สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านด้วยครับ
วันนี้ผมอยากมาแชร์ประสบการณ์ที่ผมได้เจอกับตัวเอง
เรียกได้ว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้ และ ผมคิดว่านี่เป็นประสบการณ์และสถานการณ์ที่หาฟังที่ไหนได้ยาก อยากให้คุณผู้อ่านทุกท่านลองอ่านบทความนี้ดู ใครที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตรุมเร้า รู้สึกไม่เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง หรืออะไรก็ช่าง ลองอ่านดูนะครับ
ปัจจุบันผมอายุ 27ปี ฐานะครอบครัวผมค่อนไปทางดี-ดีมาก เรียกได้ว่ามีกินมีใช้ได้แบบเหลือๆไม่ต้องลำบากไปขอกู้หนี้ยืมสินใครตั้งแต่ผมเกิดมา ถูกเลี้ยงมาอย่างสบาย ตั้งแต่เล็กจนโต
แต่ตัวผมเองก็มีปัญหาชีวิตรุมเร้าเยอะ เรียกว่าเป็นปัญหาทางกายละกัน เพราะผมเป็นไบโพล่าตั้งแต่สมัยวัยรุ่นตอนเรียนโรงเรียน อารมณ์ขึ้นๆลงๆ ซึมเศร้าก็เคยเป็น และก็พบปะหมอจิตเวชเป็นเรื่องธรรมดา
ยาเสพติดที่ผมใช้จะมีเพียง กระท่อมและกัญชาเป็นหลัก
ไม่เคยข้ามเส้นไปเสพยาเสพติดเยี่ยวม่วงหรือใดๆที่ผิดกฏหมาย ใช้เสพเพื่อความสนุก นอนฟังเพลงในห้องคนเดียว ไม่ก็ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆบ้างเป็นบางครั้ง
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ผมใช้กระท่อมและกัญชาอย่างหนัก สุดท้ายเรื่องกระทบถึงหูพ่อแม่ผม และ เขาก็จับตัวผมส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช ผมอยู่ในนั้นเป็นเวลา1เดือน และถูกปล่อยตัวออกมา
เรื่องมันจะจบแค่นั้นและไม่มีกระทู้นี้เกิดขึ้น ถ้าผมไม่ดิ้นรนและยังยืนยันกับท่านพ่อว่าผมจะใช้น้ำกระท่อมต่อ (ตอนนั้นด้วยความคึกคะนองและรักสนุก) ผมพูดกับพ่อแม่ผมว่า ผมจะใช้น้ำกระท่อมเหมือนเดิม แต่ผมก็จะไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร จะเป็นคนดีและอยู่กับร่องกับรอย
หลังจากที่ได้ลั่นวาจาไป และเรื่องก็ถูกพิจารณาอยู่ในชั้นศาลได้ซักครู่ คืนนั้นผมก็ใช้น้ำกระท่อมปกติ นอนฟังเพลงในห้องชิลๆ แล้วก็รู้สึกสบายใจที่ได้เปิดใจคุยกับพ่อแม่ตรงๆ และคิดว่าคงไม่มีอะไรให้ลำบากใจอีกแล้ว ปัญหาเหมือนจะจบลงตรงนั้น จนกระทั่ง เช้าที่แสนสงบสุขถูกทำลายโดยที่ผมตื่นมาพร้อมเสียงเคาะประตู พร้อมกับตำรวจ6-7นายยืนล้อมรอบเตียงผมอยู่...
หลังจากที่ออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวชได้ไม่ถึง2อาทิตย์ ผมก็กลับมาเหยียบที่โรงพยาบาลเดิม กับ เพื่อนกลุ่มเดิมที่ยังไม่ถูกปล่อยตัวออกไป พากันกอดคอนั่งปรับทุกข์ว่าเราจะเอายังไงกันต่อดี ผมสิ้นหวังมากและกลัวมากในใจคิดว่าจะไม่เอาอีกแล้ว ไม่เสพอะไรอีกแล้ว พอแล้ว ทั้งความโกรธความสับสนมันประดังเข้ามาหาผมไม่หยุดยั้ง ทำไมพ่อแม่ไม่ฟังที่ผมพูดบ้าง ทำไมตัวเราถึงไม่เลิกเสพ มันตีกันในหัวเต็มไปหมด
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 เดือน วันที่ผมเหมือนจะเป็นอิสระก็มาถึง แต่นั่นเป็นเพียงแค่ความคิดที่ผมคิดเอง
เพราะสถานีต่อไปไม่ใช่บ้านแต่เป็น ศูนย์บำบัดยาเสพติด ..
ผมถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลต่อตรงไปศูนย์พอดี ระยะทางห่างกันเป็น100โล (ศูนย์อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองเป็นลักษณะคล้ายๆอยู่บนดอยบนเขา ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ)
หลังจากที่ถูกส่งตัวมา ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย โดนจับเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีเขียวคล้ายชุดในโรงพยาบาล
พ่อแม่ก็ยังไม่ได้คุยอะไรใดๆ พวกท่านก็กลับไป ทิ้งให้ผมงุนงงอยู่กับเพื่อนๆในศูนย์อีก 90กว่าคน
ผมใช้ชีวิตอยู่ข้างในเหมือนตกนรกทั้งเป็น กินอาหารถาด3มื้อ (แกงมะเขือกับแกงฟักทองแทบทุกวัน) อากาศที่ร้อนระอุ ฝูง แมลงวัน แมลงหวี่ ยุง ที่คอยกัดคอยตอมตลอดทั้งวัน ตอนแรกนึกว่าจะได้มาพักที่ไหนได้ โดนสั่งทำงานทั้งวัน (เป็นศูนย์ที่ให้ผู้บำบัดดูแลกันเอง เหมือนว่าใครอยู่ได้นานก็จะมีตำแหน่งมียศมีชื่อเรียกให้ แล้วก็พอตำแหน่งขึ้นก็จะได้คุมคนที่มาใหม่หรือตำแหน่งต่ำกว่า ทำงานน้อยลงกว่าเดิม สบายขึ้นแค่ออกคำสั่ง)
ผมใช้ชีวิตอยู่ข้างในแบบเหมือนร่างไร้วิญญาณ ทุกวันต้องแหกขี้ตาตื่นมาตี5 วิ่งออกกำลังกาย ทำงานกวาดพื้น เสร็จไปกินข้าว กินข้าวเสร็จ ไปนั่งประชุมตอนเช้าท่องปรัชญาประมาณ1ชั่วโมง(โคตรน่าเบื่อจนอยากตาย)ทำเสร็จออกมาพักได้ 10-15นาที ทำงานอีก มีช่วงเวลาพักแค่ตอนกินข้าวเที่ยงเสร็จ1ชั่วโมง ที่เหลือทำงานๆๆๆๆ ทั้งวัน (ใครจะมองว่าผมนิสัยเหมือนลูกคุณหนู ใช้ชีวิตสบายมาตลอด ผมบอกเลยนะว่าเวลาผมตั้งใจผมก็ทำจริงๆไม่ว่าจะเรื่องอะไร แต่นี่มันหนักเกินกว่ามนุษย์คนนึงจะรับไหวจริงๆ)
คุณลองคิดสภาพว่า คุณถูกขังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง มีข้าวมีน้ำกินก็จริง แต่คุณโดยแยกตัวออกมาจากสังคมโลกภายนอกทิ้งแฟนทิ้งเพื่อนมาโดยกะทันหัน แล้วมาใช้ชีวิตแบบ "ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากที่นี่เมื่อไหร่" คุกยังรู้วันออกนะแต่นี่คือคุณไม่รู้อะไรเลย คุณจะเข้าใจว่ามันรู้สึกยังไง
ผู้บำบัดที่อยู่ด้านใน อยู่กันมาเป็นปีๆ ปีสองปียังไม่ได้กลับ บางคน3ปี! 5ปี! ยังไม่ได้กลับ บางคนญาติทิ้ง บางคนจากปกติเป็นเอ๋อไปเลยก็มี รวมพลคนเพี้ยนอยู่ข้างใน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันบ่นกันตลอดทั้งวัน คุยกันบทสนทนามีแต่คำว่า "เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน"......
หลังจากผมปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้ซักพักนึง ก็ไปรู้จักกับ ตัวละครเอกของเรื่อง ก็คือผู้บำบัดที่อยู่ด้วยกันนั่นแหละ ขอตั้งนามสมมุติว่า พี่Aนะครับ
พี่Aคือคนคนนึงที่คิดเหมือนผมว่า จะอยู่ได้ยังไงที่แบบนี้ ใครจะอยู่ไหว ตอนที่ผมเข้ามาวันแรก เป็นวันเดียวกับที่พี่เขาโดนจับเข้ามาจากการหลบหนีออกจากศูนย์ วันนั้นผมเห็นพี่A นั่งที่ม้านั่งกับเพื่อนอีกคน มีแผลโดนเย็บที่หัว กับแผลตามตัว ผมก็เข้าไปถามว่าโดนไรพี่
พี่Aก็บอกว่าพี่หนีน่ะสิ จะรอดอยู่แล้วเชียวโดนจับกลับเข้ามาก่อน กับเพื่อนอีกคนนึง
