เปิด 3 เคสคนไทยถูกจับลอบขนกัญชาไปอินเดีย ทั้งถูกหลอกไปเที่ยวและไหว้พระ รับจ้างหิ้วของแลกเงิน ไปจนถึงรับฝากเสื้อผ้าโดยไม่รู้ว่าซุกซ่อนยาเสพติด ก่อนต้องเผชิญคดีและข้อจำกัดในการช่วยเหลือในต่างแดน
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
📍คดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อินเดียควบคุมตัวคนไทย 6 คน ทันทีที่เดินทางถึงสนามบิน หลังตรวจพบกัญชาไฮโดรโปนิกส์น้ำหนักรวมเกือบ 20 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ขณะที่ผู้เสียหายทั้งหมดยืนยันว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าถูกใช้เป็นพาหะลำเลียงยาเสพติด โดยเชื่อว่าตนเองกำลังเดินทางไปท่องเที่ยวและไหว้พระฟรีตามคำชักชวน
จากการตรวจสอบของญาติผู้เสียหาย พบว่าจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มาจากบุคคลที่รู้จักในวงสังคมเดียวกัน ซึ่งสร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจกับครอบครัวผู้เสียหายมาระยะหนึ่ง ก่อนชักชวนกลุ่มเป้าหมายรวม 6 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เดินทางไปอินเดียแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นทริประยะสั้น 3 วัน โดยอ้างว่ามีญาติที่แต่งงานกับชาวอินเดีย รับเป็นผู้จัดการเรื่องเอกสาร ตั๋วเครื่องบิน และที่พักให้ทั้งหมด
ก่อนวันเดินทาง 1 วัน กลุ่มผู้เสียหายเข้าพักที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตามที่ผู้ชักชวนจัดเตรียมไว้ ระหว่างนั้นมีชายชาวอินเดีย เดินทางมาขอเปลี่ยนกระเป๋าเดินทางให้กับผู้เสียหายทั้ง 6 คน โดยอ้างว่าเป็นระเบียบของธุรกิจรับหิ้วสินค้าแบรนด์เนม ทั้งที่ผู้ชักชวนเองกลับไม่ได้ใช้กระเป๋าลักษณะเดียวกันเดินทางไปด้วย ซึ่งภายหลังพบว่ากระเป๋าดังกล่าวคือจุดซุกซ่อนยาเสพติด
เมื่อเดินทางถึงอินเดีย เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวผู้เสียหายทั้งหมดในทันที ลักษณะการจับกุมที่รวดเร็วทำให้มีข้อสังเกตว่า กลุ่มดังกล่าวอาจถูกเฝ้าติดตามไว้ล่วงหน้า ขณะที่ผู้ชักชวนหลบหนีกลับประเทศไทยได้สำเร็จ และในระยะแรกเคยให้คำมั่นกับครอบครัวผู้เสียหายว่า จะช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัว ก่อนไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ตามที่รับปาก ทำให้ครอบครัวต้องกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการเอง
ปัจจุบันผู้เสียหายทั้ง 6 คนถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยพนักงานสอบสวนอินเดีย คำนวณน้ำหนักของกลางรวมโดยไม่แยกเป็นรายบุคคล ทำให้ทุกคนต้องเผชิญอัตราโทษเดียวกันคือจำคุกขั้นต่ำ 10 ปี สูงสุด 20 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนยื่นขอประกันตัว
ญาติผู้เสียหายระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำเป็นไปอย่างยากลำบาก ขาดแคลนอาหารประเภทเนื้อสัตว์และบางช่วงขาดแคลนน้ำใช้ ขณะที่ทีมทนายความต้องเผชิญอุปสรรคในการสร้างความน่าเชื่อถือต่อศาล เนื่องจากผู้เสียหายเดินทางไปพร้อมกันถึง 6 คนในคราวเดียว
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
📍หิ้วของแลกเงินสู่คุก 4 เดือนในอินเดีย สถานทูตช่วยได้จำกัด
คดีที่สองที่ถูกดำเนินคดีลักลอบขนยาเสพติด เปิดเผยช่องโหว่ที่ซ้ำรอยเดิม เมื่อผู้เสียหายชาวไทยรายหนึ่ง ซึ่งกำลังตกงานและต้องการเงินด่วน ตอบรับงาน "หิ้วของ" ไปอินเดียเป็นครั้งที่ 2 หลังการเดินทางครั้งแรก ไม่พบความผิดปกติจึงเกิดความไว้ใจ ก่อนพบว่าสิ่งของที่รับจ้างขนคือ กัญชาไฮโดรโปนิกส์น้ำหนัก 4.8 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกล่องมะม่วง และถูกจับกุมทันทีที่สนามบินมุมไบ
ผู้เสียหายรับงานหิ้วของแลกค่าจ้าง 10,000 บาท โดยได้รับการชักชวนจากคนใกล้ชิด ก่อนเดินทางจึงทราบว่า สิ่งของที่รับฝากมาคือยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่ในสินค้าทั่วไป ลักษณะของฝาก เมื่อเดินทางถึงสนามบินมุมไบ เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวได้ในทันที ลักษณะการจับกุมที่รวดเร็ว ทำให้มีข้อสังเกตว่าฝ่ายอินเดียอาจได้รับแจ้งข้อมูลล่วงหน้า จากแหล่งข่าวฝั่งไทยมาก่อน
