รอยร้าวสีทอง
เมื่อสามปีก่อน ป้าสมเดินหน้าซีดมาหา “น้ำ” พร้อมตั๋วจำนำในมือ
“น้ำ… ป้าไม่มีเงินไถ่ทองแล้ว ทองสามบาทนี่จำนำไว้ 46,000 ถ้าหลุดไปก็น่าเสียดาย เอ็งช่วยไถ่ให้ป้าหน่อยนะ ถือว่าป้ายกให้”
น้ำสงสาร จึงควักเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปไถ่ทองออกมา
ก่อนกลับ ป้าสมยังยิ้มแล้วพูดว่า
“ทองเส้นนี้เป็นของเอ็งแล้วนะ ขอบใจที่ช่วยป้า”
สามปีผ่านไป…
ราคาทองพุ่งขึ้นจนสร้อยเส้นนั้นมีมูลค่าเกินแสนบาท
วันหนึ่ง ป้าสมกลับมาพร้อมเงิน 46,000 บาทในมือ
“น้ำ ป้ามีเงินแล้ว เอาทองคืนมาให้ป้า”
น้ำมองเงินในมือป้า ก่อนตอบนิ่ง ๆ
“ป้าคะ ตอนนั้นป้าบอกว่ายกให้หนูแล้ว หนูใช้เงินตัวเองไถ่ออกมา และตอนนี้ทองก็ราคาขึ้นไปมากแล้ว หนูคงคืนให้ไม่ได้ค่ะ”
สีหน้าป้าสมเปลี่ยนทันที
“แค่ทองของป้า ยังจะหน้าเงินอีกเหรอ!”
“แต่ป้าเป็นคนบอกว่ายกให้หนู…”
“ก็ใครจะคิดว่าทองจะขึ้นขนาดนี้!”
น้ำเงียบ
วันต่อมา ญาติทั้งบ้านก็เริ่มโทรมา
“เด็กเนรคุณ!”
“ป้าเลี้ยงแกมาขนาดนี้ ยังเห็นแก่เงินอีก!”
“ทองของป้าแท้ ๆ ยังกล้าฮุบไว้!”
ไม่มีใครถามน้ำสักคำว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
เพราะป้าสมเล่าไปแล้วว่า…
“หลานเอาทองของป้าไป แล้วไม่ยอมคืน”
คืนนั้น น้ำหยิบสร้อยทองออกมาวางบนโต๊ะ
มันยังสวยและส่องประกายเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ…
จากทองสามบาทที่เคยรักษาไว้เพื่อครอบครัว
มันกลับกลายเป็นราคาที่ต้องจ่าย เพื่อได้เห็นว่าคนในครอบครัวบางคนรักเรามากแค่ไหน
น้ำมองสร้อยอยู่พักใหญ่ ก่อนเก็บมันเข้ากล่อง
เธอไม่ได้เสียทอง
แต่เธอเพิ่งเสียความเชื่อใจในคำว่า “ญาติ” ไปพร้อมกัน
รอยร้าวสีทอง
เมื่อสามปีก่อน ป้าสมเดินหน้าซีดมาหา “น้ำ” พร้อมตั๋วจำนำในมือ
“น้ำ… ป้าไม่มีเงินไถ่ทองแล้ว ทองสามบาทนี่จำนำไว้ 46,000 ถ้าหลุดไปก็น่าเสียดาย เอ็งช่วยไถ่ให้ป้าหน่อยนะ ถือว่าป้ายกให้”
น้ำสงสาร จึงควักเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปไถ่ทองออกมา
ก่อนกลับ ป้าสมยังยิ้มแล้วพูดว่า
“ทองเส้นนี้เป็นของเอ็งแล้วนะ ขอบใจที่ช่วยป้า”
สามปีผ่านไป…
ราคาทองพุ่งขึ้นจนสร้อยเส้นนั้นมีมูลค่าเกินแสนบาท
วันหนึ่ง ป้าสมกลับมาพร้อมเงิน 46,000 บาทในมือ
“น้ำ ป้ามีเงินแล้ว เอาทองคืนมาให้ป้า”
น้ำมองเงินในมือป้า ก่อนตอบนิ่ง ๆ
“ป้าคะ ตอนนั้นป้าบอกว่ายกให้หนูแล้ว หนูใช้เงินตัวเองไถ่ออกมา และตอนนี้ทองก็ราคาขึ้นไปมากแล้ว หนูคงคืนให้ไม่ได้ค่ะ”
สีหน้าป้าสมเปลี่ยนทันที
“แค่ทองของป้า ยังจะหน้าเงินอีกเหรอ!”
“แต่ป้าเป็นคนบอกว่ายกให้หนู…”
“ก็ใครจะคิดว่าทองจะขึ้นขนาดนี้!”
น้ำเงียบ
วันต่อมา ญาติทั้งบ้านก็เริ่มโทรมา
“เด็กเนรคุณ!”
“ป้าเลี้ยงแกมาขนาดนี้ ยังเห็นแก่เงินอีก!”
“ทองของป้าแท้ ๆ ยังกล้าฮุบไว้!”
ไม่มีใครถามน้ำสักคำว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
เพราะป้าสมเล่าไปแล้วว่า…
“หลานเอาทองของป้าไป แล้วไม่ยอมคืน”
คืนนั้น น้ำหยิบสร้อยทองออกมาวางบนโต๊ะ
มันยังสวยและส่องประกายเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ…
จากทองสามบาทที่เคยรักษาไว้เพื่อครอบครัว
มันกลับกลายเป็นราคาที่ต้องจ่าย เพื่อได้เห็นว่าคนในครอบครัวบางคนรักเรามากแค่ไหน
น้ำมองสร้อยอยู่พักใหญ่ ก่อนเก็บมันเข้ากล่อง
เธอไม่ได้เสียทอง
แต่เธอเพิ่งเสียความเชื่อใจในคำว่า “ญาติ” ไปพร้อมกัน