ผมต้องบอกก่อนว่า ที่นี่มีคนเคยหนีอยู่หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะไม่รอดและโดนจับกลับมาคุมขังใหม่ และถ้าหนีและโดนจับเข้ามาจะได้อยู่นานขึ้น (ระยะเวลาเป็นปี) ใครหนีจะโดนรุมกระทืบ โดนซ้อม โดนประณาม พอมีคนหนีจะทำให้คนในศูนย์ห้ามคุยโทรศัพท์กับญาติชั่วคราว ทำให้คนในศูนย์หลายคนที่เลือกอยู่ จะเกลียดคนที่คิดหนีหรือหนี (แค่พูดว่าจะหนีก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตได้) เพราะฉะนั้นการหนีเหมือนเป็นเรื่องต้องห้ามของสถานที่นี้
ผมได้ยินแบบนั้นมาก็คิดในใจแล้วว่า เอาวะ อย่างน้อยมันก็มีทางออกให้ ถึงแม้จะเลือนลางแต่ก็ยังมีทางออกละวะ (ความเชื่อ bodyslam)
ผมจะขอรวบรัดเล่าเพราะเนื้อหามันค่อนข้างเยอะมากๆ คือผมใช้ชีวิตอยู่ในนั้นอย่างทรมานกายใจได้1เดือน ผมกับพี่ A และพี่อีกคนหนึ่งก็ทำการหลบหนีครั้งแรก ซึ่งผมกับพวกพี่เขา หนีไปพ้นได้เป็นร้อยโล แต่โดนจับกลับมา เพราะญาติของพี่ A รู้พิกัดและแจ้งไปทางศูนย์ (หนีไปบ้านพี่ A) สุดท้ายผมหนีได้3-4วันก็โดนรวบกลับมา ยกเซ็ตทั้ง3คน
** ขออธิบายก่อนว่า รอบศูนย์จะถูกล้อมรอบด้วยป่าเขา ทางเข้าศูนย์จะเข้ามาจากทางถนนไกลออกไปได้ประมาณ3-4โล การที่จะหนีจากที่นี่ได้ คือต้องมีทั้ง 1.เงิน 2.ความกล้า3.ไหวพริบ เพราะระหว่างทางต้องขอความช่วยเหลือคน และห้ามพลาดตลอดการเดินทาง เรียกได้ว่า หนีให้ไกลไปให้พ้น ทีเดียวจบจะดีที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ง่าย
ย้อนกลับมาตอนโดนจับได้รอบแรก
ผมกับพี่Aโดนรวบกลับมา ทุกคนโดนซ้อมตามระเบียบ แต่มีผมเพียงคนเดียวที่โดนแค่ต่อยหน้า ที่เหลือคือทาง เจ้าหน้าที่หัวหน้าใหญ่หรือบิ๊กบอสของศูนย์เขาขอเด็กๆไว้ว่า อย่าทำผม ผมพึ่งมาไม่นานและพึ่งเคยหนีครั้งแรก
*ที่นี่ญาติเยี่ยมได้เดือนละครั้ง บางคนอยู่มาเป็นปีญาติยังไม่มาเยี่ยมก็มี แล้วแต่ว่าทางญาติจะคุยกับศูนย์ว่ายังไง* เวลาคุยมือถือกับญาติก็จะมีคนนั่งเฝ้า ห้ามเซ้าซี้กลับบ้าน พูดเรื่องไม่ดีให้พ่อแม่ได้ยิน ไม่งั้นจะโดนกดตัดสายซะด้วยไง
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายผ่านไป ผมที่หนีก็ต้องได้มารับโทษ 21วัน เป็นบทลงโทษสำหรับคนที่หนี คือการโดนใช้ทำงานอย่างหนัก (ย้ำว่าหนักจริงๆหนักจนแทบอยากจะตายตรงนั้นตรงไหนก็ได้) ทุกเช้าต้องตื่นตี4 มากวาดพื้น ตอนเที่ยงต้องเอาจอบไปขุด พรวนดิน ถางหญ้า กลางแดดร้อนๆเป็นชั่วโมง พร้อมกับโดนไอตำแหน่งสูงกว่า (เรียกได้ว่าเพี้ยนๆไม่เพี้ยนรวมกันอยู่ตำแหน่งสูงหมด) ตะโกนด่าตลอดการทำงาน
้เป็นการสั่งสอนเพื่อให้เข็ดและไม่หนีอีก ทำตั้งแต่เที่ยงถึงเย็นต่อด้วยรดน้ำต้นไม้ กว่าจะได้พัก แทบสิ้นชีวี
พร้อมเขียนบทความเต็ม1หน้ากระดาษว่าทำอะไรทั้งวันกี่โมงได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงาน(แค่แรงจากทำงานกูก็หมดแล้วต้องมาเขียนบทความอีก)เขียนทุกวัน และมาพรีเซนต์ให้เพื่อนๆฟังทุกเช้า หน้าแถว ทุกคนลองคิดสภาพผม
เนื้อตัวมีแต่แผล (รอยแผลจากการหลบหนีครั้งแรก ที่หนีไปในป่า) แผลเป็นหลุม น้ำหนองไหล แมลงวัน แมลงหวี่ตอม แผลเน่ากว่าเดิม ขอไปรักษาแผล ก็หยดยาให้แล้วก็ติดผ้าก๊อซแปะให้โง่ๆ 2-3จุด แค่วันเดียวแล้วก็ปล่อยทิ้ง บางทีไปเซ้าซี้หมอมากๆเขารำคาญไม่ทำให้ก็มี
