โคมเขียวแห่งสำเพ็ง ชีวิตจริง "หญิงคณิกา” ยุครัชกาลที่ ๕ ที่รัฐบาลสยามยังต้องเก็บภาษี!
วันนี้จะพาย้อนเวลากลับไปเดินเล่นในกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ไปในย่านที่แสงเทียนแสงตะเกียงไม่เคยดับ เสียงพิณพาทย์แว่วมาปนกับเสียงหญิงสาวเรียกหาแขก และมี "โคมสีเขียว" ดวงเล็กๆ แขวนอยู่หน้าประตูเรือนแทบทุกหลัง
เรื่องนี้อาจฟังดูเป็นมุมมืดของประวัติศาสตร์ที่หลายคนไม่อยากพูดถึง แต่ผมเชื่อว่าการเข้าใจสังคมยุคหนึ่งอย่างรอบด้าน ต้องกล้ามองทั้งด้านสว่างและด้านที่ถูกซุกไว้ใต้พรมด้วยครับ
แล้ววันนี้เราจะไม่ตัดสินใครหรือหาคนผิด แต่จะพาไปดูว่า "กิจการหญิงหากิน" ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น อยู่ตรงไหน เป็นอยู่กันอย่างไร และรัฐสยามในยุคปฏิรูปจัดการกับมันแบบไหนครับ
ที่ตั้ง: เมื่อ "สำเพ็ง" คือใจกลางโลกียสำราญ
ย่านที่ขึ้นชื่อที่สุดในยุคนั้นคือ "สำเพ็ง" และ "เยาวราช" ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางการค้าและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ไปพร้อมกัน
สำเพ็งเดิมเป็นย่านชุมชนจีนที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้พระยาราชาเศรษฐีและชาวจีนย้ายมาตั้งบ้านเรือนแถบคลองสามเพ็ง
พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่นี่กลายเป็นย่านการค้าที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทั้งร้านค้าส่งค้าปลีก ธุรกิจการเงินทั้งถูกและผิดกฎหมาย โรงหวย โรงบ่อน โรงแรม
และเมื่อคนมาทำมาค้าขายกันเสร็จยามเย็น สำเพ็งก็กลายเป็นแหล่งรื่นเริงยามราตรีไปโดยปริยาย
สำนักโสเภณีที่โด่งดังที่สุดตั้งอยู่ที่ "ตรอกเต๊า" หรือเยาวราชซอย ๘ เปิดกิจการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ นอกจากนี้ยังกระจายอยู่ตาม ตรอกโรงโคม ตรอกอาจม ตรอกเจ้าสัวเนียม (ตรอกอิศรานุภาพ) ตรอกโพธิ์ ตรอกญวน ไปจนถึงวงเวียน ๒๒ กรกฎา
ส่วนย่านที่ให้บริการชาวต่างชาติก็ขยับไปทางบางรักและถนนเจริญกรุง ขณะที่ลูกค้าคนไทยนิยมไปแถบถนนวรจักรครับ
ตำนาน "ยายแฟง" หญิงผู้สร้างวัดจากรายได้โคมเขียว
พูดถึงยุคนี้ไม่พูดถึง "ยายแฟง" ไม่ได้ครับ คนสมัยนั้นมีคำพูดติดปากว่า "ยายฟักขายข้าวแกง ยายแฟงขาย.. ยายมีขายเหล้า" สะท้อนว่าสำนักของยายแฟงที่ตรอกเต๊านั้นโด่งดังระดับตำนาน
ห้องพักของสาวๆ ในสำนักตกแต่งหรูหราราวกับห้องลูกสาวคหบดี มีม้าคันฉ่องเครื่องแป้งถม โถถมปริกทอง กระโถนเงิน ที่นอนสะอาดสะอ้าน จนสำนักอื่นๆ สู้ไม่ได้
เมื่อกิจการรุ่งเรืองจนร่ำรวย ยายแฟงนำเงินไปสร้างวัดขึ้นที่ตรอกวัดโคก (ปัจจุบันคือถนนพลับพลาไชย) เรียกกันว่า "วัดใหม่ยายแฟง" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดคณิกาผล" ในเวลาต่อมา
