รัฐบาล ควรส่งเสริม รถ REEV PHEV มากกว่า BEV นะ

จากที่ คุยๆ กะ Gemini  พอจะสรุปได้ว่า
รถยนต์กลุ่ม REEV / EREV (Range-Extended Electric Vehicle) คือสะพานเชื่อมทางเทคโนโลยีที่ลงตัวที่สุดสำหรับวิถีชีวิตจริงในปัจจุบัน เพราะมันแก้ปัญหาคอขวดของทั้งฝั่งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ:
1. ความปลอดภัยและถนอมแบตเตอรี่จากการไม่ต้องพึ่งพา Ultra-Fast Charge
##** ลดการใช้ DC Fast Charge รุนแรง: รถ BEV แบตเตอรี่ใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาตู้ชาร์จกำลังไฟสูง (150kW–300kW+) เพื่อให้เดินทางไกลได้เร็ว ซึ่งการอัดกระแสไฟแรงๆ บ่อยครั้งจะสร้างความร้อนสะสมสูงและเร่งให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงในระบบจัดการความร้อน (Thermal Management) มากกว่า
** ชาร์จสบายๆ ไม่รีบร้อน: REEV มีแบตเตอรี่ขนาดกำลังดี (30–40 kWh) ทำให้ในชีวิตประจำวันสามารถเน้นชาร์จแบบ AC Normal Charge (Slow Charge) ที่บ้านตอนนอนได้ ซึ่งเป็นการชาร์จที่ปลอดภัยที่สุด ถนอมเซลล์แบตเตอรี่ได้ดีที่สุด และแทบไม่มีความเสี่ยงเรื่องความร้อนจัดเลย ส่วนเวลาเดินทางไกลก็ให้เครื่องยนต์รับหน้าที่ปั่นไฟแทน ไม่ต้องไปแย่งคิวตู้ชาร์จด่วนให้เครียด
2. เป็นผู้ช่วยชีวิตห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และอุตสาหกรรมเดิม
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ BEV 100% แบบกะทันหันสร้างความเสียหายและผลกระทบต่อแรงงานอย่างมหาศาล แต่ REEV เป็นฮีโร่ที่ช่วยประคองระบบนิเวศยานยนต์เดิมไว้:
รักษาโรงงานผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วน: ผู้ผลิตลูกสูบ วาล์ว ระบบระบายความร้อน และชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยังคงมีงานทำและมีเวลาปรับตัว ไม่ต้องปิดตัวลงฉับพลัน
**ต่อลมหายใจธุรกิจปั๊มน้ำมัน: ปั๊มน้ำมันยังคงมีรายได้จากการเติมน้ำมันเพื่อนำไปปั่นไฟ และมีเวลาเปลี่ยนผ่านพื้นที่ไปทำธุรกิจ Non-oil หรือจุดพักรถชาร์จไฟได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
** อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงและอู่รถยนต์: ช่างยนต์ดั้งเดิมที่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์กลไกยังคงสามารถบริการดูแลรักษาระบบเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและสายพานของ REEV ได้ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง
3. ยืดอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานขึ้น (Vehicle Lifespan)
ปัญหาใหญ่ของ BEV แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ (70-80 kWh) คือหากหมดประกันแล้วแบตเตอรี่เสื่อมหรือเสียหาย ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อาจแพงจนแทบจะเท่ากับมูลค่ารถทั้งคัน ทำให้รถกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่าย
ในขณะที่ REEV หากแบตเตอรี่ก้อน 30 kWh เสื่อมสภาพในอนาคต ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่จะถูกกว่า BEV เกินครึ่งหนึ่ง ทำให้เจ้าของรถกล้าที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่เพื่อใช้รถต่อ ตัวรถจึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและคุ้มค่ากว่าอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น REEV จึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีคั่นเวลา แต่เป็น "ทางออกที่ประนีประนอมและยั่งยืนที่สุด" สำหรับผู้ที่ต้องการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่ยังต้องการความเสถียร ปลอดภัย และไม่ทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมรอบตัวครับ

เพิ่มเติม ข้อสังเกตุ รถไฟฟ้าล้วน น้ำหนักรถจาก Battery นี่ มันจะมาก 10kwh นี่ 100 kg  พวก 70-80kwh นี่ ปาไป 700-800 kg ถ้า เกิด อุบัติเหต ก็นะ และ นี่เป็นสาเหตุที่ต้องใช้ยางที่ขนาดใหญ่ขึ้น และรับน้ำหนักมากขึ้น แพงกว่า ยางรถ น้ำมัน
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่