อรรถจักร์ จวก กกต. สยบให้อำนาจ จี้ แสดงคำวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ซัด อย่าตีมึนใช้แค่กระดาษแถลงข่าว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5889693
.

.
นักวิชาการ จวก กกต. จาก ยักษ์ กลายเป็น แมว ยอมสยบให้อำนาจ จี้ แสดงคำวินิจฉัยอย่างเปิดเผย อย่าตีมึนใช้แค่กระดาษแถลงข่าว
.
เมื่อวันที่ 15 กันยายน นาย
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่ง 77 รายชื่อ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญาในสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ต้องการจะเตือนสังคมไทยว่ารัฐธรรมนูญฉบับสุดอัปลักษณ์นี้ กกต.เป็นทางเดียวที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม เปรียบเหมือนรัฐธรรมนูญสร้าง “
ยักษ์” เอาไว้ดูแลทางเข้าไปสู่อำนาจ แต่วันนี้ “
ยักษ์” กลายเป็น “
แมว” ยอมสยบกับอำนาจ ทำให้คนผ่านประตูไปได้มีความไม่สะอาดเพียงพอ ซึ่งกกต.ต้องทำให้ตัวเองมีหลังพิง หากตัวเองกลัวอำนาจที่เหนือกว่า หลังพิงนั้นคือ สังคม และประชาชน ดังนั้น กกต.ต้องเปิดเผยทุกอย่าง และดำเนินการตามที่สังคมตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถาม และมีหลักฐานพิสูจน์
.
นาย
อรรถจักร์ กล่าวว่า การนำเอาอดีตความเป็นผู้พิพากษา 38 ปีมาข่มผู้คน และเทศนาสั่งสอนผู้คนราวกับว่าคนในสังคมนี่โง่หมดเป็นสิ่งที่จะต้องยุติ กกต.ต้องแสดงเหตผลของการวินิฉัยอย่างเปิดเผย และรวดเร็ว การยืดเวลายาวนานไปเท่ากับการถ่วงเวลา เพื่อให้สถานการณ์ของสังคมเบาลงนั้นถือว่าผิด เหมือนเป็นการกระทำของแมวขี้ขลาดไม่ใช่ยักษ์ผู้ดูแลประตูสู่อำนาจ ที่สำคัญต้องแสดงว่าเป็นผู้ที่รู้จักผิด รู้จักถูก รู้หนทางแห่งยุติธรรรม กกต.จะต้องตอบคำถามทุกคำถามที่สังคมได้สงสัย อย่าตีมึน ใช้แค่กระดาษแถลงข่าว หากพวกคุณตีมึนสยบต่ออำนาจเถื่อน พวกคุณจะถูกประณามจากผู้คนในสังคมวันนี้ และสาบแช่งจากผู้คนในอนาคตอย่างแน่นอน
.
.
อาจารย์มช. ชี้ฮั้วสว.ถูกตัดตอน คาใจกกต. มาตรฐานไม่เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น
https://www.matichon.co.th/politics/news_5889600
.
อาจารย์มช. ชี้ฮั้วสว.ถูกตัดตอน คาใจกกต. มาตรฐานไม่เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น
.
เมื่อวันที่ 15 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.
ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยหลัง กกต.มีมติพิจารณาสำนวนไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. ส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน จากผู้ถูกร้อง 427 คน ว่า ไม่เหนือความคาดหมายเพราะทราบกันดีว่า กกต.ชุดนี้มาจากการเลือกของ สว.ชุดนี้ 4 คน จากทั้งหมด 7 คน จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากเพราะระบบโครงสร้างการเมืองถูกออกแบบมาให้ สว.เลือกองค์กรอิสระและให้องค์กรเหล่านี้ไปตรวจสอบนักการเมือง แต่ปรากฏว่า สว.ที่ถูกเลือกไม่ได้ปลอดจากการเมือง และไม่เป็นไปตามความตั้งใจของกลุ่มอาชีพ แต่กลายเป็นฝ่ายการเมืองเข้ามาจัดตั้ง หรือที่สื่อใช้คำว่า “
ฮั้ว”
.