ซึ่งตัวผมเองก็ทำใจที่จะอยู่ที่มันเหมือนนรกทั้งเป็นแบบนี้ต่อไปยังไง ได้แต่ภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ พ่อกับแม่อยู่ๆก็อยากมารับกลับ แต่มันก็ดูโอกาสที่จะเป็นไปได้แทบไม่มีเลย จนถึงขนาดที่ผมคิดสั้น (ที่ศูนย์นี้เคยมีคนผูกคอตายกับกระโดดน้ำตายมาแล้ว) คิดว่าทำไมชีวิตกูถึงต้องมาเป็นแบบนี้ มาเจออะไรแบบนี้ มันผิดมากเลยหรอกูแค่กินน้ำกระท่อม ? มันดูไม่ยุติธรรมเอาซะเลย โลกใบนี้ ผมได้แต่เก็บความคิดนี้ไว้ในใจ
ผ่านไปซักพักนึงเวลาล่วงเลยไป เข้าเดือนที่3 ก็เหมือนพระเจ้าเริ่มจะรู้เห็นเป็นใจกับผม ส่งแสงสว่างปลายอุโมงค์มาให้
"D" ผมขอใช้นามสมมุติว่าแบบนี้ละกัน เป็นรุ่นน้องผม 4-5ปี ได้ เขาโดนจับตัวกลับเข้ามารอบ2 (เคยมาครั้งแรกและอยู่เป็นเวลา2ปี ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกไป)
D เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาว ตัวสูง เคยเป็นดาราเก่ามาก่อน มีซิคแพค แถมที่บ้านรวยระดับพันล้าน ย้ำว่าพันล้านจริงๆ รวยมาก แต่ชีวิตเหมือนถูกติดอยู่ในกฏเกณฑ์มาตลอด ที่บ้านเลี้ยงเหมือนไข่ในหิน ทุกอย่างเป๊ะๆ จน D เริ่มมีพฤติกรรมใจแตกช่วงหลังๆมาที่หันไปเสพยาเสพติด จนพ่อแม่ท่านทนไม่ไหวเห็นท่าไม่ดีส่งเจ้าหนุ่มคนนี้เข้ามาพบเจอกับตัวผมที่สภาพใกล้ตายเต็มทน
หลังจากที่ได้รู้จักมักจี่กับพ่อหนุ่ม "D" คนนี้ได้ซักพักก็ได้การณ์ว่า D เล่าว่า ที่นี่มีระบบเหมือนจับเด็กเข้ามาและกล่อมพ่อแม่เด็กเพื่อบอกว่ากำลังรักษาลูกเขาอยู่ ต้องมีระยะเวลาประมาณนี้ๆนะถึงจะหายขาด ใช้กฏต่างๆนาๆมาอธิบาย เพื่อสูบตัง (ได้เดือนละเป็นล้านเด้อ) พ่อแม่ทุกรายที่ส่งมาก็แทบปักใจเชื่อเต็มร้อยว่า ลูกเขาหลังจากผ่านการบำบัดจะเลิกยาได้ 99-100% แต่ D ก็บอกว่า หลังจากออกไปเขาก็เข็ดได้สักพักนึง ก็เล่นยาใหม่ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
นอกจากทำให้เขากลัวที่จะเข้ามาที่นี่อีกรอบ แค่นั้น
D หลังจากได้แถลงการณ์เสร็จเป็นที่เรียบร้อย ผมก็มีความคิดในหัวผุดขึ้นมา "นี่แหละ ทีมที่สมบูรณ์แบบ"
หลังจากเวลาผ่านไปล่วงเลยครบ 3เดือน ในระหว่างทางที่ผมวางแผนกับ พี่AและD มาอย่างยาวนาน เฝ้ารอวันที่จะมีจังหวะเหมาะสมพอที่เราจะพรวดออกไปได้มีอิสระกันอีกครั้ง อย่างกับหนังเรื่อง Prison break season 2 ยังไงยังงั้น
และวันนั้นก็มาถึงจริงๆ ผมวางแผนกับ พี่A และ D ว่าเรา3คนจะหนีกันไป 'หลังเที่ยงคืน' มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด คนหลับกันหมด เรามีเวลาหนีกันถึงประมาณ ตี5-6โมงเช้า ก่อนที่ทุกคนจะตื่นมารวมตัวกัน และพบว่าไอ3ตัวนี้จะหายไปจากนรกขุมที่ 80
คืนนั้นเวลา ตี1 ในขณะที่ผมกำลังหลับ ก็มีคนกระชากขาผมให้ตื่น พร้อมกับสะกิดพี่ A ที่อยู่ข้างๆให้ตื่นขึ้นด้วย ถึงเวลาเริ่มแผนที่เราวางกันมาเป็นเดือนซักที...
ผมกับพี่ A และ D ค่อยๆย่องเบา ผ่านคนเฝ้ายามเวรดึกที่หลับแทบทุกวัน ไปอย่างช้าๆ ย่องผ่านบ้านที่คนรวมตัวกันนอน เลาะกำแพงห้องน้ำ (มีคนตื่นมาฉี่พอดีตรงนั้น แต่โชคดีมากที่ผมวิ่งสวนผ่านหลังเขามาพอดี) พุ่งตรงผ่านครัว วิ่งกันไปจนใกล้ถึงป่าด้านหลังศูนย์
จากนั้นก็สับสิคับ!!
