ฟ้าแลบฟ้าร้อง สัญญาณแห่งเดชานุภาพและความเมตตาของผู้สร้าง

รู้จักพระเจ้าผ่านสัญญาณทางธรรมชาติรอบตัว ในการสร้างและบัญชา ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า

1. เนื้อหาเป็นข้อมูลเชิงลึก

เรื่องกลไกทางกายภาพ เช่น ลำแสงสะท้อน การขยายตัวของอากาศ วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ระดับหนึ่ง แต่ “ข้อมูลเชิงลึกในมิติของโลกเร้นลับ (โลกฆ็อยบฺ)” เช่น หน้าที่ของมลาอิกะฮฺ หรือสิ่งถูกสร้างทั้งหลายต่างแซ่ซ้องสดุดีพระองค์นั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลย นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเปิดเผยให้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นำมาบอกกล่าวเท่านั้น ซึ่งมุสลิมเรายึดมั่นและศรัทธาตามตัวบทหลักฐานที่ถูกต้อง และมีสายรายงานที่ชัดเจน

2. หัวข้อชัดเจน เป็นข้อเตือนใจ

1) เรื่องฟ้าแลบ: วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องความเร็วแสง แต่ในหะดีษเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์เปรียบเทียบเรื่องความเร็วบนสะพานศิรอฏตามน้ำหนักการงานในวันกิยามะฮฺ

2) ฟ้าร้องและฟ้าผ่า: วิทยาศาสตร์บอกเรื่องการเกิดเสียงและการฟาดกระแสไฟ แต่หะดีษเรื่องนี้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกทางจิตวิญญาณว่า ฟ้าร้องนั่นคือเสียงสดุดีและสายฟ้าที่ทำหน้าที่ตามพระประสงค์

เนื้อหาในหะดีษมีดังต่อไปนี้


- - -
ฟ้าแลบ มีผู้บัญชา
“พระองค์คือผู้ทรงให้พวกเจ้าเห็นฟ้าแลบ เพื่อความกลัวและความหวัง และทรงให้เกิดเมฆทึบ” (ตัฟซีร: เมื่อก้อนเมฆรวมตัวกันขึ้นจะเกิดฟ้าแลบ อิบนุอับบาสกล่าวว่า เพื่อความกลัวฟ้าผ่าและความหวังที่จะมีฝนตก) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัรเราะอฺดฺ 12-13 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)

อุทาหรณ์เปรียบเทียบเรื่องความเร็วบนสะพานศิรอฏตามน้ำหนักการงานในวันกิยามะฮฺ

ความเร็วในการข้ามสะพานศิรอฏในวันกิยามะฮฺ (วันฟื้นคืนชีพ) ตามการงาน (อาม้าล) ของแต่ละคนที่เคยปฏิบัติในโลกดุนยา โดยผู้ศรัทธากลุ่มแรกข้ามสะพานศิรอฏ ความเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ

– จาก ฮุซัยฟะห์ และอบีฮุรอยเราะฮฺ ทั้งสองได้เล่าว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺ ตะบาร่อกะวะตะอาลา (ผู้ทรงจำเริญและทรงสูงส่งยิ่ง) ทรงรวบรวมมนุษย์ทั้งหลาย (หลังจากฟื้นคืนชีพ) บรรดามุอฺมินผู้ศรัทธาก็ลุกขึ้นไปจนกระทั่งใกล้จะถึงสวรรค์ พวกเขาก็ได้ไปหาท่านนบีอาดัม ศอละวาตุลลอฮิอะลัยฮฺ และกล่าวว่า ‘โอ้บิดาของพวกเรา ได้โปรดเปิดประตูสวรรค์ให้พวกเราด้วยเถิด’ ท่านนบีอาดัมกล่าวว่า ‘เพราะความผิดของบิดาของพวกท่านมิใช่หรือ ที่ทำให้พวกท่านต้องออกจากสวรรค์ ดังนั้นฉันจึงไม่ใช่ผู้ที่จะทำเช่นนั้น (เปิดประตูสวรรค์) ได้ พวกท่านจงไปหาลูกของฉัน อิบรอฮีม ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺเถิด’”