ทั้งนี้จึงพอคาดเดาผลลัพธ์ได้ว่าจะไม่ถึงนักการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ถ้าย้อนกลับไปดูเรื่องทุจริตท้องถิ่น หรือเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ถึงนักการเมืองเพราะถูกตัดตอนที่ข้าราชการ กรณีนี้ก็ตัดตอนที่ สว. แต่โดนไม่เยอะจึงไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่หาก กกต. มีมติส่งฟ้อง สว.มากว่า 100 คน เกมในสภาสูงจะเปลี่ยนทันทีเพราะ สว.ที่เหลืออยู่เป็นสีอื่นไม่ใช่สีน้ำเงิน ซึ่ง สว.สีน้ำเงินยังอยู่ในสภามากกว่าหลักร้อย แม้ต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ไป 26 คน ก็ไม่กระทบเพราะ สีน้ำเงินยังกุมเสียงข้างมากในสภาสูงอยู่
.
ผศ.ดร.
ณัฐกร กล่าวอีกว่า แม้ไม่ส่งผลทางการเมืองแต่ในทางกลับกันอาจส่งผลต่อสิ่งที่คนเชื่อ และเป็นอีกครั้งที่ถูกพิสูจน์ว่ามีความเกี่ยวโยงกันระหว่างองค์กรอิสระกับฝ่ายการเมือง ดังนั้นโอกาสที่ทำให้องค์กรอิสระตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างที่คาดหวังไม่เกิดขึ้น ขณะที่การส่งฟ้อง สว. 26 คน และบุคคลอื่นๆ ตามที่มีชื่อปรากฏออกมา รวมทั้งหลักฐานที่ไอลอว์ที่เปิดเผยเข้าใจว่ากลุ่มนี้ คือกลุ่มที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน
.
ส่วนกลุ่มที่ กกต.ไม่มีมติส่งฟ้องอาจมีโผแต่ข้อหาที่ กกต.ลงเป็นเรื่องการใช้เงิน หรือ ซื้อคะแนน หมายความว่าหากมีการซื้อต้องมีหลักฐาน และหลักฐานที่ใช้คือการโอนเงิน ซึ่งบางกรณีอาจนัดรับกันถือเงินสดยื่นใส่มือจึงไม่มีหลักฐาน กรณีที่ กกต.มีมิติส่งฟ้องเพราะมีหลักฐานจะแจ้งเกินกว่าที่จะไม่ส่งเรื่องใหศาลฎีกาวินิจฉัย
.
“
หาก กกต.ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาและมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด สว. จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและสิ้นสุดสมาชิกภาพลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อแยกจากคดีเลือกตั้ง คาดว่าใช้เวลาโดยเฉลี่ยเกือบ 1 ปีกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา” ผศ.ดร.
ณัฐกร กล่าว
.
ผศ.ดร.
ณัฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ไม่เป็นบรรทัดฐานให้เคสอื่นๆ เพราะคดีของท้องถิ่น กกต.เขี้ยวมากกว่านี้ โดยกฏหมายเขียนไว้ว่า “
หลักฐานอันควรเชื่อ” หมายความว่าถ้าเจอหลักฐาน หรือ กกต.สงสัยอะไรก็ส่งให้ศาลตัดสิน ซึ่งส่วนใหญ่ศาลก็ไม่ได้ตัดสินแบบ กกต. แม้ กกต.จะให้ใบเหลืองแต่ศาลอาจยกฟ้อง ที่ผ่านมากรณีท้องถิ่นมีหลักฐานไม่เยอะ เช่นหาเสียงเกินเวลา แต่มีคนร้องเข้ามา กกต.ก็ส่งฟ้องศาล เหมือนกรณีเคสของนายก ทต.สุเทพ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น กกต.เขี้ยวและเข้มข้นมากกว่า กรณีนี้จึงไม่เป็นบรรทัดฐาน เพราะ สว.ต้องมีหลักฐานโจ่งแจ้งมากกว่า
.
ขณะเดียวกันก็ไม่มีผลต่อการเมืองเพราะจำนวน สว.ที่ถูกส่งฟ้องมีเพียง 26 คน จากที่มีอยู่ในสภา 150 คน ยังเหลืออยู่ 130 คนยังกุมเสียงข้างมากในสภาอยู่ ไม่มีการเลื่อน สว.สำรองขึ้นมาแทนต้องรอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาก่อน ดังนั้น สว.สีน้ำเงินจึงคุมเกมในสภาต่อไป แต่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยถูกส่งฟ้องอาจตั้งข้อสงสัยแม้มีหลักฐานไม่มากแต่มีคนไปร้อง ขณะที่ สว. ต้องมีหลักฐานชัดเจน พยานกลับคำให้การก็ไม่รับ หรือมีลักษณะความน่าเชื่อถือของพยานก็ไม่รับฟัง ส่วนหลักฐานเช่น เส้นทางการเงิน หรือข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เป็นเรื่องที่พูดยากเพราะไม่ทราบชัดเจนว่ามีการพูดคุยกันเรื่องอะไร โดยทั่วไปศาลจะไม่รับฟังแม้รู้ว่ามีการติดต่อกันแต่ไม่รู้ว่าพูดคุยกันเรื่องอะไรเป็นเพียงเหตุแห่งความสงสัยเท่านั้น
.
