JJNY : 5in1 คำต่อคำกกต.เสียงข้างน้อย│รักชนกขอบคุณสิทธิโชติ│สก.ปชน.ดันสำเร็จ│จานเดียวทั่วไทยขึ้นพรวด│จ่อเรียกทูตหมีขาวคุย

คำต่อคำ สิทธิโชติ กกต.เสียงข้างน้อย ชี้มติคดีฮั้วสว.ไม่เอกฉันท์ 5:2 ตีตก บิ๊กพรรคการเมือง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5890446
.

.
เมื่อวันที่ 15 กันยายน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมติเสียงข้างน้อยในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวบอกว่าท่านสิทธิโชติไม่พอใจเรื่องการแถลงข่าวของท่านประธาน กกต. เมื่อวานนี้ครับ
นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่พอใจหรอกครับ เพียงแต่ผมดูข่าวแล้วมันไม่… คือท่านอาจจะลืมไปหรืออะไรก็สุดแท้แต่นะครับ แต่ในที่ประชุมก่อนที่ท่านจะไปแถลงข่าว เราคุยกันแล้วว่า ในการชี้แจงแถลงข่าวเราต้องพูดทีละข้อหา ว่าในข้อหานี้ กกต. มีมติเสียงข้างมากเท่าไหร่ เสียงข้างน้อยเท่าไหร่ บอกให้ชัดเจนไป
.
เราพูดกันถึงขนาดว่าเทียบกับมติศาลรัฐธรรมนูญ ที่เวลาจะแถลงข่าวหรือทำอะไรเกี่ยวกับมติ ศาลจะบอกชัดเจนว่าผลเป็นอย่างไร มติเอกฉันท์ หรือมติเสียงข้างมาก-ข้างน้อยเป็นใครบ้าง ในที่ประชุมเราหารือกันว่าไม่ต้องถึงขนาดบอกชื่อหรอกว่าใครเป็นข้างมากใครเป็นข้างน้อย
.
แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหา กกต. ลงมติอย่างไร เรารอบเสียงข้างมาก ส่วนเสียงข้างน้อยมีกี่เสียงก็บอกไปด้วย ท่านไปแถลงท่านอาจจะไม่รู้เหตุผลของเสียงข้างน้อย ท่านก็แถลงในซีกข้างมากไป อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ขอให้แจ้งประชาชนให้ทราบว่าทุกมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ซะทีเดียว
.
มติเอกฉันท์มีเฉพาะบางคนที่ยกคำร้องเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องจริงๆ หรือบางคนที่สั่งลงโทษเพราะหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เบอร์โทรศัพท์และเส้นเงินมันชัดเจน อันนั้นก็เอกฉันท์ไป แต่ส่วนสำคัญคือ ข้อหาที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคล พรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค และ สส. มติไม่เป็นเอกฉันท์  ยืนยันเลย มติในกลุ่มคนสำคัญบางคนเป็น 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง (2 เสียงให้ลงโทษ) บางคนเป็น 6 ต่อ 1 ส่วนกรรมการพรรคที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็ยกคำร้องแบบเอกฉันท์ตามเนื้อผ้า ไม่ใช่ 5 ต่อ 2 ทั้งหมด
.
ผู้สื่อถามว่าข่าว: ในส่วนที่ท่านเป็นเสียงข้างน้อย มองว่าพยานหลักฐานในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 มีน้ำหนักเอาผิดกลุ่มกรรมการบริหารพรรคหรือรัฐมนตรีมากน้อยแค่ไหนคะ?