ผมรีบวิ่งชุลมุนหนีเข้าป่ากับAD ในความมืดมิด หนามที่คอยเกี่ยวแขนขาให้เจ็บเล่น ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ผมรู้สึกเจ็บใดๆเลยซักนิด เพราะตอนนี้ผมตื่นเต้นจนเหมือนหัวใจจะหลุดออกจากทรวงอก เรา3คนค่อยๆวิ่งในป่าลึก ซักพักนึง ความตื่นเต้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความเหนื่อยแทน เพราะมันทั้งมืดทั้งหนาว แถมเราก็หลงกันด้วย
เดินมาถึงถนนเส้นหนึ่งเล็กๆเป็นซอยเปลี่ยว เสียงรถมอเตอไซค์ดังมาทางที่เราวิ่งกันออก เราก็คุยกัน3คนว่าเขารู้ตัวกันแล้วรึเปล่าวะ ปะ รีบไปกัน
มีต่อนะครับ
เล่าประสบการณ์หนีออกจากศูนย์บำบัดยาเสพติด
วันนี้ผมอยากมาแชร์ประสบการณ์ที่ผมได้เจอกับตัวเอง
เรียกได้ว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้ และ ผมคิดว่านี่เป็นประสบการณ์และสถานการณ์ที่หาฟังที่ไหนได้ยาก อยากให้คุณผู้อ่านทุกท่านลองอ่านบทความนี้ดู ใครที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตรุมเร้า รู้สึกไม่เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง หรืออะไรก็ช่าง ลองอ่านดูนะครับ
ปัจจุบันผมอายุ 27ปี ฐานะครอบครัวผมค่อนไปทางดี-ดีมาก เรียกได้ว่ามีกินมีใช้ได้แบบเหลือๆไม่ต้องลำบากไปขอกู้หนี้ยืมสินใครตั้งแต่ผมเกิดมา ถูกเลี้ยงมาอย่างสบาย ตั้งแต่เล็กจนโต
แต่ตัวผมเองก็มีปัญหาชีวิตรุมเร้าเยอะ เรียกว่าเป็นปัญหาทางกายละกัน เพราะผมเป็นไบโพล่าตั้งแต่สมัยวัยรุ่นตอนเรียนโรงเรียน อารมณ์ขึ้นๆลงๆ ซึมเศร้าก็เคยเป็น และก็พบปะหมอจิตเวชเป็นเรื่องธรรมดา
ยาเสพติดที่ผมใช้จะมีเพียง กระท่อมและกัญชาเป็นหลัก
ไม่เคยข้ามเส้นไปเสพยาเสพติดเยี่ยวม่วงหรือใดๆที่ผิดกฏหมาย ใช้เสพเพื่อความสนุก นอนฟังเพลงในห้องคนเดียว ไม่ก็ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆบ้างเป็นบางครั้ง
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ผมใช้กระท่อมและกัญชาอย่างหนัก สุดท้ายเรื่องกระทบถึงหูพ่อแม่ผม และ เขาก็จับตัวผมส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช ผมอยู่ในนั้นเป็นเวลา1เดือน และถูกปล่อยตัวออกมา
เรื่องมันจะจบแค่นั้นและไม่มีกระทู้นี้เกิดขึ้น ถ้าผมไม่ดิ้นรนและยังยืนยันกับท่านพ่อว่าผมจะใช้น้ำกระท่อมต่อ (ตอนนั้นด้วยความคึกคะนองและรักสนุก) ผมพูดกับพ่อแม่ผมว่า ผมจะใช้น้ำกระท่อมเหมือนเดิม แต่ผมก็จะไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร จะเป็นคนดีและอยู่กับร่องกับรอย
หลังจากที่ได้ลั่นวาจาไป และเรื่องก็ถูกพิจารณาอยู่ในชั้นศาลได้ซักครู่ คืนนั้นผมก็ใช้น้ำกระท่อมปกติ นอนฟังเพลงในห้องชิลๆ แล้วก็รู้สึกสบายใจที่ได้เปิดใจคุยกับพ่อแม่ตรงๆ และคิดว่าคงไม่มีอะไรให้ลำบากใจอีกแล้ว ปัญหาเหมือนจะจบลงตรงนั้น จนกระทั่ง เช้าที่แสนสงบสุขถูกทำลายโดยที่ผมตื่นมาพร้อมเสียงเคาะประตู พร้อมกับตำรวจ6-7นายยืนล้อมรอบเตียงผมอยู่...
หลังจากที่ออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวชได้ไม่ถึง2อาทิตย์ ผมก็กลับมาเหยียบที่โรงพยาบาลเดิม กับ เพื่อนกลุ่มเดิมที่ยังไม่ถูกปล่อยตัวออกไป พากันกอดคอนั่งปรับทุกข์ว่าเราจะเอายังไงกันต่อดี ผมสิ้นหวังมากและกลัวมากในใจคิดว่าจะไม่เอาอีกแล้ว ไม่เสพอะไรอีกแล้ว พอแล้ว ทั้งความโกรธความสับสนมันประดังเข้ามาหาผมไม่หยุดยั้ง ทำไมพ่อแม่ไม่ฟังที่ผมพูดบ้าง ทำไมตัวเราถึงไม่เลิกเสพ มันตีกันในหัวเต็มไปหมด
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 เดือน วันที่ผมเหมือนจะเป็นอิสระก็มาถึง แต่นั่นเป็นเพียงแค่ความคิดที่ผมคิดเอง
เพราะสถานีต่อไปไม่ใช่บ้านแต่เป็น ศูนย์บำบัดยาเสพติด ..
ผมถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลต่อตรงไปศูนย์พอดี ระยะทางห่างกันเป็น100โล (ศูนย์อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองเป็นลักษณะคล้ายๆอยู่บนดอยบนเขา ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ)
หลังจากที่ถูกส่งตัวมา ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย โดนจับเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีเขียวคล้ายชุดในโรงพยาบาล
พ่อแม่ก็ยังไม่ได้คุยอะไรใดๆ พวกท่านก็กลับไป ทิ้งให้ผมงุนงงอยู่กับเพื่อนๆในศูนย์อีก 90กว่าคน
ผมใช้ชีวิตอยู่ข้างในเหมือนตกนรกทั้งเป็น กินอาหารถาด3มื้อ (แกงมะเขือกับแกงฟักทองแทบทุกวัน) อากาศที่ร้อนระอุ ฝูง แมลงวัน แมลงหวี่ ยุง ที่คอยกัดคอยตอมตลอดทั้งวัน ตอนแรกนึกว่าจะได้มาพักที่ไหนได้ โดนสั่งทำงานทั้งวัน (เป็นศูนย์ที่ให้ผู้บำบัดดูแลกันเอง เหมือนว่าใครอยู่ได้นานก็จะมีตำแหน่งมียศมีชื่อเรียกให้ แล้วก็พอตำแหน่งขึ้นก็จะได้คุมคนที่มาใหม่หรือตำแหน่งต่ำกว่า ทำงานน้อยลงกว่าเดิม สบายขึ้นแค่ออกคำสั่ง)
ผมใช้ชีวิตอยู่ข้างในแบบเหมือนร่างไร้วิญญาณ ทุกวันต้องแหกขี้ตาตื่นมาตี5 วิ่งออกกำลังกาย ทำงานกวาดพื้น เสร็จไปกินข้าว กินข้าวเสร็จ ไปนั่งประชุมตอนเช้าท่องปรัชญาประมาณ1ชั่วโมง(โคตรน่าเบื่อจนอยากตาย)ทำเสร็จออกมาพักได้ 10-15นาที ทำงานอีก มีช่วงเวลาพักแค่ตอนกินข้าวเที่ยงเสร็จ1ชั่วโมง ที่เหลือทำงานๆๆๆๆ ทั้งวัน (ใครจะมองว่าผมนิสัยเหมือนลูกคุณหนู ใช้ชีวิตสบายมาตลอด ผมบอกเลยนะว่าเวลาผมตั้งใจผมก็ทำจริงๆไม่ว่าจะเรื่องอะไร แต่นี่มันหนักเกินกว่ามนุษย์คนนึงจะรับไหวจริงๆ)
คุณลองคิดสภาพว่า คุณถูกขังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง มีข้าวมีน้ำกินก็จริง แต่คุณโดยแยกตัวออกมาจากสังคมโลกภายนอกทิ้งแฟนทิ้งเพื่อนมาโดยกะทันหัน แล้วมาใช้ชีวิตแบบ "ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากที่นี่เมื่อไหร่" คุกยังรู้วันออกนะแต่นี่คือคุณไม่รู้อะไรเลย คุณจะเข้าใจว่ามันรู้สึกยังไง
ผู้บำบัดที่อยู่ด้านใน อยู่กันมาเป็นปีๆ ปีสองปียังไม่ได้กลับ บางคน3ปี! 5ปี! ยังไม่ได้กลับ บางคนญาติทิ้ง บางคนจากปกติเป็นเอ๋อไปเลยก็มี รวมพลคนเพี้ยนอยู่ข้างใน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันบ่นกันตลอดทั้งวัน คุยกันบทสนทนามีแต่คำว่า "เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน"......
หลังจากผมปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้ซักพักนึง ก็ไปรู้จักกับ ตัวละครเอกของเรื่อง ก็คือผู้บำบัดที่อยู่ด้วยกันนั่นแหละ ขอตั้งนามสมมุติว่า พี่Aนะครับ
พี่Aคือคนคนนึงที่คิดเหมือนผมว่า จะอยู่ได้ยังไงที่แบบนี้ ใครจะอยู่ไหว ตอนที่ผมเข้ามาวันแรก เป็นวันเดียวกับที่พี่เขาโดนจับเข้ามาจากการหลบหนีออกจากศูนย์ วันนั้นผมเห็นพี่A นั่งที่ม้านั่งกับเพื่อนอีกคน มีแผลโดนเย็บที่หัว กับแผลตามตัว ผมก็เข้าไปถามว่าโดนไรพี่
พี่Aก็บอกว่าพี่หนีน่ะสิ จะรอดอยู่แล้วเชียวโดนจับกลับเข้ามาก่อน กับเพื่อนอีกคนนึง
ผมต้องบอกก่อนว่า ที่นี่มีคนเคยหนีอยู่หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะไม่รอดและโดนจับกลับมาคุมขังใหม่ และถ้าหนีและโดนจับเข้ามาจะได้อยู่นานขึ้น (ระยะเวลาเป็นปี) ใครหนีจะโดนรุมกระทืบ โดนซ้อม โดนประณาม พอมีคนหนีจะทำให้คนในศูนย์ห้ามคุยโทรศัพท์กับญาติชั่วคราว ทำให้คนในศูนย์หลายคนที่เลือกอยู่ จะเกลียดคนที่คิดหนีหรือหนี (แค่พูดว่าจะหนีก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตได้) เพราะฉะนั้นการหนีเหมือนเป็นเรื่องต้องห้ามของสถานที่นี้
