อินโดนีเซียเปิดเกมรุก ประกาศพร้อมมอบสิทธิประโยชน์ “ทุกรูปแบบ” เพื่อจูงใจให้ Toyota ย้ายฐานการผลิตหลักในอาเซียนจากไทย พร้อมดึงอุตสาหกรรมเหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนให้ย้ายตามไปด้วย
แต่คำตอบจาก Toyota Indonesia สะท้อนชัดว่า เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
-โรงงานอินโดนีเซียผลิต Hilux ได้ในทางเทคนิค
เพราะมีสายการผลิตรถยนต์แบบ Body-on-Frame อยู่แล้ว แต่การประกอบรถได้ ไม่ได้หมายความว่าจะย้ายฐานผลิตได้ทันที
- จุดแข็งสำคัญของไทยคือ Supply Chain ที่สร้างมาหลายสิบปี
ไทยมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนตั้งแต่ Tier 1, Tier 2 ไปจนถึง Tier 3 นับพันราย รองรับทั้งชิ้นส่วนความแม่นยำสูง งานแม่พิมพ์ เหล็กเกรดยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบวงจร
- อินโดนีเซียยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญจำนวนมาก
หากย้ายรถกระบะรุ่นส่งออกระดับโลกอย่าง Hilux ไปผลิต อาจเกิดต้นทุนแฝงจากการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ จนไม่คุ้มกับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
- ย้ายโรงงาน แต่ย้ายระบบนิเวศทั้งหมดไม่ง่าย
อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้มีแค่โรงประกอบ แต่ต้องมีซัพพลายเออร์ วัตถุดิบ แรงงานทักษะ เทคโนโลยี และระบบโลจิสติกส์ที่ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำ
- ภูมิศาสตร์ของไทยได้เปรียบกว่า
ถนน ทางรถไฟ และท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเชื่อมต่อกันบนผืนแผ่นดินเดียว เหมาะกับการผลิตแบบ Just-in-Time ขณะที่อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะ มีต้นทุนและความเสี่ยงจากการขนส่งระหว่างพื้นที่สูงกว่า
-AFTA ทำให้การย้ายฐานยิ่งไม่มีความจำเป็น
ภาษีนำเข้ารถยนต์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่ที่ 0% การผลิตในไทยแล้วส่งไปขายอินโดนีเซีย จึงไม่ได้เสียเปรียบด้านราคามากพอที่จะต้องย้ายสายการผลิต
ดังนั้น สิ่งที่อินโดนีเซียต้องเร่งทำอาจไม่ใช่แค่การเสนอ Incentive ให้ Toyota แต่คือการสร้าง Supply Chain และระบบนิเวศอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่งพอเสียก่อน
ส่วนประเทศไทยก็ประมาทไม่ได้ เพราะความได้เปรียบที่สร้างมาหลายสิบปี หากไม่เร่งต่อยอดไปสู่รถยนต์ Hybrid, PHEV, EV และอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ วันหนึ่งคู่แข่งก็อาจไล่ทันได้เช่นกัน
ที่มา: Bisnis Indonesia หมวด Otomotif
"ก็แค่งอนนิดหน่อยเอง" ทุ่มให้แค่ไหนก็ไม่ย้าย!! Toyota ชี้ Supply Chain ไทยแข็งแกร่ง อินโดฯ ยังแทนไม่ได้