นายสิทธิโชติ: ต้องยอมรับว่าผมกับท่านชายเป็นเสียงข้างน้อย เรามองว่าพยานหลักฐานค่อนข้างเชื่อถือได้ ต้องมองบริบทว่าการกระทำคราวนี้ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่มันกระจายไปทั้งประเทศ ที่เราจับได้ไล่ทันมีหลายจุด เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำพู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย ที่มาประชุมตามโรงแรมเพื่อทำโพย พอเราจับได้พบว่ามี 12 โพย ซึ่งผู้ได้อันดับ 1–7 ล้วนอยู่ในโพย 12 แผ่นนี้ทั้งนั้น และกลุ่มคนทำโพยก็ถูกลงโทษไปแล้ว มันแสดงให้เห็นว่าการทำโพยเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง หรืออาจเข้าข่ายอาญาด้วยตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง
.
ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นแทรกเลย ทุกคนเป็นสมาชิกหรือเกี่ยวข้องกับพรรค แล้วเมื่อทำโพยเสร็จ มันไปสอดคล้องกับพยานที่ให้การในครั้งแรกว่า ก่อนทำ จะมีการประชุมพรรคเพื่อมอบหมายให้ สส. หรือบุคลากรในพื้นที่เป็นคนดำเนินการ ซึ่งมันเกิดขึ้นจริงตามนั้น ผมไม่ได้เชื่อแค่ตัวคนพูด แต่เชื่อเพราะคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริง
.
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงินที่ยึดโยงกันระหว่างสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส. รวมถึงหลักฐานหลังประกาศผล สว. ที่มีการนัดประชุม สว. ประกาศใหม่ ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 เพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธาน สว. พยานซึ่งเป็นเลขาฯ อดีตทีมงานรัฐมนตรี/สส. ยืนยันว่ามีการสั่งเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา ความเห็นเสียงข้างน้อยจึงเห็นว่า พฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกันเข้าข่ายสนับสนุนหรือทำให้เกิดเหตุการณ์ทำโพย ความผิดข้อหาที่ 1 และ 2 ต้องไปด้วยกันครับ
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: นอกจากพยานปากนี้แล้ว ยังมีพยานอื่นอีกไหม
นายสิทธิโชติ: มีนายดิเรก พรสีมา ให้การสอดคล้องกัน เล่าถึงพฤติการณ์ตรงกับพยานที่ 16 ส่วนพยานที่กลับคำให้การภายหลังอ้างว่าถูกข่มขู่ ผมมองว่ามีข้อพิรุธ เพราะตัวพยานเป็นถึง สส. ผู้มีบารมีในขณะนั้น หรืออีกท่านก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ใครจะกล้าไปข่มขู่ และการมายื่นกลับคำให้การเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ปี 2568 ซึ่งทิ้งช่วงเวลานานมากหลังจากให้การครั้งแรก เมื่อมองภาพรวมเหมือน “มองช้างทั้งตัว” เสียงข้างน้อยจึงเห็นควรรวมร่างพยานหลักฐานและมองว่ามีความผิดจริงครับ
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า : มีคนสงสัยว่า การที่ท่านออกมาเปิดเผยเรื่องมติเสียงข้างน้อยในวันนี้ เป็นเพราะต้องการป้องตัวเองไว้ก่อนจากการที่หลายฝ่ายจะฟ้อง ม.157 กกต. หรือเปล่า
นายสิทธิโชติ: ไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเองหรอกครับ ถึงฟ้องไปผมก็มีหลักฐานว่าในการลงมติผมลงอย่างไร ผมเขียนเหตุผลประกอบไว้อย่างชัดเจน ยึดโยงพยานหลักฐานจับต้องได้ ทำนองคำวินิจฉัยสั้นๆ แบบที่ศาลเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: มติที่ออกมาสะท้อนถึงความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายของ กกต. ด้วยไหม