ส่วน "แม่กลีบ" ลูกสาวที่รับช่วงกิจการต่อ ก็ใจบุญไม่แพ้กัน สร้างวัดอีกแห่งที่ตรอกเต๊าชื่อ "วัดกันมาตุยาราม" ตามชื่อลูกชายของตน แม้แต่พระสมภารรูปแรกยังต้องขอย้ายวัด เพราะทนเสียงหญิงโสเภณีขับกล่อมและทะเลาะกันทั้งคืนไม่ไหวครับ
นอกจากโรงยายแฟงและโรงแม่กลีบแล้ว ยังมีโรงแม่อิ่มขาวที่ตรอกโรงโคม โรงแม่สุดหลังวัดสามจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องสาวงาม และโรงเตี่ยเม่งฮวดที่มีสาวๆ ร้องงิ้วราวกับดารา ถูกใจนักเที่ยวเป็นพิเศษ
วงจรชีวิตยามค่ำคืน: จากห้องหรูถึง "นั่งม้าหน้าสำนัก"
ชีวิตในย่านนี้แบ่งเป็นหลายระดับชั้นชัดเจนครับ สำนักชั้นดีจะดูแลลูกค้าอย่างพิถีพิถัน ที่นอนหมอนมุ้งสะอาด หญิงสาวพูดจาอ่อนหวานและไม่ฉกฉวยทรัพย์สินลูกค้า เพราะมีนายโรงคอยควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด
ส่วนโสเภณีอีกระดับที่ด้อยกว่าจะออกมานั่งบนม้านั่งหน้าสำนัก ส่งเสียงร้องเรียกลูกค้า บางครั้งถึงขั้นฉุดกระชากผู้คนที่เดินผ่านเข้าไปในร้านเลยทีเดียว
ในช่วงทศวรรษ ๒๔๒๐-๒๔๕๐ วงการนี้ยังมีคำเรียกสถานบริการชั้นดีว่า "คลับ" หรือ "บาร์" ลักษณะคล้ายร้านกินดื่มที่มีหญิงสาวคอยให้บริการ ถ้าถูกใจกันก็ร่วมหลับนอนได้
คลับที่โด่งดังในหมู่คนไทยและจีน ได้แก่ คลับจางวางหม็องที่ถนนวรจักร คลับเบอร์ ๑๐ ที่ถนนเจริญกรุง และคลับยี่สุ่นเหลืองที่ตรอกยายแพ่ง
ที่ "ตรอกน่ำแช" (น่ำแชแปลว่าโคมเขียวในภาษาจีน) เป็นสำนักของคนจีนล้วน รับเฉพาะแขกจีน ส่วนคนไทยที่จะเข้าไปได้ต้องมีบรรดาศักดิ์และมีคนรู้จักพาเข้าไปเท่านั้น เพราะที่นี่ราคาแพงกว่าที่อื่นถึงสามเท่า
ต้องบอกตรงๆ ครับว่า มุมมืดที่สุดของธุรกิจนี้คือการพบเด็กหญิงอายุยังน้อยถูกบังคับให้ค้าประเวณีในบางสำนัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายมาควบคุมในเวลาต่อมา
เรื่องนี้ผมไม่อยากลงรายละเอียดที่โหดร้าย แต่อยากให้มองเห็นภาพว่า นี่คือด้านมืดจริงๆ ที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องโรแมนติกแบบในละคร
กฎหมาย ภาษี และค่าใช้จ่าย: ธุรกิจที่รัฐก็อยากได้ส่วนแบ่ง
เรื่องที่น่าทึ่งที่สุดคือ กิจการนี้เฟื่องฟูจนกลายเป็นแหล่งภาษีสำคัญของแผ่นดินเลยครับ เดิมทีก่อน พ.ศ. ๒๔๑๖ รัฐใช้ระบบ "เจ้าภาษีนายอากร" ประมูลสัมปทานเก็บภาษีเป็นเขตๆ ทำให้เกิดปัญหาการหักหัวคิวและยักยอกเงิน จนกระทั่งมีการตั้ง "หอรัษฎากรพิพัฒน์" ขึ้นมาบริหารภาษีโดยตรง
ตามพิกัดภาษีเรือนโรงร้านตึกแพ เรือนโรงที่มีหญิงหาเงินอยู่ในเขตตำรวจลาดตระเวนต้องเสียอากร ๑๒ ต่อ ๑ กึ่ง เทียบเท่าค่าเช่า หากอยู่นอกเขตก็เก็บ ๑๒ ต่อ ๑ ส่วนตัวหญิงขายบริการเองก็ต้องเสียภาษีเช่นกัน
