่าอิทธิพลของจีนในไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ แม้ยังเป็นพันธมิตรกัน แต่ไม่ได้ดูโดดเด่นเหมือนในอดีต
แต่ภาพในปี 2026 ดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย
Washington เริ่มกลับเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการที่เป็น Strategic Infrastructure ของไทยมากขึ้น ขณะที่ Bangkok เองก็ดูเปิดพื้นที่ให้ความร่วมมือเหล่านี้มากขึ้นเช่นกัน
และทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ปัจจัย
China–Cambodia–Thailand กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนขึ้น
จึงอยากโยนคำถามไว้ว่า
Bangkok–Washington กำลังเข้าสู่ช่วงใกล้ชิดกันรอบใหม่หรือไม่?
และเหตุการณ์ไทย–กัมพูชา รวมถึงบทบาทของจีนต่อกัมพูชา มีส่วนทำให้ไทยต้องกลับมาปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์มากน้อยแค่ไหน?
หรือสุดท้ายแล้ว นี่ก็ยังเป็นนโยบายแบบเดิมของไทย —
เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง และพยายามรักษาพื้นที่ในการต่อรองระหว่างมหาอำนาจ
อยากฟังความเห็นของคนที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ เพราะถ้ามองแต่ละเหตุการณ์แยกกันอาจไม่มีอะไร แต่พอนำมาต่อกัน ภาพของ
Bangkok–Washington–Beijing ในปี 2026 ดูน่าสนใจขึ้นจริง ๆ
Bangkok – Washington ไทย กำลังขยับใกล้ สหรัฐฯ และห่างจีนขึ้นหรือเปล่า ?
ถ้ามองย้อนกลับไป ไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างพิเศษกับทั้งสองมหาอำนาจ
ด้านหนึ่ง Bangkok–Washington เป็นความสัมพันธ์เก่าแก่ ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ และมีความร่วมมือทางทหารมายาวนาน
อีกด้านหนึ่ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Bangkok–Beijing ใกล้ชิดขึ้นมาก ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านกลาโหม
ไทยจึงมักไม่ได้เลือกว่าจะอยู่ “ข้างจีน” หรือ “ข้างสหรัฐฯ” แต่พยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย
แต่ภาพในปี 2026 เริ่มมีอะไรบางอย่างที่น่าสังเกต
Bangkok–Washington : จากพันธมิตรเดิม สู่ความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ใหม่?
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเคลื่อนไหวระหว่างไทยกับสหรัฐฯ รอบนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องทหาร
มีทั้งความร่วมมือเรื่อง สายเคเบิลใต้น้ำไทย–สหรัฐฯ ซึ่งมีแนวคิดวางเส้นทางที่หลีกเลี่ยงทะเลจีนใต้
มีความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ของ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR และเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
รัฐมนตรีต่างประเทศไทยเดินทางไป ฮาวาย และมีการหารือกับฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ
ขณะที่ USS Abraham Lincoln Carrier Strike Group ก็เดินทางมาเยือนไทยในเดือนกันยายน
นอกจากนี้ยังมีความพยายามผลักดันความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในวันนี้ ไทยเสนอการพบ อนุทิน–Trump เรื่องเศรษฐกิจ/การค้า
ถ้าแต่ละเรื่องเกิดขึ้นแยกกัน อาจไม่ได้แปลกอะไร
แต่เมื่อเกิดทั้ง
กลาโหม + พลังงาน + Digital Infrastructure + การค้า + การทูต
ในช่วงเวลาใกล้กัน ภาพของ Bangkok–Washington จึงน่าสนใจกว่าเดิม
แล้ว Bangkok–Beijing กำลังมีปัญหาหรือไม่?
ยังคิดว่าใช้คำว่า “ไทยกับจีนแตกกัน” คงแรงเกินไป
จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจไทย และความร่วมมือหลายโครงการก็ยังดำเนินต่อไป
แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในสมการคือ กัมพูชา
จีนมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการทหารที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา และกัมพูชามีอาวุธที่จัดหาจากจีน
เมื่อเกิดความตึงเครียดและการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประเด็นนี้จึงละเอียดอ่อนต่อไทยมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ฝ่ายจีนจะอธิบายว่า การจัดหาอาวุธให้กัมพูชาเป็นความสัมพันธ์และการซื้อขายตามปกติ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำมาใช้กับไทยก็ตาม
รวมถึงเรื่องทูตจีนในไทย ที่ รมต ต่างประเทศไทย วิจารณ์การทำงานแบบปกป้องผลประโยชน์จีนเกินไป แทนที่จะทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์อันดี
คำถามคือ ในมุมของฝ่ายความมั่นคงไทย และรัฐบาล เหตุการณ์นี้ทำให้การพึ่งพาจีนในบางด้านถูกนำกลับมาทบทวนหรือไม่?
ไทยอาจไม่ได้กำลัง “เลือกอเมริกา” แต่กำลังลดความเสี่ยง
มองว่าอีกสมมติฐานหนึ่งน่าสนใจกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่
Thailand : China → United States
แต่อาจเป็น
Thailand : China-heavy → China + United States + Japan + Korea + Others
พูดง่าย ๆ คือ ไทยอาจไม่ได้ต้องการถอยออกจากจีน แต่ไม่ต้องการให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
สายเคเบิลใต้น้ำเป็นเรื่องความมั่นคงของข้อมูล
SMR เป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน
กองทัพเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ
Supply Chain และการลงทุนเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เมื่อโลกกำลังแบ่งการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ชัดขึ้น การกระจายความสัมพันธ์จึงอาจมีประโยชน์ต่อพื้นที่ทางการทูตของไทย
Bangkok–Washington อาจกำลังเข้าสู่รอบใหม่?
เพราะถ้ามองย้อนหลังหลายปี เรามักพูดกันว่าอิทธิพลของจีนในไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ แม้ยังเป็นพันธมิตรกัน แต่ไม่ได้ดูโดดเด่นเหมือนในอดีต
แต่ภาพในปี 2026 ดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย
Washington เริ่มกลับเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการที่เป็น Strategic Infrastructure ของไทยมากขึ้น ขณะที่ Bangkok เองก็ดูเปิดพื้นที่ให้ความร่วมมือเหล่านี้มากขึ้นเช่นกัน
และทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ปัจจัย China–Cambodia–Thailand กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนขึ้น
จึงอยากโยนคำถามไว้ว่า
Bangkok–Washington กำลังเข้าสู่ช่วงใกล้ชิดกันรอบใหม่หรือไม่?
และเหตุการณ์ไทย–กัมพูชา รวมถึงบทบาทของจีนต่อกัมพูชา มีส่วนทำให้ไทยต้องกลับมาปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์มากน้อยแค่ไหน?
หรือสุดท้ายแล้ว นี่ก็ยังเป็นนโยบายแบบเดิมของไทย —
เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง และพยายามรักษาพื้นที่ในการต่อรองระหว่างมหาอำนาจ
อยากฟังความเห็นของคนที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ เพราะถ้ามองแต่ละเหตุการณ์แยกกันอาจไม่มีอะไร แต่พอนำมาต่อกัน ภาพของ
Bangkok–Washington–Beijing ในปี 2026 ดูน่าสนใจขึ้นจริง ๆ