.
"วีระยุทธ" ชี้หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน เศรษฐกิจไทยไปต่อไม่ได้
https://www.thairath.co.th/news/politic/2959756
.
"วีระยุทธ" ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV-โซลาร์ ย้ำหากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน เศรษฐกิจไทยไปต่อไม่ได้
วันที่ 14 กันยายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในงานสัมมนา “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน (SDGs)” จัดโดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ที่ยังมีข้อกังขาเรื่องการมีส่วนร่วมและการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล
.
ทั้งนี้ได้เตือนถึงความเข้าใจผิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ว่าต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือแผงโซลาร์เซลล์เข้ามาในระบบ แต่ต้องกล้า “แทนที่” และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ปัจจุบันไทยยังใช้อยู่สูงถึง 80% ให้ได้อย่างจริงจัง มิเช่นนั้นจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง
.
นายวีระยุทธ ย้ำว่า หากไทยไม่เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน เนื่องจากไฟฟ้าสะอาดได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดคุณภาพสูงอย่างยุโรปและออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันไทยกลับมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าสะอาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งผลสำรวจจากรายงาน "Tailor the Transition" โดย กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ร่วมกับ GIZ ระบุว่า ช่องว่างความต้องการไฟฟ้าสะอาดของนักลงทุนจะขยายตัวสูงถึง 70% ในปี 2573 และเพิ่มเป็น 80% ในปี 2578 จนเสี่ยงทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตหรือปฏิเสธการลงทุนเฟสใหม่
.
รองหัวหน้าพรรคประชาชนยังเสนอให้รัฐบาลออกแบบนโยบายเจาะจงเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น หนุน SME ชิ้นส่วนยานยนต์เปลี่ยนเครื่องจักร ส่งเสริมชีวมวลและก๊าซชีวภาพในกลุ่มอาหาร ตลอดจนใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในกลุ่มปิโตรเคมี เพื่อรักษาราชการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
.
.
ส.ว.แตกตื่น เจอสื่อดักรอสัม คนโดนฟ้องคดีฮั้ว มีโทรบอกกันวุ่น จนต้องจัดกำลังประกบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5889801
.
‘วุฒิสภา’ จัดกำลังเข้มประกบสื่อ หลัง สว.แตกตื่น โทรแจ้งกันวุ่น เหตุสื่อดักรอตั้งแต่เช้า ด้าน ‘ชีวะภาพ’ เบี้ยวไม่เข้าประชุม ให้ ‘กิตติศักดิ์’ นำแทน ขณะที่ ‘สุเทพ’ ไม่พอใจปิดกล้องสื่อเสียงแข็ง บอกไม่โอเค ฟาก ‘สมหมาย’ ยิ้มรับขอบคุณสื่อ ลั่น ไม่ต้องห่วง
.
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา ว่าจากกรณีสืบเนื่องจากคดีฮั้วส.ว.นั้น ทำให้มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอสัมภาษณ์ ส.ว.ที่มีชื่อถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกา ทั้ง 26 คน รวมถึง นาย
มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยปักหลักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ฝั่งวุฒิสภา ตั้งแต่โถงด้านหน้าจนถึงหน้าห้องประชุมจันทรา จนทำให้ ส.ว.ส่วนใหญ่ มีอาการแตกตื่น มีการโทรศัพท์แจ้งกันว่า มีสื่อมวลชนมารอทำข่าว จากนั้นในช่วงบ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยฝ่ายอาคารสถานที่ได้จัดตำรวจมา 1 ชุด มาตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ จะต้องอำนวยความสะดวกเรียบร้อยในอาคารรัฐสภา
.
