วันนี้นั่งไถดูคลิปในยูทูปแล้วบังเอิญเจอคลิปนี้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แล้วโดนใจมาก
(ถึงจะไม่รู้ว่ากระทู้ในคลิปจะเป็นเรื่องแต่งหรือเปล่าก็เถอะ)
อีกอย่างตัวเราเองก็อยากจะบันทึกเรื่องความฝันของตัวเองลงกระทู้ซักหน่อยหลังจากที่ทิ้งไปนานหลังจบรายการมตช.โปรฯ
เป็นเรื่องจริงของเราเอง
(แต่ความทรงจำอาจจะไม่ชัดเท่าไหร่เพราะนานมาก ๆ แล้วล่ะนะ)
....
ตอนเด็ก ๆ ยังจำความได้ คนที่บ้านจะรู้ ๆ กันว่าเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากกกก ชอบให้เราซื้อหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ - มหาสนุกอยู่บ่อย ๆ (ตอนนั้นยังเล่มละ 12 บาท)
และพ่อก็มักจะสะสมหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ เป็นตั้ง ๆ ไว้ในตู้เก็บหนังสือ
(แล้วเราก็มักจะเปิดอ่านอยู่ตลอด)
พอเราโตขึ้นมาสักแปดขวบมั้ง พ่อก็จากไปเพราะเป็นเส้นเลือดในสมองแตก + มีเหตุต้องย้ายโรงเรียนไปที่แถว ๆ แม่ริม เลยทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่
ไม่ใช่เพราะเราเข้ากับครู หรือการเรียนไม่ได้ แต่เราโดนแกล้งจากเพื่อนร่วมห้องถึงขั้นตบหัวน่ะนะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้จำได้ว่าเคยสนิทกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง แต่โดนหัวโจกปล่อยเฟคนิวส์ว่าเป็นเมียน้อยของครูสอนอังกฤษที่เป็นคนตปท. จนเพื่อนคนนั้นเลิกคบเราไปเลย ทั้ง ๆ ที่เรายืนยันว่าไม่ได้เป็นคนแบบนั้น
อีกเรื่องตอนที่จะไปเข้าข่ายลูกเสือ หัวโจกที่เป็นผู้หญิงก็พูดเปรย ๆ ต่อหน้าเราว่าจะแกล้งเราให้ยับที่ค่าย แต่โชคดีที่เราป่วยไม่สบายจนไม่สามารถเข้าค่ายได้ก็เลยรอดตัวไป
ส่วนทำไมถึงไม่ฟ้องครู
ฟ้องแล้วค่ะ แต่ไม่ได้ช่วยอะไร
จนกระทั่งเราเริ่มหันมาสนใจและรู้จักหนังสือที่ตั้งอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนแห่งนั้น + มีแรงกระตุ้นจากหน้าปกนิตยสารรายสัปดาห์สติวเด้นวีคลี่ หน้าปกดูโอย่านลาดพร้าวค่ายพี่เจมส์เรืองศักดิ์ ที่ตอนนั้นเราติดตามอยู่ด้วย
มันก็เลยเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เราเริ่มสนใจหนังสือประเภทอื่น ๆ มากขึ้นทั้งสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน การ์ตูนสอนใจ บลา ๆ แต่มันก็ไม่ได้อ่านหลากหลายเท่าไหร่ตามเด็กป.4 คนนึง
เพียงไม่นานเราก็เริ่มรู้สึกว่ามันมีเรื่องราวอยู่ในหัว (ที่อาจหมายถึงจินตนาการ) ที่กลั่นมาจากมันสมองของเรา แต่ในเวลานั้นมันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมากเกินกว่าที่เด็กป. 4 คนนึงจะรู้จักมัน เลยเป็นเพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
และสภาวะดังกล่าวก็ลากยาวไปถึงช่วงที่ย้ายกลับมาที่ไชยปราการตอนอยู่ ป.5
เพราะที่บ้านคิดถึง และเราก็อยากกลับไปหาแม่
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ตอนที่พ่อเสียใหม่ ๆ แม่ให้เลือกตัดสินใจว่าจะให้เราอยู่กับแม่ต่อไป หรือจะลองย้ายไปใช้ชีวิตกับญาติที่เป็นผู้หญิงของแม่ที่แม่ริมดู ซึ่งเราในตอนนั้นเลือกอย่างหลัง
และเหตุผลที่ย้ายกลับมาเพราะเราเจ็บปวดที่ถูกญาติคนนี้ทำร้ายร่างกายเพราะเราเผลอให้กระดาษห่อของขวัญที่ญาติย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามเอาไปให้คนอื่น ซึ่งมันมีอยู่ 2 แผ่นและเพื่อนในห้อง (ที่ไม่ใช่คนเดียวกันกับคนที่เลิกคบเพราะเชื่อเฟคนิวส์นั่น) ก็ดันอยากได้กระดาษของขวัญเจ้าปัญหาแทนที่จะเอากระดาษอีกแผ่นนึงที่สวยน้อยกว่า
ซึ่งตอนนั้นเราก็บอกกับญาติคนนั้นว่าโดนตื๊อขอตลอดทั้ง ๆ ที่ห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเลยทำร้ายร่างกายอย่างเดียว
