เรื่องมีอยู่ว่าเราเป็นคนพิการค่ะเดินไม่ได้มาตั้งแต่เกิด แต่งงานกับพ่อหม้ายลูกติด 3 คน
แต่เด็กๆไม่ได้อยู่กับผู้ชายค่ะ คือเรื่องมันเกิดขึ้นเร็วมากเราคุยกันได้ประมาณ 6 เดือนแล้วเขาก็มาเจอเราครั้งหนึ่ง
พอมาครั้งที่ 2 เขาก็พาคุณพ่อมาด้วย มาคุยกับพ่อแม่เราแล้วไม่นานก็หมั้นกันอีก 2 เดือนก็แต่งงานกัน (ขอเล่าแบบเร็วๆเลยแล้วกันนะคะเรื่องมันยาวจริงๆ) ในช่วงเวลาที่คบกันเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องครอบครัวเขามากเท่าไหร่ค่ะจนแต่งงานกันแล้วถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้ส่งเสียลูกๆเลย
ลูกคนแรกอยู่กับน้าของภรรยาเก่าเขา
ลูกคนที่ 2 อยู่กับแม่เขา
ส่วนลูกคนที่ 3 เขาก็มีส่งเสียอยู่ส่งเสียแค่คนเดียวเพราะว่าคนที่ 3 เหมือนเขาจะเลี้ยงมาด้วยกันเขาซื้อบ้านให้ภรรยาเก่าอยู่เลี้ยงลูกซึ่งอันนี้ก็ไม่แปลกค่ะ
พอเราย้ายมาอยู่กับเขาเราก็เลยชี้นำและชี้แนะเขาว่าลูกทุกคนควรส่งเสียให้เท่ากันจากนั้นเขาก็จัดสรรเงินและส่งเสียให้กับลูกสาวคนที่ 2 แต่ส่วนลูกสาวคนแรกเขาไม่ได้ส่งเพราะว่าลูกสาวคนแรกน้าของภรรยาเก่าเขาขอไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
พอมาอยู่กับเราเขาก็เช่าห้องให้อยู่ขอให้เราช่วยออกค่าไฟเดือนละ 1,000 บาทตอนนั้นเรามีเงินเดือนประมาณเดือนละ 9,000 บาทจัดงานประจำ อยู่ไปอยู่มาเริ่มแบบว่า เอ๊ะ เพราะทุกอย่างอะไรที่ใช้ร่วมกันต้องหารครึ่งเวลาไปกินข้าวก็ต้องแชร์กันออกคนละครึ่ง หรือใครกินอะไรก็ออกของคนนั้นออกของใครของมัน (ย้ำนะคะสถานะตอนที่เกิดขึ้นเป็นสามีภรรยากันแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน) ใช้ชีวิตแบบนี้มานานค่ะ พออยู่กันมาประมาณ 1 ปีก็เลยตัดสินใจจดทะเบียนสมรสเพราะว่าจะได้ง่ายต่อการย้ายกลับบ้าน สามีของเราเป็นข้าราชการเราบอกว่าอยากกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเขาบอกว่าเขาจะย้ายไปอยู่ด้วยแต่ว่าต้องจดทะเบียนสมรสกันเขาถึงจะย้ายได้
เราเลยตัดสินใจไปจดทะเบียนสมรสกับเขา
แต่ก็ผิดคาดค่ะเขาไม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเราแต่เขาย้ายกลับมาอยู่ใกล้ๆแม่เขาซึ่งอันนี้เราก็ไม่อยากพูดอะไรเข้าใจดีค่ะว่าทุกคนก็คงอยากอยู่ใกล้แม่อยากดูแลแม่
