ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายข้ามชาติกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ หลังดีเอสไอประสานกรมศุลกากรอายัดตู้สินค้าที่เชื่อมโยงกับการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 50 ตู้ เพื่อตรวจสอบและขยายผลขบวนการลักลอบนำเข้าขยะพิษมายังประเทศไทย
https://www.facebook.com/share/p/1UevLxRzLM/?mibextid=wwXIfr
ผลการตรวจสอบพบว่า ในจำนวน 50 ตู้ มี 19 ตู้ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจพบความผิดและดำเนินการจับกุมแล้ว อีก 14 ตู้ไม่พบข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนอีก 17 ตู้มีข้อมูลการนำเข้า โดยบางส่วนถูกตรวจปล่อยก่อนมีคำสั่งอายัด และบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
การเปิดตรวจตู้สินค้าพบการสำแดงเป็นเศษโลหะและเศษอะลูมิเนียม แต่ภายในกลับมีเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ พลาสติก ยางรถยนต์และวัสดุอื่นปะปน ซึ่งเข้าข่ายขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย รวมถึงอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน
กรมศุลกากรเปิดเผยว่า ช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 สามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านสิ่งแวดล้อมได้ 187 คดี น้ำหนักของกลางรวม 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท
ของกลางดังกล่าวแบ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายประมาณ 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกประมาณ 300,000 กิโลกรัม สะท้อนปริมาณของเสียที่พยายามเข้าสู่ประเทศไทยอย่างมหาศาล
เมื่อย้อนข้อมูลตั้งแต่ปี 2568 พบการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ อย่างน้อย 238 ตัน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่พบข้อมูลเชื่อมโยงบริษัทผู้ส่งออกในสหรัฐฯ 7 บริษัท กับบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทยอีก 16 บริษัท จึงเตรียมตรวจสอบย้อนหลังและขยายผลตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ขนส่ง โรงงานรับสินค้า ไปจนถึงสถานที่กำจัดหรือทิ้งของเสีย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการ พร้อมผลักดันขยะอันตรายกลับประเทศต้นทางตามอนุสัญญาบาเซล เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางรองรับขยะพิษจากต่างประเทศ
ไทยอ่วม! เฉพาะปี 69 สหรัฐส่งขยะพิษมาไทย 50 ตู้ 9 ล้านกว่ากิโล รวม 2 ปี 238 ตัน
https://www.facebook.com/share/p/1UevLxRzLM/?mibextid=wwXIfr
ผลการตรวจสอบพบว่า ในจำนวน 50 ตู้ มี 19 ตู้ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจพบความผิดและดำเนินการจับกุมแล้ว อีก 14 ตู้ไม่พบข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนอีก 17 ตู้มีข้อมูลการนำเข้า โดยบางส่วนถูกตรวจปล่อยก่อนมีคำสั่งอายัด และบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
การเปิดตรวจตู้สินค้าพบการสำแดงเป็นเศษโลหะและเศษอะลูมิเนียม แต่ภายในกลับมีเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ พลาสติก ยางรถยนต์และวัสดุอื่นปะปน ซึ่งเข้าข่ายขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย รวมถึงอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน
กรมศุลกากรเปิดเผยว่า ช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 สามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านสิ่งแวดล้อมได้ 187 คดี น้ำหนักของกลางรวม 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท
ของกลางดังกล่าวแบ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายประมาณ 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกประมาณ 300,000 กิโลกรัม สะท้อนปริมาณของเสียที่พยายามเข้าสู่ประเทศไทยอย่างมหาศาล
เมื่อย้อนข้อมูลตั้งแต่ปี 2568 พบการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ อย่างน้อย 238 ตัน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่พบข้อมูลเชื่อมโยงบริษัทผู้ส่งออกในสหรัฐฯ 7 บริษัท กับบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทยอีก 16 บริษัท จึงเตรียมตรวจสอบย้อนหลังและขยายผลตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ขนส่ง โรงงานรับสินค้า ไปจนถึงสถานที่กำจัดหรือทิ้งของเสีย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการ พร้อมผลักดันขยะอันตรายกลับประเทศต้นทางตามอนุสัญญาบาเซล เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางรองรับขยะพิษจากต่างประเทศ