หลังถูกจับกุม ผู้เสียหายถูกคุมขังนานหลายเดือน ก่อนได้รับการประกันตัว โดยมีรายงานว่าทนายความที่เข้ามาเกี่ยวข้องในคดี ได้ยึดทรัพย์สินส่วนตัวไปทั้งโทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเงินประกันตัว และค่าทนายตกอยู่ที่ราว 150,000 บาท ซึ่งครอบครัวต้องกู้ยืมเงินมาทั้งหมด
ด้านผู้ว่าจ้างในประเทศไทย เสนอเงินชดใช้เพียง 50,000 บาทในช่วงแรก ก่อนตัดขาดการติดต่อทั้งหมด และยังข่มขู่จะแจ้งความกลับในข้อหาบุกรุก หากครอบครัวยังคงติดตามทวงถามความรับผิดชอบ ส่วนคนใกล้ชิดที่เป็นผู้ชักชวนให้รับงานนี้ตั้งแต่แรก แม้ช่วยประสานหาทนายความให้ในระยะเริ่มต้น แต่ต่อมาก็ตัดการติดต่อไปเช่นกัน
ประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมคือบทบาทของสถานทูตไทยในอินเดีย ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับ ระบุว่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมได้มากนัก โดยให้เหตุผลว่ามีคดีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีรายงานกรณีอื่นที่สถานทูตเคยแนะนำทนายความชาวอินเดียให้กับคนไทยรายหนึ่ง แต่ทนายรายดังกล่าวรับเงินไปแล้ว ไม่ดำเนินการใด ๆ และติดต่อไม่ได้นานถึง 8 เดือน
แม้ได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว แต่ผู้เสียหายยังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เนื่องจากหนังสือเดินทางถูกยึดไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคดี ทำให้ไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินหรือเข้าพักโรงแรมได้ตามปกติ ต้องเหมารถแท็กซี่เดินทางข้ามเมืองนานถึง 26 ชั่วโมง เพื่อไปพักอาศัยกับกลุ่มคนไทยในเมืองอื่น และดำรงชีวิตด้วยเงินสดติดตัวเพียงประมาณ 5,000 บาท
ผู้ให้ข้อมูลระบุว่า การใช้ชีวิตในอินเดียสำหรับคนไทย ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องเผชิญกับการหลอกลวงที่พบได้ แม้แต่ในกระบวนการที่ควรจะน่าเชื่อถือ การหาทนายความที่ไว้ใจได้ และทำงานจริงเป็นเรื่องยาก ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อย ต้องเปลี่ยนทนายหลายครั้ง และสูญเสียเงินไปกับกระบวนการนี้เป็นจำนวนมาก บางกรณีสูงถึงหลักล้านบาท
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
📍ช่างภาพไทยติดค้างในอินเดีย 3 ปี หลังถูกหลอกหิ้วเสื้อผ้าที่แท้ยาเสพติด
คดีที่สาม สะท้อนผลกระทบระยะยาวของการหลอกลวงให้หิ้วของข้ามประเทศ คือกรณีของช่างภาพชาวไทยวัย 30 กว่าปี ซึ่งมีไลฟ์สไตล์เป็นนักเดินทางแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ต้องติดค้างอยู่ในอินเดียมานานกว่า 3 ปี หลังถูกจับกุมที่เมืองอัห์มดาบาด พร้อมยาเสพติดน้ำหนัก 6.5 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนมากับ "เสื้อผ้า" ซึ่งเขารับฝากไปให้บุคคลอื่น โดยไม่ทันได้ตรวจสอบ
ตามข้อมูลที่ได้รับ ผู้เสียหายประกาศแผนการเดินทางไปอินเดีย เพื่อถ่ายภาพต่อสาธารณะ ก่อนมีผู้ติดต่อขอฝากเสื้อผ้าไปให้บุคคลอื่นที่ปลายทาง โดยอ้างว่าเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป จุดที่ทำให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบทันคือ สิ่งของดังกล่าวถูกนำมาส่งมอบในช่วง 10 นาทีสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง ห่อเป็นถุงผ้ายัดม้วนแน่น จึงไม่มีเวลาเปิดดูอย่างละเอียด
เมื่อเดินทางถึงเมืองอัห์มดาบาด เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวทันที พร้อมตรวจพบยาเสพติดน้ำหนัก 6.5 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าที่รับฝากมา ลักษณะเช่นนี้สอดคล้องกับรูปแบบที่พบซ้ำในหลายคดี คือการอาศัยช่วงเวลากระชั้นชิดก่อนขึ้นเครื่อง เป็นจังหวะส่งมอบสิ่งของ เพื่อไม่ให้ผู้รับฝากมีเวลาตรวจสอบหรือปฏิเสธได้ทัน
หลังถูกจับกุม ผู้เสียหายถูกคุมขังนาน 6 เดือน ก่อนได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ เนื่องจากไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวใด ๆ ต้องเดินทางไปรายงานตัวตามกำหนดทุกเดือนต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี โดยมีรายงานว่า ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีและการดำรงชีวิตตลอดช่วงเวลานี้ สูงถึงกว่าหนึ่งล้านบาท
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
🚨เตือนภัย เปิด 3 เคสคนไทยถูกจับลอบขนกัญชาไปอินเดีย ต้องเผชิญคดีและข้อจำกัดในการช่วยเหลือในต่างแดน
- - - - - - - - - - - - - - - - - -