เขาก็เลยมาซื้อคอนโดเก่าๆอยู่กับเราสองคน อยู่ได้ประมาณปี 2 ปี เขาก็เริ่มเอาลูกชายเขามาอยู่ด้วย อยู่ในคอนโดซึ่งไม่มีห้องแยกแล้วลูกชายก็ค่อนข้างโตมากแล้ว ตอนนั้นเราเองรู้สึกอึดอัดใจมากเพราะจะทำอะไรก็ลำบาก อย่างที่บอกข้างต้นค่ะเราเป็นคนพิการเดินไม่ได้
ใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นไปประมาณ 2 เดือนเรารู้สึกทนไม่ไหวค่ะ สุดท้ายเราก็เลยใช้เงินเก็บที่เหลือทั้งหมดในบัญชีซื้อห้องอยู่เองโดยที่เขาไม่ได้ช่วยออกสักบาทนะคะ จะมีก็แต่เขาจ่ายของที่เราซื้อในห้องคืนให้ประมาณ 12,000 บาท
เราแยกมาอยู่คนเดียวสักพักยังไม่ได้หย่ากันเราจ้างแม่บ้านมาดูแล ตอนนั้นเริ่มได้งานใหม่เงินเดือน 19,000 บาทพอที่จะมีเงินจ้างแม่บ้านมาดูแลโดยที่ไม่ต้องรบกวนเขา
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ไปๆมาๆหาเราอยู่แบบนั้นประจำจนเราทนไม่ไหวรู้สึกว่าจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันแต่เราไม่ได้รับการดูแลอะไรเลยทั้งชีวิตและจิตใจและสวัสดิภาพในการดำรงชีวิตเราเลยขอหย่ากับเขาแต่เขาไม่ยอมเซ็นใบหย่าให้
ตอนแรกเขาเสนอจะจ่ายเงินเดือนให้เราเดือนละ 4,000 บาทแลกกับไม่หย่าซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมหย่าเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แล้วเขาก็บอกว่าเขาจะให้เงินและจะมาดูแลบ้างเป็นครั้งเป็นคราวเพราะเขาต้องดูแลลูกเขาด้วยก็ปรับความเข้าใจกันสักระยะหนึ่ง จนยืดเยื้อมาได้ประมาณ 3 ปี
จนสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ปี 68 มาถึงจุดจบและความจริงเปิดเผย
เขามาบอกให้เราช่วยไปเซ็นยินยอมในการกู้เงินเพราะเขาจะกู้เพื่อไปปิดบ้านหลังที่เขาซื้อกับภรรยาเก่าเขาจะกู้หลักล้านแต่เราไม่ยอมค่ะเราบอกว่าถ้าเราเซ็นก็เท่ากับว่าเราเป็นหนี้ร่วมด้วยโดยที่เราไม่ได้อะไรเลยบ้านหลังนั้นเราก็ไม่ได้อยู่ ส่วนห้องที่เราอยู่ปัจจุบันนี้เราก็ซื้อเงินสดเป็นเงินของเราเอง 100% ไหนจะเงินเก็บในบัญชีเราทองที่เราสะสมมา และบ้านที่ซื้อให้พ่อแม่อยู่ เราคิดไปต่างๆนานาค่ะว่าถ้าเราเซ็นยินยอมให้เขากู้เงินก็เท่ากับว่าเราเป็นหนี้ร่วมกับเขาถ้าเกิดว่าเขาเป็นอะไรไปหรือถ้าเขาไม่จ่ายเราเองต้องเป็นคนรับผิดชอบ
เราเลยตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่ายังไงครั้งนี้จะหย่าให้ได้เพราะที่ผ่านมาเราแทบจะไม่เคยได้อะไรเลยทุกอย่างสร้างขึ้นเองหมดเราบอกเขาว่าต่อไปนี้ไม่ต้องให้เงินเราก็ได้แต่เราขอแลกกับใบหย่า เพื่อความสบายใจของเราเพราะกว่าเราจะสร้างทุกอย่างมาไม่ใช่ง่ายๆเลย มันยากมากสำหรับคนที่นั่งรถวิลแชร์และมันยากมากสำหรับคนที่พิการแบบเรากว่าจะมีอะไรได้ขนาดนี้