นายสิทธิโชติ: ไม่ใช่หรอกครับ กรรมการทุกท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เราเห็นไม่ตรงกัน เรื่องอื่นก็ไม่ได้หมายความว่าต้องไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ต่างคนต่างมีเหตุผล แต่เหตุผลของผมสามารถร้อยเรียงพยานหลักฐานเล็กๆ น้อยๆ เข้าด้วยกัน คล้ายกับที่ศาลเคยหยิบเรื่องเล็กๆ มาประกอบกันแล้ววินิจฉัยว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เปรียบเหมือนเรามองช้างทั้งตัว ไม่ใช่จับแค่งวงหรือหูแล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า : มติที่ออกมารวม 77 คน ถือเป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมดไหม
นายสิทธิโชติ: มีเอกฉันท์อยู่บางกลุ่มครับ ในส่วน สว. ตัวจริงมติคือ 4 ต่อ 3 (เสียงข้างน้อยยืนพื้น 2 เสียง รวมอีก 2 เสียงเป็น 4) ส่วนที่เอกฉันท์จริงๆ คือกลุ่มที่ไม่ใช่ สว. ตัวจริง แต่เป็นบล็อกโหวตเตอร์ที่มีเส้นเงินชัดเจน หนีไม่ออก อันนั้น กกต. ทุกท่านเห็นตรงกันว่าต้องลงโทษ
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: เส้นทางการเงินที่บอกว่ามีความชัดเจน เชื่อมโยงไปถึงตัวนักการเมืองด้วยไหม
นายสิทธิโชติ: นักการเมืองระดับประเทศจริงๆ ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเองครับ ส่วนมากปนมากับคนรอบข้าง หรืออ้างว่าเป็นการใช้เงินสดไปรับที่ชั้น 4 ของที่ทำการพรรค ซึ่งตรงนั้นเป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์
แต่เส้นเงินมีปัญหาในชั้นอนุกรรมการ ยกตัวอย่างกรณี สว. จากประจวบคีรีขันธ์ มีการโอนเงินหลักแสนจากมือจ่าย (คุณวรพจน์ ตั้งพันธ์เพียร) โอนไปทางใต้ ผมอยากรู้ว่าเขารับเงินมาจากใครเพื่อสาวต่อ แต่ได้รับแจ้งว่าที่ประชุม กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสืบเส้นเงินนี้ต่อ มันเลยไปต่อไม่ได้ แต่ผมก็ยังเห็นว่าผิดเพราะเงินถูกโอนไปแล้ว เพียงแต่มีข้อจำกัดเรื่องมติครับ
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า : แสดงว่าหลังจากนี้สำนวนจบแล้ว จะส่งไม้ต่อให้ DSI
นายสิทธิโชติ: ไม่ได้ส่งไม้ต่อครับ DSI เขาทำเรื่องฟอกเงินของเขาอยู่แล้ว เพราะกฎหมายเขียนให้ความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน คนที่รอดจาก กกต. ก็อาจจะมีสิทธิ์ไปโดนคดีจากทาง DSI ได้ หากเส้นเงินไปถึง ซึ่ง DSI ต้องไปวิเคราะห์เอาเองครับ
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: ในสำนวนมีพยานพูดถึงว่า คนระดับรัฐมนตรีเป็นผู้คิดสูตรฮั้วขึ้นมาหรือไม่
นายสิทธิโชติ: มีพยานพูดถึงครับ มีพยาน 2 ปากพูดถึง (พยานที่ 16 และคุณดิเรก) แต่มีเพียงถ้อยคำพูด ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน แต่ผมดูว่าสิ่งที่เขาพูดมันเกิดขึ้นจริงตามนั้นหรือไม่ ซึ่งมันเกิดขึ้นจริงก็น่าเชื่อถือ
ส่วนประเด็นที่ว่าพยานให้การขัดแย้งกันในรายละเอียด เช่น จำนวนโควต้า สว. (1 คน หรือ 2 คน) มันเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย คดีนี้เกิดขึ้นและมาสอบหลังเกิดเหตุเกือบปี และขบวนการนี้ทำกันแบบปกปิด มีการยึดโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพ การหาหลักฐานจึงยากเป็นปกติ
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: มีข้ออ้างว่าโพยไม่มีอยู่จริง แต่คณะสืบสวนที่ 26 มาทำขึ้นเองทีหลัง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