แล้วตั้งแต่ป.5 จนถึงเรียนม.ต้นที่โรงเรียนประจำอำเภอก็เปลี่ยนสิ่งที่เราชอบอ่านจากสารานุกรมฯ มาเป็นหนังสือพิมพ์(โดยเฉพาะคอลัมวิจารณ์วงการบันเทิง นิตยสารดารา) และเรื่องสั้นพุ่มรัก พานสิงห์ของลุงวินทร์ที่ตอนนั้นตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์แทน
และการสะสมแต้มการอ่านมันทำให้เราเริ่มมีความคิดอยากเป็นนักเขียนที่ก่อตัวขึ้นมาเงียบ ๆ
(แต่มันไม่ใช่จุดที่เราปักหมุดตัดสินใจเดินไปสู่สายนักเขียนอย่างจริงจัง เพราะมันมีอีกเหตุการณ์ในช่วงวัยคอซองที่เป็นเหมือน 'ระเบิด' ทางความคิดของตัวเองที่กลายเป็นความฝันของนักเขียนหลังจากนี้)
มีต่ออีกตอนนึง
ขอตัวไปชาร์ตแบตมือถือก่อนนะคะ
บันทึกของการเป็นนักเขียน [ที่ไม่ดัง] : ตอนที่ 1
แล้วโดนใจมาก
(ถึงจะไม่รู้ว่ากระทู้ในคลิปจะเป็นเรื่องแต่งหรือเปล่าก็เถอะ)
อีกอย่างตัวเราเองก็อยากจะบันทึกเรื่องความฝันของตัวเองลงกระทู้ซักหน่อยหลังจากที่ทิ้งไปนานหลังจบรายการมตช.โปรฯ
เป็นเรื่องจริงของเราเอง
(แต่ความทรงจำอาจจะไม่ชัดเท่าไหร่เพราะนานมาก ๆ แล้วล่ะนะ)
....
ตอนเด็ก ๆ ยังจำความได้ คนที่บ้านจะรู้ ๆ กันว่าเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากกกก ชอบให้เราซื้อหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ - มหาสนุกอยู่บ่อย ๆ (ตอนนั้นยังเล่มละ 12 บาท)
และพ่อก็มักจะสะสมหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ เป็นตั้ง ๆ ไว้ในตู้เก็บหนังสือ
(แล้วเราก็มักจะเปิดอ่านอยู่ตลอด)
พอเราโตขึ้นมาสักแปดขวบมั้ง พ่อก็จากไปเพราะเป็นเส้นเลือดในสมองแตก + มีเหตุต้องย้ายโรงเรียนไปที่แถว ๆ แม่ริม เลยทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่
ไม่ใช่เพราะเราเข้ากับครู หรือการเรียนไม่ได้ แต่เราโดนแกล้งจากเพื่อนร่วมห้องถึงขั้นตบหัวน่ะนะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จนกระทั่งเราเริ่มหันมาสนใจและรู้จักหนังสือที่ตั้งอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนแห่งนั้น + มีแรงกระตุ้นจากหน้าปกนิตยสารรายสัปดาห์สติวเด้นวีคลี่ หน้าปกดูโอย่านลาดพร้าวค่ายพี่เจมส์เรืองศักดิ์ ที่ตอนนั้นเราติดตามอยู่ด้วย
มันก็เลยเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เราเริ่มสนใจหนังสือประเภทอื่น ๆ มากขึ้นทั้งสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน การ์ตูนสอนใจ บลา ๆ แต่มันก็ไม่ได้อ่านหลากหลายเท่าไหร่ตามเด็กป.4 คนนึง
เพียงไม่นานเราก็เริ่มรู้สึกว่ามันมีเรื่องราวอยู่ในหัว (ที่อาจหมายถึงจินตนาการ) ที่กลั่นมาจากมันสมองของเรา แต่ในเวลานั้นมันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมากเกินกว่าที่เด็กป. 4 คนนึงจะรู้จักมัน เลยเป็นเพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
และสภาวะดังกล่าวก็ลากยาวไปถึงช่วงที่ย้ายกลับมาที่ไชยปราการตอนอยู่ ป.5
เพราะที่บ้านคิดถึง และเราก็อยากกลับไปหาแม่
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แล้วตั้งแต่ป.5 จนถึงเรียนม.ต้นที่โรงเรียนประจำอำเภอก็เปลี่ยนสิ่งที่เราชอบอ่านจากสารานุกรมฯ มาเป็นหนังสือพิมพ์(โดยเฉพาะคอลัมวิจารณ์วงการบันเทิง นิตยสารดารา) และเรื่องสั้นพุ่มรัก พานสิงห์ของลุงวินทร์ที่ตอนนั้นตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์แทน
และการสะสมแต้มการอ่านมันทำให้เราเริ่มมีความคิดอยากเป็นนักเขียนที่ก่อตัวขึ้นมาเงียบ ๆ
(แต่มันไม่ใช่จุดที่เราปักหมุดตัดสินใจเดินไปสู่สายนักเขียนอย่างจริงจัง เพราะมันมีอีกเหตุการณ์ในช่วงวัยคอซองที่เป็นเหมือน 'ระเบิด' ทางความคิดของตัวเองที่กลายเป็นความฝันของนักเขียนหลังจากนี้)
มีต่ออีกตอนนึง
ขอตัวไปชาร์ตแบตมือถือก่อนนะคะ