ก็ทะเลาะกันเยอะเหมือนกันค่ะสุดท้ายเขาก็ไปเซ็นใบหย่าให้ และตอนไปเซ็นใบหย่าเขาให้สลักหลังว่า เขาจะส่งเสียเราเดือนละ 3,000 บาทจนกว่าเราจะมีครอบครัวใหม่หรือจนกว่าเขาจะหาเมียใหม่ได้เขาถึงจะเลิกส่ง
แต่เราไม่ได้อยากรับข้อเสนอนั้นนะคะเราปฏิเสธ แล้วก็เหมือนจะเริ่มทะเลาะกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่
สุดท้ายก็จบด้วยการหย่าค่ะและข้อตกลงให้เดือนละ 3,000 บาทแต่ทุกเดือนนี้เงินที่เขาให้เราเราก็ไม่ได้เอาไปใช้นะคะ
พอเขาให้มาส่วนใหญ่เราก็จะเอาไปซื้อของให้ลูกชายกับลูกสาวเขาเพราะเรารู้สึกว่าหย่ากันไปแล้วมันก็คือคนอื่น
แต่เขาก็ยังปล่อยๆมาๆอยู่ค่ะจริงๆแล้วก็รู้สึกอึดอัดมากถ้าเป็นแบบนี้เราก็ไม่มีทางที่จะเจอคนใหม่หรอกค่ะ เคยบอกเขาแล้วว่าไม่ต้องมาหา
เราไม่รู้ว่าแบบนี้เขาต้องการอะไร
ถ้ารักแล้วรักแบบไหน
การที่เราขอหย่าเราเห็นแก่ตัวไหม
ทุกคนคิดว่ายังไงคะ
ขอความคิดเห็นแบบสุภาพ
แบบเป็นกลางนะคะเราจะได้รู้ว่าที่เราทำมันผิดหรือมันถูก
ขอหย่า เพราะสามีเป็นหนี้กับภรรยาเก่าผิดไหมคะ
แต่เด็กๆไม่ได้อยู่กับผู้ชายค่ะ คือเรื่องมันเกิดขึ้นเร็วมากเราคุยกันได้ประมาณ 6 เดือนแล้วเขาก็มาเจอเราครั้งหนึ่ง
พอมาครั้งที่ 2 เขาก็พาคุณพ่อมาด้วย มาคุยกับพ่อแม่เราแล้วไม่นานก็หมั้นกันอีก 2 เดือนก็แต่งงานกัน (ขอเล่าแบบเร็วๆเลยแล้วกันนะคะเรื่องมันยาวจริงๆ) ในช่วงเวลาที่คบกันเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องครอบครัวเขามากเท่าไหร่ค่ะจนแต่งงานกันแล้วถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้ส่งเสียลูกๆเลย
ลูกคนแรกอยู่กับน้าของภรรยาเก่าเขา
ลูกคนที่ 2 อยู่กับแม่เขา
ส่วนลูกคนที่ 3 เขาก็มีส่งเสียอยู่ส่งเสียแค่คนเดียวเพราะว่าคนที่ 3 เหมือนเขาจะเลี้ยงมาด้วยกันเขาซื้อบ้านให้ภรรยาเก่าอยู่เลี้ยงลูกซึ่งอันนี้ก็ไม่แปลกค่ะ
พอเราย้ายมาอยู่กับเขาเราก็เลยชี้นำและชี้แนะเขาว่าลูกทุกคนควรส่งเสียให้เท่ากันจากนั้นเขาก็จัดสรรเงินและส่งเสียให้กับลูกสาวคนที่ 2 แต่ส่วนลูกสาวคนแรกเขาไม่ได้ส่งเพราะว่าลูกสาวคนแรกน้าของภรรยาเก่าเขาขอไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