ท่านรอซูลกล่าวต่อไปว่า “พวกเขาจึงไปหาท่านนบีอิบรอฮีม และท่านนบีอิบรอฮีมก็กล่าวว่า ‘ฉันไม่ใช่ผู้ที่จะกระทำเช่นนั้นได้ แท้จริงฉันก็เป็นคนรักของอัลลอฮฺธรรมดาๆ คนหนึ่งไม่มีอะไรพิเศษ ขอให้พวกท่านจงไปหามูซา ผู้ซึ่งอัลลอฮฺทรงตรัสกับเขาเถิด’ ดังนั้นพวกเขาจึงไปหามูซา และมูซาก็กล่าวว่า ‘ฉันไม่ใช่ผู้ที่จะกระทำเช่นนั้นได้ พวกท่านจงไปหาอีซา ซึ่งกำเนิดมาด้วยดำรัสของอัลลอฮฺและวิญญาณจากพระองค์เถิด’ พวกเขาจึงไปหาอีซา และอีซาก็กล่าวว่า ‘ฉันไม่ใช่ผู้ที่จะทำเช่นนั้นได้ ขอให้พวกท่านจงไปหามุฮัมมัดเถิด’ ดังนั้นมุฮัมมัดจึงยืนขึ้นและได้รับอนุมัติให้เป็นผู้มีสิทธิ์กระทำเช่นนั้นได้ และอะมานะฮฺกับการติดต่อเครือญาติก็ถูกส่งมา ทั้งสองได้ยืนขึ้นที่สะพานศิรอฏ ทางด้านขวาและทางด้านซ้าย คนแรกในหมู่พวกท่านก็ผ่านไปได้เหมือนสายฟ้าแลบ”

ฉัน (อบูฮุรอยเราะฮฺ) ถามว่า ‘สิ่งใดหรือที่ผ่านไปเหมือนสายฟ้าแลบ?’ ท่านรอซูลกล่าวว่า “พวกท่านมิได้มองไปยังฟ้าแลบหรือว่ามันผ่านแวบไปและกลับในชั่วพริบตาอย่างไร ต่อจากนั้นก็ผ่านไปเหมือนสายลม ต่อจากนั้นก็ผ่านไปเหมือนนกบิน และเหมือนชายฉกรรจ์ที่วิ่งอย่างเร็ว กล่าวคือจะดำเนินไป (รวดเร็วหรือช้า) ตามแต่อาม้าล (การงาน) ของพวกเขาที่เคยปฏิบัติไว้ โดยมีนบีของพวกท่านยืนอยู่ที่สะพานศิรอฏ และกล่าวว่า ‘โอ้พระเจ้าของฉัน โปรดให้เขาปลอดภัยด้วยเถิด โปรดให้เขาปลอดภัยด้วยเถิด’ จนกระทั่งคนที่การงานของเขาอ่อนแอ จนกระทั่งถึงชายคนนั้น เขาไม่สามารถเดินไปได้นอกจากคลาน โดยที่สองข้างราวสะพานนั้นมีขอเกี่ยวแขวนอยู่ มันจะเกี่ยวผู้ที่มันถูกใช้ให้เกี่ยว ผู้นั้นถูกเฉาะจนเหวอะหวะ แล้วถูกกระชากลงนรก”

(อบูฮุรอยเราะฮฺกล่าวต่อไปว่า) ‘ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ที่ชีวิตของอบูฮุรอยเราะฮฺอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงก้นบึ้งของนรกญะฮันนัมนั้นลึกมาก ใช้เวลากว่าจะถึงเจ็ดสิบปี’

(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 195)


- - -
ฟ้าลั่นฟ้าร้องสดุดีผู้บัญชา ฟ้าผ่าเป็นไปตามพระประสงค์
ฟ้าลั่นฟ้าร้องสดุดีผู้ทรงบัญชา

– “และฟ้าลั่นจะแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์ และมลาอิกะฮฺจะสดุดีด้วยเพราะความกลัวพระองค์ และพระองค์ทรงให้ฟ้าผ่าแล้วมันจะฟาดไปยังผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ โดยพวกเขาโต้เถียงกันในเรื่องของอัลลอฮฺ (ตัฟซีร: พวกกุฟฟารมักกะฮฺได้โต้เถียงกันถึงเรื่องการมีอัลลอฮฺและความเป็นเอกะของพระองค์ และเรื่องเดชานุภาพของพระองค์ในการให้มนุษย์ฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺ) และพระองค์คือผู้ทรงอำนาจยิ่ง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัรเราะอฺดฺ 13 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)

เสียงฟ้าร้องคือ เสียงของมลาอิกะฮฺตวาดขับไล่ก้อนเมฆให้ไปยังสถานที่ตามที่ถูกบัญชา

– จากอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: ชาวยิวมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า: ‘โอ้ อบุลกอซิม (นามฉายาของท่านนบี) จงบอกพวกเราเถิดว่า อัร-เราะอฺด์ (ฟ้าร้อง) นั้นคืออะไร?’ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “มัน (ฟ้าร้อง) คือมลาอิกะฮฺท่านหนึ่งจากบรรดามลาอิกะฮฺของอัลลอฮฺ ผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลก้อนเมฆ โดยในมือของท่านจะมีแส้ที่ทำจากไฟ ท่านขับเคลื่อนก้อนเมฆด้วยกับมันไปยังทิศทางที่อัลลอฮฺทรงประสงค์”