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ "พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทรศก ๑๒๗" ประกาศใช้ พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๕๒ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้หญิงนครโสเภณีต้องขอใบอนุญาตจากทางราชการ ค่าธรรมเนียมใบละ ๑๒ บาท มีอายุ ๓ เดือน ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับค่าครองชีพยุคนั้น
กฎหมายยังบังคับให้สำนักโสเภณีทุกแห่งต้องมิดชิด สะอาด และแขวน "โคมเขียว" รูปพัดไว้หน้าสำนักเพื่อแสดงว่าจดทะเบียนถูกต้อง ห้ามรับหญิงอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี และผู้ที่จะเป็นโสเภณีต้องสมัครใจเท่านั้น ส่วนใครไม่จดทะเบียนก็ต้องหลบไปแอบขายบริการตามโรงบ่อนโรงหวยแทน
ด้านราคาค่าบริการ หลักฐานจากตรอกน่ำแชระบุว่า สำนักทั่วไปคิดราคาราว ๒ สลึง ขณะที่สำนักจีนชั้นสูงคิดถึง ๖ สลึง
ต่อมาในยุคหลังเมื่อกิจการขยับเข้าสู่ยุค "หญิงบริกรตามโรงน้ำชา" และคู่เต้นรำในสถานเริงรมย์แบบตะวันตกช่วงทศวรรษ ๒๔๖๐-๒๔๘๐ ค่าตัวหญิงจีนที่ส่งตรงจากเซี่ยงไฮ้อาจสูงถึง ๒๐๐ บาทเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าแพงมากในยุคนั้นครับ
มรดกที่ทิ้งไว้: จากบาปสู่บุญ
ที่น่าสนใจคือ เงินจากกิจการนี้ไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิง แต่ยังสร้าง "บุญ" ให้แผ่นดินด้วย นอกจากวัดคณิกาผลและวัดกันมาตุยารามที่ยายแฟงกับแม่กลีบสร้างแล้ว รัฐบาลเองก็สร้าง "โรงพยาบาลหญิงหาเงิน" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ตั้งอยู่ที่ถนนหลวง ไม่ไกลจากสำเพ็งนัก เพื่อตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของหญิงจากสำนักต่างๆ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลกลาง" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ หลังเปิดรับรักษาประชาชนทั่วไปมากขึ้น
เรื่องราวของโคมเขียวแห่งสำเพ็งสะท้อนความซับซ้อนของสังคมสยามในยุคปฏิรูปได้ดีทีเดียวครับ หลังเลิกทาส ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ไร้การศึกษาและช่องทางทำมาหากินอื่น ต้องเลือกเส้นทางนี้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่รัฐเองก็มองเห็นทั้งปัญหาสาธารณสุขที่ต้องควบคุม และรายได้มหาศาลที่ไม่อยากปล่อยผ่าน จนเกิดเป็นระบบกฎหมายที่ทั้งคุ้มครองและจำกัดสิทธิไปพร้อมกัน
ผมเล่าเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการตัดสินใครในอดีตนะครับ แต่อยากชวนเพื่อนๆ มองว่าประวัติศาสตร์ทุกหน้ามีทั้งความรุ่งเรืองและความเจ็บปวดปะปนกันไป และบางครั้งมุมที่ถูกซุกไว้ใต้พรมก็เล่าเรื่องยุคสมัยได้ชัดเจนไม่แพ้มุมที่ถูกจารึกไว้ในพงศาวดารเลยครับ
คนติดเล่า
***เพิ่งรู้เลย รพ.กลาง มีชื่อเดิมอย่างอย่างนี้เอง
สถานที่ที่เป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบัน เช่น วัดคณิกาผล (วัดใหม่ยายแฟง), วัดกันมาตุยาราม, และ รพ.กลาง (เดิมคือรพ......)