พอมาอยู่กับเราเขาก็เช่าห้องให้อยู่ขอให้เราช่วยออกค่าไฟเดือนละ 1,000 บาทตอนนั้นเรามีเงินเดือนประมาณเดือนละ 9,000 บาทจัดงานประจำ อยู่ไปอยู่มาเริ่มแบบว่า เอ๊ะ เพราะทุกอย่างอะไรที่ใช้ร่วมกันต้องหารครึ่งเวลาไปกินข้าวก็ต้องแชร์กันออกคนละครึ่ง หรือใครกินอะไรก็ออกของคนนั้นออกของใครของมัน (ย้ำนะคะสถานะตอนที่เกิดขึ้นเป็นสามีภรรยากันแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน) ใช้ชีวิตแบบนี้มานานค่ะ พออยู่กันมาประมาณ 1 ปีก็เลยตัดสินใจจดทะเบียนสมรสเพราะว่าจะได้ง่ายต่อการย้ายกลับบ้าน สามีของเราเป็นข้าราชการเราบอกว่าอยากกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเขาบอกว่าเขาจะย้ายไปอยู่ด้วยแต่ว่าต้องจดทะเบียนสมรสกันเขาถึงจะย้ายได้
เราเลยตัดสินใจไปจดทะเบียนสมรสกับเขา
แต่ก็ผิดคาดค่ะเขาไม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเราแต่เขาย้ายกลับมาอยู่ใกล้ๆแม่เขาซึ่งอันนี้เราก็ไม่อยากพูดอะไรเข้าใจดีค่ะว่าทุกคนก็คงอยากอยู่ใกล้แม่อยากดูแลแม่
เขาก็เลยมาซื้อคอนโดเก่าๆอยู่กับเราสองคน อยู่ได้ประมาณปี 2 ปี เขาก็เริ่มเอาลูกชายเขามาอยู่ด้วย อยู่ในคอนโดซึ่งไม่มีห้องแยกแล้วลูกชายก็ค่อนข้างโตมากแล้ว ตอนนั้นเราเองรู้สึกอึดอัดใจมากเพราะจะทำอะไรก็ลำบาก อย่างที่บอกข้างต้นค่ะเราเป็นคนพิการเดินไม่ได้
ใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นไปประมาณ 2 เดือนเรารู้สึกทนไม่ไหวค่ะ สุดท้ายเราก็เลยใช้เงินเก็บที่เหลือทั้งหมดในบัญชีซื้อห้องอยู่เองโดยที่เขาไม่ได้ช่วยออกสักบาทนะคะ จะมีก็แต่เขาจ่ายของที่เราซื้อในห้องคืนให้ประมาณ 12,000 บาท
เราแยกมาอยู่คนเดียวสักพักยังไม่ได้หย่ากันเราจ้างแม่บ้านมาดูแล ตอนนั้นเริ่มได้งานใหม่เงินเดือน 19,000 บาทพอที่จะมีเงินจ้างแม่บ้านมาดูแลโดยที่ไม่ต้องรบกวนเขา
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ไปๆมาๆหาเราอยู่แบบนั้นประจำจนเราทนไม่ไหวรู้สึกว่าจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันแต่เราไม่ได้รับการดูแลอะไรเลยทั้งชีวิตและจิตใจและสวัสดิภาพในการดำรงชีวิตเราเลยขอหย่ากับเขาแต่เขาไม่ยอมเซ็นใบหย่าให้
ตอนแรกเขาเสนอจะจ่ายเงินเดือนให้เราเดือนละ 4,000 บาทแลกกับไม่หย่าซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมหย่าเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แล้วเขาก็บอกว่าเขาจะให้เงินและจะมาดูแลบ้างเป็นครั้งเป็นคราวเพราะเขาต้องดูแลลูกเขาด้วยก็ปรับความเข้าใจกันสักระยะหนึ่ง จนยืดเยื้อมาได้ประมาณ 3 ปี
จนสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ปี 68 มาถึงจุดจบและความจริงเปิดเผย
เขามาบอกให้เราช่วยไปเซ็นยินยอมในการกู้เงินเพราะเขาจะกู้เพื่อไปปิดบ้านหลังที่เขาซื้อกับภรรยาเก่าเขาจะกู้หลักล้านแต่เราไม่ยอมค่ะเราบอกว่าถ้าเราเซ็นก็เท่ากับว่าเราเป็นหนี้ร่วมด้วยโดยที่เราไม่ได้อะไรเลยบ้านหลังนั้นเราก็ไม่ได้อยู่ ส่วนห้องที่เราอยู่ปัจจุบันนี้เราก็ซื้อเงินสดเป็นเงินของเราเอง 100% ไหนจะเงินเก็บในบัญชีเราทองที่เราสะสมมา และบ้านที่ซื้อให้พ่อแม่อยู่ เราคิดไปต่างๆนานาค่ะว่าถ้าเราเซ็นยินยอมให้เขากู้เงินก็เท่ากับว่าเราเป็นหนี้ร่วมกับเขาถ้าเกิดว่าเขาเป็นอะไรไปหรือถ้าเขาไม่จ่ายเราเองต้องเป็นคนรับผิดชอบ
เราเลยตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่ายังไงครั้งนี้จะหย่าให้ได้เพราะที่ผ่านมาเราแทบจะไม่เคยได้อะไรเลยทุกอย่างสร้างขึ้นเองหมดเราบอกเขาว่าต่อไปนี้ไม่ต้องให้เงินเราก็ได้แต่เราขอแลกกับใบหย่า เพื่อความสบายใจของเราเพราะกว่าเราจะสร้างทุกอย่างมาไม่ใช่ง่ายๆเลย มันยากมากสำหรับคนที่นั่งรถวิลแชร์และมันยากมากสำหรับคนที่พิการแบบเรากว่าจะมีอะไรได้ขนาดนี้
ก็ทะเลาะกันเยอะเหมือนกันค่ะสุดท้ายเขาก็ไปเซ็นใบหย่าให้ และตอนไปเซ็นใบหย่าเขาให้สลักหลังว่า เขาจะส่งเสียเราเดือนละ 3,000 บาทจนกว่าเราจะมีครอบครัวใหม่หรือจนกว่าเขาจะหาเมียใหม่ได้เขาถึงจะเลิกส่ง
แต่เราไม่ได้อยากรับข้อเสนอนั้นนะคะเราปฏิเสธ แล้วก็เหมือนจะเริ่มทะเลาะกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่
สุดท้ายก็จบด้วยการหย่าค่ะและข้อตกลงให้เดือนละ 3,000 บาทแต่ทุกเดือนนี้เงินที่เขาให้เราเราก็ไม่ได้เอาไปใช้นะคะ
พอเขาให้มาส่วนใหญ่เราก็จะเอาไปซื้อของให้ลูกชายกับลูกสาวเขาเพราะเรารู้สึกว่าหย่ากันไปแล้วมันก็คือคนอื่น
แต่เขาก็ยังปล่อยๆมาๆอยู่ค่ะจริงๆแล้วก็รู้สึกอึดอัดมากถ้าเป็นแบบนี้เราก็ไม่มีทางที่จะเจอคนใหม่หรอกค่ะ เคยบอกเขาแล้วว่าไม่ต้องมาหา
เราไม่รู้ว่าแบบนี้เขาต้องการอะไร
ถ้ารักแล้วรักแบบไหน
การที่เราขอหย่าเราเห็นแก่ตัวไหม
ทุกคนคิดว่ายังไงคะ
ขอความคิดเห็นแบบสุภาพ
แบบเป็นกลางนะคะเราจะได้รู้ว่าที่เราทำมันผิดหรือมันถูก