พวกเขากล่าวว่า ‘แล้วเสียงฟ้าร้องที่พวกเราได้ยิน คือเสียงอะไร?’ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “เสียงของมันคือเสียงตวาดขับไล่ก้อนเมฆ ในยามที่มลาอิกะฮฺตวาดสั่งมัน จนกระทั่งถึงจุดหมายสู่สถานที่ซึ่งถูกบัญชามา” พวกเขากล่าวว่า ‘ท่านพูดความจริงแล้ว ดังนั้นจงบอกพวกเราเถิดเกี่ยวกับสิ่งที่อิสรออีล (ชื่อหนึ่งของนบียะอฺกูบ) เขาได้ทำให้เป็นสิ่งต้องห้ามแก่ตัวเขาเอง’ ท่านนบีกล่าวว่า “เขาได้เจ็บป่วยที่เส้นประสาท เป็นโรคปวดร้าวจากสะโพกลงขา ดังนั้น เขาไม่เคยพบสิ่งใดที่เหมาะสมกับเขา นอกจากบรรดาเนื้ออูฐและบรรดานมของมัน ดังนั้น เพราะสิ่งนั้นเขาจึงได้ห้ามมัน” พวกเขา (ชาวยิว) กล่าวว่า ‘ท่านพูดความจริงแล้ว’

(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยติรมีซีย์ เลขที่ 3117)


- - -
อัลกุรอานและหะดีษ เปิดมุมมองการพัฒนาตนเอง
3. หะดีษเหล่านี้ เป็นการเปิดมุมมองการ “พัฒนาตนเอง”

สำหรับคนทั่วไปที่สนใจธรรมชาติตระหนักว่า ภายใต้ระบบธรรมชาติอันละเอียดซับซ้อนที่วิทยาศาสตร์ค้นพบในภายหลัง เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ ล้วนมี ‘ผู้ทรงบัญชาสูงสุด’ ทรงวางระบบและควบคุมอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนขัดเกลาจิตใจให้ผู้ศรัทธาเกิดความยำเกรงต่อเดชานุภาพของพระองค์ เชื่อมั่นในความปรีชาญาณของพระองค์ และนอบน้อม เกรงกลัว ยอมจำนนต่อพระเจ้าเพียงผู้เดียว

1) ข้อเตือนใจจากที่มาของอายะฮฺที่ 13 ซูเราะฮฺอัรเราะอฺดฺ

บทบัญญัติของพระองค์ที่ทรงตรัสเรื่องที่มาของอายะฮฺที่ 13 ในซูเราะฮฺอัรเราะอฺดฺ ในเรื่องฟ้าผ่า ย้ำเตือนให้ผู้ศรัทธาไม่ลืมว่าพระองค์ทรงรอบรู้ยิ่งทั้งในสิ่งเร้นลับและเปิดเผย พระองค์ทรงเห็น ทุกการกระทำ คำพูด ข้อความ ไม่ว่าจะอยู่ในมุมมืดมิดใดในโลกและจักรวาล ทรงได้ยินทุกสิ่งแม้จะอยู่ในห้วงความคิดของคนๆ หนึ่งโดยไม่ได้บอกใครก็ตาม ผู้ศรัทธาจึงไม่ลืมที่จะตรวจสอบตัวเองว่ามีความผิดใด รีบกลับเนื้อกลับตัว (เตาบะฮฺ) ปรับปรุงแก้ไข มุ่งมั่นทำความดี เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะได้กลับไปหาพระองค์เมื่อไหร่

2) ข้อเตือนใจจากเสียงฟ้าผ่า

การเกิดฟ้าผ่าเสียงดัง ทำให้เชื่อมโยงนึกถึงเหตุการการลงโทษกลุ่มชนในอดีตด้วยเสียงกัมปนาทดังกึกก้อง เช่น กลุ่มชนษะมูด ที่พระองค์ทรงประทานความสามารถในการสกัดภูเขาเป็นบ้านและปรับที่ราบเป็นวัง เมื่อนบีซอและฮฺมาเตือน กลับท้าทายขอสัญญาณการมีพระเจ้า เมื่อทรงประทานอูฐที่ออกมาจากก้อนหินเป็นสัญญาณ กลับปฏิเสธไม่เชื่อและฆ่าอูฐตัวนั้น สุดท้ายโดนลงโทษด้วยเสียงกัมปนาทและแผ่นดินไหวตายในสภาพคุกเข่าในบ้านของเขาเอง วัลอิยาซุบิลลาฮฺ ผู้ศรัทธาจะไม่ลืมว่าทุกอย่างอัลลอฮฺให้ และไม่ลืมขอบคุณพระองค์