วันนี้จะพาย้อนเวลากลับไปเดินเล่นในกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ไปในย่านที่แสงเทียนแสงตะเกียงไม่เคยดับ เสียงพิณพาทย์แว่วมาปนกับเสียงหญิงสาวเรียกหาแขก และมี "โคมสีเขียว" ดวงเล็กๆ แขวนอยู่หน้าประตูเรือนแทบทุกหลัง
เรื่องนี้อาจฟังดูเป็นมุมมืดของประวัติศาสตร์ที่หลายคนไม่อยากพูดถึง แต่ผมเชื่อว่าการเข้าใจสังคมยุคหนึ่งอย่างรอบด้าน ต้องกล้ามองทั้งด้านสว่างและด้านที่ถูกซุกไว้ใต้พรมด้วยครับ
แล้ววันนี้เราจะไม่ตัดสินใครหรือหาคนผิด แต่จะพาไปดูว่า "กิจการหญิงหากิน" ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น อยู่ตรงไหน เป็นอยู่กันอย่างไร และรัฐสยามในยุคปฏิรูปจัดการกับมันแบบไหนครับ
ที่ตั้ง: เมื่อ "สำเพ็ง" คือใจกลางโลกียสำราญ
ย่านที่ขึ้นชื่อที่สุดในยุคนั้นคือ "สำเพ็ง" และ "เยาวราช" ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางการค้าและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ไปพร้อมกัน
สำเพ็งเดิมเป็นย่านชุมชนจีนที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้พระยาราชาเศรษฐีและชาวจีนย้ายมาตั้งบ้านเรือนแถบคลองสามเพ็ง
พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่นี่กลายเป็นย่านการค้าที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทั้งร้านค้าส่งค้าปลีก ธุรกิจการเงินทั้งถูกและผิดกฎหมาย โรงหวย โรงบ่อน โรงแรม
และเมื่อคนมาทำมาค้าขายกันเสร็จยามเย็น สำเพ็งก็กลายเป็นแหล่งรื่นเริงยามราตรีไปโดยปริยาย
สำนักโสเภณีที่โด่งดังที่สุดตั้งอยู่ที่ "ตรอกเต๊า" หรือเยาวราชซอย ๘ เปิดกิจการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ นอกจากนี้ยังกระจายอยู่ตาม ตรอกโรงโคม ตรอกอาจม ตรอกเจ้าสัวเนียม (ตรอกอิศรานุภาพ) ตรอกโพธิ์ ตรอกญวน ไปจนถึงวงเวียน ๒๒ กรกฎา
ส่วนย่านที่ให้บริการชาวต่างชาติก็ขยับไปทางบางรักและถนนเจริญกรุง ขณะที่ลูกค้าคนไทยนิยมไปแถบถนนวรจักรครับ
ตำนาน "ยายแฟง" หญิงผู้สร้างวัดจากรายได้โคมเขียว
พูดถึงยุคนี้ไม่พูดถึง "ยายแฟง" ไม่ได้ครับ คนสมัยนั้นมีคำพูดติดปากว่า "ยายฟักขายข้าวแกง ยายแฟงขาย.. ยายมีขายเหล้า" สะท้อนว่าสำนักของยายแฟงที่ตรอกเต๊านั้นโด่งดังระดับตำนาน
ห้องพักของสาวๆ ในสำนักตกแต่งหรูหราราวกับห้องลูกสาวคหบดี มีม้าคันฉ่องเครื่องแป้งถม โถถมปริกทอง กระโถนเงิน ที่นอนสะอาดสะอ้าน จนสำนักอื่นๆ สู้ไม่ได้
เมื่อกิจการรุ่งเรืองจนร่ำรวย ยายแฟงนำเงินไปสร้างวัดขึ้นที่ตรอกวัดโคก (ปัจจุบันคือถนนพลับพลาไชย) เรียกกันว่า "วัดใหม่ยายแฟง" ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดคณิกาผล" ในเวลาต่อมา