นายสิทธิโชติ: ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิดวันเลือกตั้งระดับประเทศ วันที่ 26 มิถุนายน ถ่ายเห็นผู้มีสิทธิ์เลือก สว. ดึงโพย 20 ช่องออกมาลอก แสดงว่าโพยมีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะที่ 26 มาทำขึ้นเอง และบางคนก็ถ่ายรูปโพยติดอยู่ในโทรศัพท์ตัวเอง พนักงานสืบสวนขอดูก็เจอพร้อมบันทึกวันที่ไว้ชัดเจน
คณะสืบสวนที่ 26 จำเป็นต้องตั้งขึ้น เพราะพนักงานสืบสวนตามอำเภอถูกตัดตอน พยานทุกคนจะอ้างเหมือนกันหมดว่า “มาสมัครเอง ควักเงินเอง สนใจการเมือง แต่พอเข้ามาแล้วเห็นคนอื่นดีกว่าก็เลยไม่เลือกตัวเอง” ทั้งที่บางคนไม่มีจะกิน หรือเป็นลูกจ้างเขา เห็นอยู่ชัดๆ ว่าถูกตัดตอน เราจึงต้องขอความร่วมมือจาก DSI ฟอกเงิน และตำรวจสืบสวนภาคเข้ามาร่วมทำ จึงได้ข้อมูลมาอย่างที่เห็น
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า : กระบวนการทำโพย ถือว่าผิดขั้นตอนไหน
นายสิทธิโชติ: โพยถ้าเรานั่งจดบันทึกช่วยจำด้วยตัวเองว่าอยากเลือกใคร อันนี้ไม่ผิดครับ แต่สิ่งที่ผิดคือ ตัวเลขหรือโพยนั้นคนอื่นคิดให้ แล้วสั่งให้เราทำตาม ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาวางหลักไว้แล้วว่า ไม่ได้เกิดจากดุลพินิจอิสระและความบริสุทธิ์ใจ ถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้งตามมาตรา 62 ทันที
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: การออกมาเปิดเผยหลักฐานวันนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลอะไรได้หรือไม่
นายสิทธิโชติ: เปลี่ยนแปลงผลของมติ กกต.ไม่ได้แล้วครับ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่ในชั้นศาลฎีกา ศาลอาจทำการไต่สวนและเรียกพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนไปดูได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจและอำนาจของศาลฎีกา หรือหากผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลเอง ศาลก็อาจใช้หลักความเป็นธรรมในการพิจารณา
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: กรณี สว. ที่ลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ (เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว/เขียงหมู) จะมีการพิจารณาเพิ่มเติมไหม
นายสิทธิโชติ: ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกา ผอ.เลือกระดับอำเภอ ทำถูกขั้นตอนแล้วในการรับสมัคร เพราะผู้สมัครรับรองตัวเองและมีผู้รับรองตามกฎหมาย ส่วนประเด็นเนื้อหาว่าผิดกลุ่มจริงหรือไม่ เป็นหน้าที่ของ กกต. วินิจฉัย ซึ่งเคสที่เป็นข่าว กกต. เคยมีมติว่าเขาทำอาชีพนั้นจริง แต่ปัจจุบันผู้ร้องได้นำเรื่องไปร้องต่อศาลฎีกาโดยตรงเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง กกต. แล้ว ก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลฎีกาครับ
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า: ข้อกล่าวหาที่ว่า กกต. เป็น “สีน้ำเงิน” มติที่ออกมาจะยิ่งทำให้สังคมคลางแคลงใจ จะแก้ข้อกล่าวหานี้อย่างไร
นายสิทธิโชติ: ผมมองว่าขอให้ดูที่เหตุผลของกรรมการแต่ละท่านเป็นหลัก คนที่มาอยู่ระดับ กกต. เป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากทำดีให้บ้านเมือง ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางคดีมากกว่า
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่