- - -
มิติแห่งความศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ
สำหรับผู้ที่เชื่อในเรื่องพ้นญาณวิสัย เรื่องเร้นลับ เช่น พระเจ้ามีจริง ชีวิตหลังความตาย สวรรค์และนรกมีจริง ย่อมศรัทธาโดยปราศจากความสงสัย นั่นคือ ผู้ยำเกรง ผู้ศรัทธาที่แท้จริง ดังที่อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า

“แท้จริงศรัทธาชนที่แท้จริงนั้น คือบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ แล้วพวกเขาไม่สงสัยเคลือบแคลงใจ แต่พวกเขาได้เสียสละต่อสู้ดิ้นรนด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขาไปในหนทางของอัลลอฮฺ ชนเหล่านั้นแหละคือบรรดาผู้สัตย์จริง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลหุญุร๊อต 15)

“คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใด ๆ ในนั้น เป็นคำแนะนำสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น คือบรรดาผู้ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขานั้น พวกเขาก็บริจาค” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2-3)


- - -
วิทยาศาสตร์เป็นการค้นพบ “กฎเกณฑ์ทางกายภาพ” ที่ผู้สร้างทรงวางระบบไว้แล้ว
ในมุมมองของอิสลาม วิทยาศาสตร์เป็นการค้นพบ “กฎเกณฑ์ทางกายภาพ” ที่อัลลอฮฺทรงวางระบบล่วงหน้าไว้

1. ความเมตตาและเดชานุภาพของพระองค์

เมื่อวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ฟ้าผ่ามีประโยชน์ทางธรรมชาติ โดยทำหน้าที่ฟอกอากาศ ผลิตโอโซนในชั้นบรรยากาศ และสารอาหารไนเตรตลงดิน (ธาตุอาหารไนโตรเจนธรรมชาติที่พืชดูดซึมไปใช้ได้ทันที) ผู้ศรัทธาก็จะกล่าวว่า ซุบฮานัลลอฮฺ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺ) เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้แต่ในความน่าเกรงขามของสายฟ้าแสดงถึงเดชานุภาพของพระองค์ พระองค์ก็ยังทรงซ่อนความเมตตาอันปรีชาญาณไว้หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต

2. สัจธรรมเหนือกาลเวลา

ส่วนในเรื่องความเร็วของสายฟ้าแลบ เราคนทั่วไปก็ไม่คิดว่าจะมีการวิ่งไปกลับของฟ้าแลบ ในความรู้นั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ใด แต่เป็นความรู้จากผู้สร้างโดยตรง ซึ่งในเวลาต่อมามนุษย์ค้นพบผ่านกล้องความเร็วสูงว่า การเกิดฟ้าแลบ 1 ครั้ง ประกอบด้วย แสงแกนนำพุ่งลงมาจากเมฆสู่พื้น และแสงสะท้อนย้อนกลับจากพื้นพุ่งขึ้นสู่เมฆอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นช่วงที่แสงสว่างวาบที่สุด

3. ยิ่งค้นพบสัญญาณทางธรรมชาติ ยิ่งเพิ่มพูนศรัทธาและยำเกรง

ความจริงอันลึกซึ้งคือ ยิ่งวิทยาศาสตร์ค้นพบความซับซ้อนของจักรวาล หัวใจผู้ศรัทธายิ่งเพิ่มพูนความยำเกรงต่อพระผู้สร้าง หลังจากนี้ เมื่อเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังก้องหรือสายฟ้าแลบผ่านสายตา เราจะยิ่งยำเกรงต่อผู้ทรงบัญชา และซาบซึ้งในฮิกมะห์ (วิทยปัญญา) กับความเมตตาของพระองค์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเสียงเหล่านั้น

สำหรับผู้ศรัทธาแล้ว การรับรู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบธรรมชาติอันวิจิตรบรรจงนั้น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางกายภาพที่สอดคล้องกับสิ่งที่คัมภีร์อัลกุรอานได้ระบุไว้ ปรากฏการณ์สายฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศอย่างเดียว แต่คือสัญญาณเตือนใจให้ตระหนักถึงความไร้ความสามารถของตนเอง เพื่อให้หัวใจยอมจำนน นอบน้อม และมุ่งหวังการคุ้มครองรวมถึงความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺผู้ทรงบัญชาสูงสุดเพียงพระองค์เดียว

ทุกสิ่งไม่มีความบังเอิญ ทุกอย่างถูกจัดสรรอย่างลงตัว และสัญญาณธรรมชาติรอบตัว คือหลักฐานอันชัดแจ้งว่ามีผู้สร้าง ผู้เป็นพระเจ้าที่แท้จริง พระองค์เพียงผู้เดียวทรงเพียงพอแล้วสำหรับเราในการเคารพภักดี วอนขอความช่วยเหลือ และมอบหมายในสิ่งเร้นลับพ้นญาณวิสัย

“การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ 2-5)

วัลลอฮุอะอฺลัม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่