ผมได้ยินแบบนั้นมาก็คิดในใจแล้วว่า เอาวะ อย่างน้อยมันก็มีทางออกให้ ถึงแม้จะเลือนลางแต่ก็ยังมีทางออกละวะ (ความเชื่อ bodyslam)
ผมจะขอรวบรัดเล่าเพราะเนื้อหามันค่อนข้างเยอะมากๆ คือผมใช้ชีวิตอยู่ในนั้นอย่างทรมานกายใจได้1เดือน ผมกับพี่ A และพี่อีกคนหนึ่งก็ทำการหลบหนีครั้งแรก ซึ่งผมกับพวกพี่เขา หนีไปพ้นได้เป็นร้อยโล แต่โดนจับกลับมา เพราะญาติของพี่ A รู้พิกัดและแจ้งไปทางศูนย์ (หนีไปบ้านพี่ A) สุดท้ายผมหนีได้3-4วันก็โดนรวบกลับมา ยกเซ็ตทั้ง3คน
** ขออธิบายก่อนว่า รอบศูนย์จะถูกล้อมรอบด้วยป่าเขา ทางเข้าศูนย์จะเข้ามาจากทางถนนไกลออกไปได้ประมาณ3-4โล การที่จะหนีจากที่นี่ได้ คือต้องมีทั้ง 1.เงิน 2.ความกล้า3.ไหวพริบ เพราะระหว่างทางต้องขอความช่วยเหลือคน และห้ามพลาดตลอดการเดินทาง เรียกได้ว่า หนีให้ไกลไปให้พ้น ทีเดียวจบจะดีที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ง่าย
ย้อนกลับมาตอนโดนจับได้รอบแรก
ผมกับพี่Aโดนรวบกลับมา ทุกคนโดนซ้อมตามระเบียบ แต่มีผมเพียงคนเดียวที่โดนแค่ต่อยหน้า ที่เหลือคือทาง เจ้าหน้าที่หัวหน้าใหญ่หรือบิ๊กบอสของศูนย์เขาขอเด็กๆไว้ว่า อย่าทำผม ผมพึ่งมาไม่นานและพึ่งเคยหนีครั้งแรก
*ที่นี่ญาติเยี่ยมได้เดือนละครั้ง บางคนอยู่มาเป็นปีญาติยังไม่มาเยี่ยมก็มี แล้วแต่ว่าทางญาติจะคุยกับศูนย์ว่ายังไง* เวลาคุยมือถือกับญาติก็จะมีคนนั่งเฝ้า ห้ามเซ้าซี้กลับบ้าน พูดเรื่องไม่ดีให้พ่อแม่ได้ยิน ไม่งั้นจะโดนกดตัดสายซะด้วยไง
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายผ่านไป ผมที่หนีก็ต้องได้มารับโทษ 21วัน เป็นบทลงโทษสำหรับคนที่หนี คือการโดนใช้ทำงานอย่างหนัก (ย้ำว่าหนักจริงๆหนักจนแทบอยากจะตายตรงนั้นตรงไหนก็ได้) ทุกเช้าต้องตื่นตี4 มากวาดพื้น ตอนเที่ยงต้องเอาจอบไปขุด พรวนดิน ถางหญ้า กลางแดดร้อนๆเป็นชั่วโมง พร้อมกับโดนไอตำแหน่งสูงกว่า (เรียกได้ว่าเพี้ยนๆไม่เพี้ยนรวมกันอยู่ตำแหน่งสูงหมด) ตะโกนด่าตลอดการทำงาน
้เป็นการสั่งสอนเพื่อให้เข็ดและไม่หนีอีก ทำตั้งแต่เที่ยงถึงเย็นต่อด้วยรดน้ำต้นไม้ กว่าจะได้พัก แทบสิ้นชีวี
พร้อมเขียนบทความเต็ม1หน้ากระดาษว่าทำอะไรทั้งวันกี่โมงได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงาน(แค่แรงจากทำงานกูก็หมดแล้วต้องมาเขียนบทความอีก)เขียนทุกวัน และมาพรีเซนต์ให้เพื่อนๆฟังทุกเช้า หน้าแถว ทุกคนลองคิดสภาพผม
เนื้อตัวมีแต่แผล (รอยแผลจากการหลบหนีครั้งแรก ที่หนีไปในป่า) แผลเป็นหลุม น้ำหนองไหล แมลงวัน แมลงหวี่ตอม แผลเน่ากว่าเดิม ขอไปรักษาแผล ก็หยดยาให้แล้วก็ติดผ้าก๊อซแปะให้โง่ๆ 2-3จุด แค่วันเดียวแล้วก็ปล่อยทิ้ง บางทีไปเซ้าซี้หมอมากๆเขารำคาญไม่ทำให้ก็มี
ซึ่งตัวผมเองก็ทำใจที่จะอยู่ที่มันเหมือนนรกทั้งเป็นแบบนี้ต่อไปยังไง ได้แต่ภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ พ่อกับแม่อยู่ๆก็อยากมารับกลับ แต่มันก็ดูโอกาสที่จะเป็นไปได้แทบไม่มีเลย จนถึงขนาดที่ผมคิดสั้น (ที่ศูนย์นี้เคยมีคนผูกคอตายกับกระโดดน้ำตายมาแล้ว) คิดว่าทำไมชีวิตกูถึงต้องมาเป็นแบบนี้ มาเจออะไรแบบนี้ มันผิดมากเลยหรอกูแค่กินน้ำกระท่อม ? มันดูไม่ยุติธรรมเอาซะเลย โลกใบนี้ ผมได้แต่เก็บความคิดนี้ไว้ในใจ