ขณะที่ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่มี นาย
ชีวะภาพ ชีวะธรรม เป็นประธานกมธ. เป็น 1 ในรายชื่อ 26 ส.ว. ได้มีสื่อมวลชนไปรอทำข่าวที่หน้าห้องประชุมเช่นกัน แต่นาย
ชีวะภาพไม่ได้เข้าประชุม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้ที่จะนำประชุมคือนาย
กิติศักดิ์ หมื่นศรี สว. รองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 ทำหน้าที่แทน
.
ด้าน นาย
สุเทพ สังข์วิเศษ ส.ว. ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ พร้อมพูดเสียงแข็งว่า “
ไม่โอเค” พร้อมได้นำมือปัดกล้องผู้สื่อข่าว ก่อนจะเดินจากไป
.
ส่วน นาย
สมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26 ส.ว. ซึ่งมาประชุมในกรรมาธิการนี้ด้วย กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่
.
เมื่อถามว่า หากศาลรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีผลต่อการทำงานหรือไม่ นาย
สมหมาย กล่าวว่า ก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดี.
JJNY : อรรถจักร์จวกกกต.│อาจารย์มช.คาใจกกต.│วีระยุทธชี้หากไม่เปลี่ยน ศก.ไปไม่ได้│ส.ว.แตกตื่น│นาโตลั่นยกระดับหนุนยูเครน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5889693
.
.
นักวิชาการ จวก กกต. จาก ยักษ์ กลายเป็น แมว ยอมสยบให้อำนาจ จี้ แสดงคำวินิจฉัยอย่างเปิดเผย อย่าตีมึนใช้แค่กระดาษแถลงข่าว
.
เมื่อวันที่ 15 กันยายน นายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่ง 77 รายชื่อ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญาในสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ต้องการจะเตือนสังคมไทยว่ารัฐธรรมนูญฉบับสุดอัปลักษณ์นี้ กกต.เป็นทางเดียวที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม เปรียบเหมือนรัฐธรรมนูญสร้าง “ยักษ์” เอาไว้ดูแลทางเข้าไปสู่อำนาจ แต่วันนี้ “ยักษ์” กลายเป็น “แมว” ยอมสยบกับอำนาจ ทำให้คนผ่านประตูไปได้มีความไม่สะอาดเพียงพอ ซึ่งกกต.ต้องทำให้ตัวเองมีหลังพิง หากตัวเองกลัวอำนาจที่เหนือกว่า หลังพิงนั้นคือ สังคม และประชาชน ดังนั้น กกต.ต้องเปิดเผยทุกอย่าง และดำเนินการตามที่สังคมตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถาม และมีหลักฐานพิสูจน์
.
นายอรรถจักร์ กล่าวว่า การนำเอาอดีตความเป็นผู้พิพากษา 38 ปีมาข่มผู้คน และเทศนาสั่งสอนผู้คนราวกับว่าคนในสังคมนี่โง่หมดเป็นสิ่งที่จะต้องยุติ กกต.ต้องแสดงเหตผลของการวินิฉัยอย่างเปิดเผย และรวดเร็ว การยืดเวลายาวนานไปเท่ากับการถ่วงเวลา เพื่อให้สถานการณ์ของสังคมเบาลงนั้นถือว่าผิด เหมือนเป็นการกระทำของแมวขี้ขลาดไม่ใช่ยักษ์ผู้ดูแลประตูสู่อำนาจ ที่สำคัญต้องแสดงว่าเป็นผู้ที่รู้จักผิด รู้จักถูก รู้หนทางแห่งยุติธรรรม กกต.จะต้องตอบคำถามทุกคำถามที่สังคมได้สงสัย อย่าตีมึน ใช้แค่กระดาษแถลงข่าว หากพวกคุณตีมึนสยบต่ออำนาจเถื่อน พวกคุณจะถูกประณามจากผู้คนในสังคมวันนี้ และสาบแช่งจากผู้คนในอนาคตอย่างแน่นอน
.
.
อาจารย์มช. ชี้ฮั้วสว.ถูกตัดตอน คาใจกกต. มาตรฐานไม่เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น
https://www.matichon.co.th/politics/news_5889600
.
อาจารย์มช. ชี้ฮั้วสว.ถูกตัดตอน คาใจกกต. มาตรฐานไม่เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น
.