ส่วน "แม่กลีบ" ลูกสาวที่รับช่วงกิจการต่อ ก็ใจบุญไม่แพ้กัน สร้างวัดอีกแห่งที่ตรอกเต๊าชื่อ "วัดกันมาตุยาราม" ตามชื่อลูกชายของตน แม้แต่พระสมภารรูปแรกยังต้องขอย้ายวัด เพราะทนเสียงหญิงโสเภณีขับกล่อมและทะเลาะกันทั้งคืนไม่ไหวครับ
นอกจากโรงยายแฟงและโรงแม่กลีบแล้ว ยังมีโรงแม่อิ่มขาวที่ตรอกโรงโคม โรงแม่สุดหลังวัดสามจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องสาวงาม และโรงเตี่ยเม่งฮวดที่มีสาวๆ ร้องงิ้วราวกับดารา ถูกใจนักเที่ยวเป็นพิเศษ
วงจรชีวิตยามค่ำคืน: จากห้องหรูถึง "นั่งม้าหน้าสำนัก"
ชีวิตในย่านนี้แบ่งเป็นหลายระดับชั้นชัดเจนครับ สำนักชั้นดีจะดูแลลูกค้าอย่างพิถีพิถัน ที่นอนหมอนมุ้งสะอาด หญิงสาวพูดจาอ่อนหวานและไม่ฉกฉวยทรัพย์สินลูกค้า เพราะมีนายโรงคอยควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด
ส่วนโสเภณีอีกระดับที่ด้อยกว่าจะออกมานั่งบนม้านั่งหน้าสำนัก ส่งเสียงร้องเรียกลูกค้า บางครั้งถึงขั้นฉุดกระชากผู้คนที่เดินผ่านเข้าไปในร้านเลยทีเดียว
ในช่วงทศวรรษ ๒๔๒๐-๒๔๕๐ วงการนี้ยังมีคำเรียกสถานบริการชั้นดีว่า "คลับ" หรือ "บาร์" ลักษณะคล้ายร้านกินดื่มที่มีหญิงสาวคอยให้บริการ ถ้าถูกใจกันก็ร่วมหลับนอนได้
คลับที่โด่งดังในหมู่คนไทยและจีน ได้แก่ คลับจางวางหม็องที่ถนนวรจักร คลับเบอร์ ๑๐ ที่ถนนเจริญกรุง และคลับยี่สุ่นเหลืองที่ตรอกยายแพ่ง
ที่ "ตรอกน่ำแช" (น่ำแชแปลว่าโคมเขียวในภาษาจีน) เป็นสำนักของคนจีนล้วน รับเฉพาะแขกจีน ส่วนคนไทยที่จะเข้าไปได้ต้องมีบรรดาศักดิ์และมีคนรู้จักพาเข้าไปเท่านั้น เพราะที่นี่ราคาแพงกว่าที่อื่นถึงสามเท่า
ต้องบอกตรงๆ ครับว่า มุมมืดที่สุดของธุรกิจนี้คือการพบเด็กหญิงอายุยังน้อยถูกบังคับให้ค้าประเวณีในบางสำนัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายมาควบคุมในเวลาต่อมา
เรื่องนี้ผมไม่อยากลงรายละเอียดที่โหดร้าย แต่อยากให้มองเห็นภาพว่า นี่คือด้านมืดจริงๆ ที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องโรแมนติกแบบในละคร
กฎหมาย ภาษี และค่าใช้จ่าย: ธุรกิจที่รัฐก็อยากได้ส่วนแบ่ง
เรื่องที่น่าทึ่งที่สุดคือ กิจการนี้เฟื่องฟูจนกลายเป็นแหล่งภาษีสำคัญของแผ่นดินเลยครับ เดิมทีก่อน พ.ศ. ๒๔๑๖ รัฐใช้ระบบ "เจ้าภาษีนายอากร" ประมูลสัมปทานเก็บภาษีเป็นเขตๆ ทำให้เกิดปัญหาการหักหัวคิวและยักยอกเงิน จนกระทั่งมีการตั้ง "หอรัษฎากรพิพัฒน์" ขึ้นมาบริหารภาษีโดยตรง
ตามพิกัดภาษีเรือนโรงร้านตึกแพ เรือนโรงที่มีหญิงหาเงินอยู่ในเขตตำรวจลาดตระเวนต้องเสียอากร ๑๒ ต่อ ๑ กึ่ง เทียบเท่าค่าเช่า หากอยู่นอกเขตก็เก็บ ๑๒ ต่อ ๑ ส่วนตัวหญิงขายบริการเองก็ต้องเสียภาษีเช่นกัน