ผ่านไปซักพักนึงเวลาล่วงเลยไป เข้าเดือนที่3 ก็เหมือนพระเจ้าเริ่มจะรู้เห็นเป็นใจกับผม ส่งแสงสว่างปลายอุโมงค์มาให้
"D" ผมขอใช้นามสมมุติว่าแบบนี้ละกัน เป็นรุ่นน้องผม 4-5ปี ได้ เขาโดนจับตัวกลับเข้ามารอบ2 (เคยมาครั้งแรกและอยู่เป็นเวลา2ปี ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกไป)
D เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาว ตัวสูง เคยเป็นดาราเก่ามาก่อน มีซิคแพค แถมที่บ้านรวยระดับพันล้าน ย้ำว่าพันล้านจริงๆ รวยมาก แต่ชีวิตเหมือนถูกติดอยู่ในกฏเกณฑ์มาตลอด ที่บ้านเลี้ยงเหมือนไข่ในหิน ทุกอย่างเป๊ะๆ จน D เริ่มมีพฤติกรรมใจแตกช่วงหลังๆมาที่หันไปเสพยาเสพติด จนพ่อแม่ท่านทนไม่ไหวเห็นท่าไม่ดีส่งเจ้าหนุ่มคนนี้เข้ามาพบเจอกับตัวผมที่สภาพใกล้ตายเต็มทน
หลังจากที่ได้รู้จักมักจี่กับพ่อหนุ่ม "D" คนนี้ได้ซักพักก็ได้การณ์ว่า D เล่าว่า ที่นี่มีระบบเหมือนจับเด็กเข้ามาและกล่อมพ่อแม่เด็กเพื่อบอกว่ากำลังรักษาลูกเขาอยู่ ต้องมีระยะเวลาประมาณนี้ๆนะถึงจะหายขาด ใช้กฏต่างๆนาๆมาอธิบาย เพื่อสูบตัง (ได้เดือนละเป็นล้านเด้อ) พ่อแม่ทุกรายที่ส่งมาก็แทบปักใจเชื่อเต็มร้อยว่า ลูกเขาหลังจากผ่านการบำบัดจะเลิกยาได้ 99-100% แต่ D ก็บอกว่า หลังจากออกไปเขาก็เข็ดได้สักพักนึง ก็เล่นยาใหม่ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
นอกจากทำให้เขากลัวที่จะเข้ามาที่นี่อีกรอบ แค่นั้น
D หลังจากได้แถลงการณ์เสร็จเป็นที่เรียบร้อย ผมก็มีความคิดในหัวผุดขึ้นมา "นี่แหละ ทีมที่สมบูรณ์แบบ"
หลังจากเวลาผ่านไปล่วงเลยครบ 3เดือน ในระหว่างทางที่ผมวางแผนกับ พี่AและD มาอย่างยาวนาน เฝ้ารอวันที่จะมีจังหวะเหมาะสมพอที่เราจะพรวดออกไปได้มีอิสระกันอีกครั้ง อย่างกับหนังเรื่อง Prison break season 2 ยังไงยังงั้น
และวันนั้นก็มาถึงจริงๆ ผมวางแผนกับ พี่A และ D ว่าเรา3คนจะหนีกันไป 'หลังเที่ยงคืน' มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด คนหลับกันหมด เรามีเวลาหนีกันถึงประมาณ ตี5-6โมงเช้า ก่อนที่ทุกคนจะตื่นมารวมตัวกัน และพบว่าไอ3ตัวนี้จะหายไปจากนรกขุมที่ 80
คืนนั้นเวลา ตี1 ในขณะที่ผมกำลังหลับ ก็มีคนกระชากขาผมให้ตื่น พร้อมกับสะกิดพี่ A ที่อยู่ข้างๆให้ตื่นขึ้นด้วย ถึงเวลาเริ่มแผนที่เราวางกันมาเป็นเดือนซักที...
ผมกับพี่ A และ D ค่อยๆย่องเบา ผ่านคนเฝ้ายามเวรดึกที่หลับแทบทุกวัน ไปอย่างช้าๆ ย่องผ่านบ้านที่คนรวมตัวกันนอน เลาะกำแพงห้องน้ำ (มีคนตื่นมาฉี่พอดีตรงนั้น แต่โชคดีมากที่ผมวิ่งสวนผ่านหลังเขามาพอดี) พุ่งตรงผ่านครัว วิ่งกันไปจนใกล้ถึงป่าด้านหลังศูนย์
จากนั้นก็สับสิคับ!!
ผมรีบวิ่งชุลมุนหนีเข้าป่ากับAD ในความมืดมิด หนามที่คอยเกี่ยวแขนขาให้เจ็บเล่น ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ผมรู้สึกเจ็บใดๆเลยซักนิด เพราะตอนนี้ผมตื่นเต้นจนเหมือนหัวใจจะหลุดออกจากทรวงอก เรา3คนค่อยๆวิ่งในป่าลึก ซักพักนึง ความตื่นเต้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความเหนื่อยแทน เพราะมันทั้งมืดทั้งหนาว แถมเราก็หลงกันด้วย
เดินมาถึงถนนเส้นหนึ่งเล็กๆเป็นซอยเปลี่ยว เสียงรถมอเตอไซค์ดังมาทางที่เราวิ่งกันออก เราก็คุยกัน3คนว่าเขารู้ตัวกันแล้วรึเปล่าวะ ปะ รีบไปกัน
มีต่อนะครับ