เมื่อวันที่ 15 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยหลัง กกต.มีมติพิจารณาสำนวนไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. ส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน จากผู้ถูกร้อง 427 คน ว่า ไม่เหนือความคาดหมายเพราะทราบกันดีว่า กกต.ชุดนี้มาจากการเลือกของ สว.ชุดนี้ 4 คน จากทั้งหมด 7 คน จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากเพราะระบบโครงสร้างการเมืองถูกออกแบบมาให้ สว.เลือกองค์กรอิสระและให้องค์กรเหล่านี้ไปตรวจสอบนักการเมือง แต่ปรากฏว่า สว.ที่ถูกเลือกไม่ได้ปลอดจากการเมือง และไม่เป็นไปตามความตั้งใจของกลุ่มอาชีพ แต่กลายเป็นฝ่ายการเมืองเข้ามาจัดตั้ง หรือที่สื่อใช้คำว่า “ฮั้ว”
.
ทั้งนี้จึงพอคาดเดาผลลัพธ์ได้ว่าจะไม่ถึงนักการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ถ้าย้อนกลับไปดูเรื่องทุจริตท้องถิ่น หรือเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ถึงนักการเมืองเพราะถูกตัดตอนที่ข้าราชการ กรณีนี้ก็ตัดตอนที่ สว. แต่โดนไม่เยอะจึงไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่หาก กกต. มีมติส่งฟ้อง สว.มากว่า 100 คน เกมในสภาสูงจะเปลี่ยนทันทีเพราะ สว.ที่เหลืออยู่เป็นสีอื่นไม่ใช่สีน้ำเงิน ซึ่ง สว.สีน้ำเงินยังอยู่ในสภามากกว่าหลักร้อย แม้ต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ไป 26 คน ก็ไม่กระทบเพราะ สีน้ำเงินยังกุมเสียงข้างมากในสภาสูงอยู่
.
ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวอีกว่า แม้ไม่ส่งผลทางการเมืองแต่ในทางกลับกันอาจส่งผลต่อสิ่งที่คนเชื่อ และเป็นอีกครั้งที่ถูกพิสูจน์ว่ามีความเกี่ยวโยงกันระหว่างองค์กรอิสระกับฝ่ายการเมือง ดังนั้นโอกาสที่ทำให้องค์กรอิสระตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างที่คาดหวังไม่เกิดขึ้น ขณะที่การส่งฟ้อง สว. 26 คน และบุคคลอื่นๆ ตามที่มีชื่อปรากฏออกมา รวมทั้งหลักฐานที่ไอลอว์ที่เปิดเผยเข้าใจว่ากลุ่มนี้ คือกลุ่มที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน
.
ส่วนกลุ่มที่ กกต.ไม่มีมติส่งฟ้องอาจมีโผแต่ข้อหาที่ กกต.ลงเป็นเรื่องการใช้เงิน หรือ ซื้อคะแนน หมายความว่าหากมีการซื้อต้องมีหลักฐาน และหลักฐานที่ใช้คือการโอนเงิน ซึ่งบางกรณีอาจนัดรับกันถือเงินสดยื่นใส่มือจึงไม่มีหลักฐาน กรณีที่ กกต.มีมิติส่งฟ้องเพราะมีหลักฐานจะแจ้งเกินกว่าที่จะไม่ส่งเรื่องใหศาลฎีกาวินิจฉัย
.
“หาก กกต.ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาและมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด สว. จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและสิ้นสุดสมาชิกภาพลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อแยกจากคดีเลือกตั้ง คาดว่าใช้เวลาโดยเฉลี่ยเกือบ 1 ปีกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา” ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว
.
ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ไม่เป็นบรรทัดฐานให้เคสอื่นๆ เพราะคดีของท้องถิ่น กกต.เขี้ยวมากกว่านี้ โดยกฏหมายเขียนไว้ว่า “หลักฐานอันควรเชื่อ” หมายความว่าถ้าเจอหลักฐาน หรือ กกต.สงสัยอะไรก็ส่งให้ศาลตัดสิน ซึ่งส่วนใหญ่ศาลก็ไม่ได้ตัดสินแบบ กกต. แม้ กกต.จะให้ใบเหลืองแต่ศาลอาจยกฟ้อง ที่ผ่านมากรณีท้องถิ่นมีหลักฐานไม่เยอะ เช่นหาเสียงเกินเวลา แต่มีคนร้องเข้ามา กกต.ก็ส่งฟ้องศาล เหมือนกรณีเคสของนายก ทต.สุเทพ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น กกต.เขี้ยวและเข้มข้นมากกว่า กรณีนี้จึงไม่เป็นบรรทัดฐาน เพราะ สว.ต้องมีหลักฐานโจ่งแจ้งมากกว่า
.