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ "พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทรศก ๑๒๗" ประกาศใช้ พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๕๒ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้หญิงนครโสเภณีต้องขอใบอนุญาตจากทางราชการ ค่าธรรมเนียมใบละ ๑๒ บาท มีอายุ ๓ เดือน ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับค่าครองชีพยุคนั้น
กฎหมายยังบังคับให้สำนักโสเภณีทุกแห่งต้องมิดชิด สะอาด และแขวน "โคมเขียว" รูปพัดไว้หน้าสำนักเพื่อแสดงว่าจดทะเบียนถูกต้อง ห้ามรับหญิงอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี และผู้ที่จะเป็นโสเภณีต้องสมัครใจเท่านั้น ส่วนใครไม่จดทะเบียนก็ต้องหลบไปแอบขายบริการตามโรงบ่อนโรงหวยแทน
ด้านราคาค่าบริการ หลักฐานจากตรอกน่ำแชระบุว่า สำนักทั่วไปคิดราคาราว ๒ สลึง ขณะที่สำนักจีนชั้นสูงคิดถึง ๖ สลึง
ต่อมาในยุคหลังเมื่อกิจการขยับเข้าสู่ยุค "หญิงบริกรตามโรงน้ำชา" และคู่เต้นรำในสถานเริงรมย์แบบตะวันตกช่วงทศวรรษ ๒๔๖๐-๒๔๘๐ ค่าตัวหญิงจีนที่ส่งตรงจากเซี่ยงไฮ้อาจสูงถึง ๒๐๐ บาทเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าแพงมากในยุคนั้นครับ
มรดกที่ทิ้งไว้: จากบาปสู่บุญ
ที่น่าสนใจคือ เงินจากกิจการนี้ไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิง แต่ยังสร้าง "บุญ" ให้แผ่นดินด้วย นอกจากวัดคณิกาผลและวัดกันมาตุยารามที่ยายแฟงกับแม่กลีบสร้างแล้ว รัฐบาลเองก็สร้าง "โรงพยาบาลหญิงหาเงิน" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ตั้งอยู่ที่ถนนหลวง ไม่ไกลจากสำเพ็งนัก เพื่อตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของหญิงจากสำนักต่างๆ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลกลาง" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ หลังเปิดรับรักษาประชาชนทั่วไปมากขึ้น
เรื่องราวของโคมเขียวแห่งสำเพ็งสะท้อนความซับซ้อนของสังคมสยามในยุคปฏิรูปได้ดีทีเดียวครับ หลังเลิกทาส ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ไร้การศึกษาและช่องทางทำมาหากินอื่น ต้องเลือกเส้นทางนี้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่รัฐเองก็มองเห็นทั้งปัญหาสาธารณสุขที่ต้องควบคุม และรายได้มหาศาลที่ไม่อยากปล่อยผ่าน จนเกิดเป็นระบบกฎหมายที่ทั้งคุ้มครองและจำกัดสิทธิไปพร้อมกัน
ผมเล่าเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการตัดสินใครในอดีตนะครับ แต่อยากชวนเพื่อนๆ มองว่าประวัติศาสตร์ทุกหน้ามีทั้งความรุ่งเรืองและความเจ็บปวดปะปนกันไป และบางครั้งมุมที่ถูกซุกไว้ใต้พรมก็เล่าเรื่องยุคสมัยได้ชัดเจนไม่แพ้มุมที่ถูกจารึกไว้ในพงศาวดารเลยครับ
คนติดเล่า
***เพิ่งรู้เลย รพ.กลาง มีชื่อเดิมอย่างอย่างนี้เอง