ขณะเดียวกันก็ไม่มีผลต่อการเมืองเพราะจำนวน สว.ที่ถูกส่งฟ้องมีเพียง 26 คน จากที่มีอยู่ในสภา 150 คน ยังเหลืออยู่ 130 คนยังกุมเสียงข้างมากในสภาอยู่ ไม่มีการเลื่อน สว.สำรองขึ้นมาแทนต้องรอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาก่อน ดังนั้น สว.สีน้ำเงินจึงคุมเกมในสภาต่อไป แต่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยถูกส่งฟ้องอาจตั้งข้อสงสัยแม้มีหลักฐานไม่มากแต่มีคนไปร้อง ขณะที่ สว. ต้องมีหลักฐานชัดเจน พยานกลับคำให้การก็ไม่รับ หรือมีลักษณะความน่าเชื่อถือของพยานก็ไม่รับฟัง ส่วนหลักฐานเช่น เส้นทางการเงิน หรือข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เป็นเรื่องที่พูดยากเพราะไม่ทราบชัดเจนว่ามีการพูดคุยกันเรื่องอะไร โดยทั่วไปศาลจะไม่รับฟังแม้รู้ว่ามีการติดต่อกันแต่ไม่รู้ว่าพูดคุยกันเรื่องอะไรเป็นเพียงเหตุแห่งความสงสัยเท่านั้น
.
.
"วีระยุทธ" ชี้หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน เศรษฐกิจไทยไปต่อไม่ได้
https://www.thairath.co.th/news/politic/2959756
.
.
ส.ว.แตกตื่น เจอสื่อดักรอสัม คนโดนฟ้องคดีฮั้ว มีโทรบอกกันวุ่น จนต้องจัดกำลังประกบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5889801
.
‘วุฒิสภา’ จัดกำลังเข้มประกบสื่อ หลัง สว.แตกตื่น โทรแจ้งกันวุ่น เหตุสื่อดักรอตั้งแต่เช้า ด้าน ‘ชีวะภาพ’ เบี้ยวไม่เข้าประชุม ให้ ‘กิตติศักดิ์’ นำแทน ขณะที่ ‘สุเทพ’ ไม่พอใจปิดกล้องสื่อเสียงแข็ง บอกไม่โอเค ฟาก ‘สมหมาย’ ยิ้มรับขอบคุณสื่อ ลั่น ไม่ต้องห่วง
.
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา ว่าจากกรณีสืบเนื่องจากคดีฮั้วส.ว.นั้น ทำให้มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอสัมภาษณ์ ส.ว.ที่มีชื่อถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกา ทั้ง 26 คน รวมถึง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยปักหลักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ฝั่งวุฒิสภา ตั้งแต่โถงด้านหน้าจนถึงหน้าห้องประชุมจันทรา จนทำให้ ส.ว.ส่วนใหญ่ มีอาการแตกตื่น มีการโทรศัพท์แจ้งกันว่า มีสื่อมวลชนมารอทำข่าว จากนั้นในช่วงบ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยฝ่ายอาคารสถานที่ได้จัดตำรวจมา 1 ชุด มาตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ จะต้องอำนวยความสะดวกเรียบร้อยในอาคารรัฐสภา
.
ขณะที่ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่มี นายชีวะภาพ ชีวะธรรม เป็นประธานกมธ. เป็น 1 ในรายชื่อ 26 ส.ว. ได้มีสื่อมวลชนไปรอทำข่าวที่หน้าห้องประชุมเช่นกัน แต่นายชีวะภาพไม่ได้เข้าประชุม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้ที่จะนำประชุมคือนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี สว. รองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 ทำหน้าที่แทน
.
ด้าน นายสุเทพ สังข์วิเศษ ส.ว. ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ พร้อมพูดเสียงแข็งว่า “ไม่โอเค” พร้อมได้นำมือปัดกล้องผู้สื่อข่าว ก่อนจะเดินจากไป
.
ส่วน นายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26 ส.ว. ซึ่งมาประชุมในกรรมาธิการนี้ด้วย กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่
.
เมื่อถามว่า หากศาลรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีผลต่อการทำงานหรือไม่ นายสมหมาย กล่าวว่า ก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดี.