รู้หรือไม่? Google Maps ไม่ได้แค่บอกทางเดิน ขับรถ หรือขนส่งสาธารณะ แต่ยังโชว์ข้อมูลร้านและจุดสนใจระหว่างทาง เช่น คะแนนดาว เวลาเปิดปิด ระยะทาง และเมนูหรือบริการที่คนมักชอบ รวมถึงข้อมูลแบบเกือบเรียลไทม์ว่าตอนนี้ร้านแน่นแค่ไหน และอาจรอนานเท่าไร ข้อมูลชุดนี้มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น คนรีบอาจเลี่ยงร้านอาหารเช้าที่แน่นจัด ขณะที่คนอยากได้บรรยากาศอาจรอให้บาร์เริ่มมีคนก่อนค่อยไป
https://www.facebook.com/share/p/1Bw3Rab97e/?mibextid=wwXIfr
Google ใช้ข้อมูลมาจากไหน
Google ได้อธิบายเอาไว้ว่า ระบบประเมินความหนาแน่นจากข้อมูลตำแหน่งที่ถูกรวมและปิดชื่อของผู้ใช้ที่เปิด Google Timeline หรือ Location History โดยค่าเริ่มต้นของฟีเจอร์นี้เป็นแบบปิด เมื่อมีคนพกมือถือที่เปิดการบันทึกตำแหน่งเข้าไปในร้าน ระบบจะเห็นภาพรวมว่ามีอุปกรณ์อยู่ในพื้นที่นั้นมากหรือน้อยแค่ไหน แล้วเทียบกับระดับคนแน่นปกติของร้านนั้น ๆ
Google จะโชว์ข้อมูลนี้ก็ต่อเมื่อมีจำนวนการเข้าชมจากผู้เปิด Timeline มากพอ หากข้อมูลน้อยเกินไปจะไม่แสดง เพื่อให้ประมาณการแม่นขึ้นและปกป้องความเป็นส่วนตัว ระบบจึงไม่บอกจำนวนคนจริงในร้าน และไม่ชี้ตัวบุคคล
Popular times กับสถานะ Live ต่างกันอย่างไร
กราฟ Popular times บอกภาพรวมว่าวันและชั่วโมงไหนคนในร้านแน่น โดยอิงค่าเฉลี่ยหลายเดือนที่ผ่านมา ความหนาแน่นของแต่ละชั่วโมงจะถูกเทียบกับชั่วโมงที่แน่นที่สุดของร้านในหนึ่งสัปดาห์ เช่น ถ้าไอศกรีมร้านหนึ่งแน่นสุดวันเสาร์บ่ายสี่ ชั่วโมงอื่นจะถูกจัดระดับเทียบกับจุดนั้น ว่าแน่นเท่าช่วงพีค ไม่ค่อยมีคน หรือแน่นปานกลาง
ส่วน Live visit data อัปเดตเกือบเรียลไทม์ และทับบนกราฟเดิม เพื่อบอกว่าตอนนี้แน่นกว่าหรือน้อยกว่าปกติของช่วงเวลานั้น เช่น ร้านจัดโปรวันอังคารที่ปกติเงียบ แล้วคนทะลักเป็นสองเท่า ระบบสามารถจับคลื่นนี้จากข้อมูลตำแหน่งรวมแล้วโชว์สถานะ Live ได้ทันที แม้จะต่างจากสถิติเดิมมาก
นอกจากนี้ยังมีประมาณเวลาที่ลูกค้าอยู่ที่ร้าน และเวลารอคิว โดยอิงแพทเทิร์นการเข้าชมหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การคำนวณเวลารอต่างกันตามประเภทธุรกิจ เช่น ร้านอาหารนั่งทานจะเน้นว่ารอกี่นาทีก่อนได้นั่งโต๊ะ โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกัน
พื้นที่ทั้งย่านกับเรื่องความเป็นส่วนตัว
Google Maps ยังประเมินความหนาแน่นของทั้งย่านนั้น ๆ หรือกลุ่มถนน โดยรวมแนวโน้ม Live จากร้านค้า ร้านอาหาร สวนสาธารณะ และคาเฟ่ในพื้นที่นั้น เมื่อย่านใกล้จุดที่แน่นที่สุดของตัวเอง แอปจะติดป้าย Busy area ให้กดดูกราฟและรายชื่อสถานที่ได้ แต่ระบบไม่คำนวณบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ส่วนตัว
ในช่วงโควิด Google เคยปรับให้อิงข้อมูลล่าสุดราว 4 ถึง 6 สัปดาห์มากขึ้น เพราะชั่วโมงเปิดปิดและพฤติกรรมคนเปลี่ยนเร็ว สถิติเก่าจึงเดาสถานการณ์ปัจจุบันได้ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร จุดสำคัญคือข้อมูลนี้ช่วยเลือกเวลาไปกินไปเที่ยวได้ดี แต่ขึ้นกับว่ามีคนเปิด Timeline ในพื้นที่นั้นมากพอ ร้านเล็กหรือย่านเงียบอาจไม่มีกราฟให้ดู
ที่มาของข้อมูล Google, engadget
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
Google maps รู้ได้ยังไงว่าร้านค้า คนแน่น ?ความสามารถที่มากกว่าการบอกเส้นทาง
https://www.facebook.com/share/p/1Bw3Rab97e/?mibextid=wwXIfr
Google ใช้ข้อมูลมาจากไหน
Google ได้อธิบายเอาไว้ว่า ระบบประเมินความหนาแน่นจากข้อมูลตำแหน่งที่ถูกรวมและปิดชื่อของผู้ใช้ที่เปิด Google Timeline หรือ Location History โดยค่าเริ่มต้นของฟีเจอร์นี้เป็นแบบปิด เมื่อมีคนพกมือถือที่เปิดการบันทึกตำแหน่งเข้าไปในร้าน ระบบจะเห็นภาพรวมว่ามีอุปกรณ์อยู่ในพื้นที่นั้นมากหรือน้อยแค่ไหน แล้วเทียบกับระดับคนแน่นปกติของร้านนั้น ๆ
Google จะโชว์ข้อมูลนี้ก็ต่อเมื่อมีจำนวนการเข้าชมจากผู้เปิด Timeline มากพอ หากข้อมูลน้อยเกินไปจะไม่แสดง เพื่อให้ประมาณการแม่นขึ้นและปกป้องความเป็นส่วนตัว ระบบจึงไม่บอกจำนวนคนจริงในร้าน และไม่ชี้ตัวบุคคล
Popular times กับสถานะ Live ต่างกันอย่างไร
กราฟ Popular times บอกภาพรวมว่าวันและชั่วโมงไหนคนในร้านแน่น โดยอิงค่าเฉลี่ยหลายเดือนที่ผ่านมา ความหนาแน่นของแต่ละชั่วโมงจะถูกเทียบกับชั่วโมงที่แน่นที่สุดของร้านในหนึ่งสัปดาห์ เช่น ถ้าไอศกรีมร้านหนึ่งแน่นสุดวันเสาร์บ่ายสี่ ชั่วโมงอื่นจะถูกจัดระดับเทียบกับจุดนั้น ว่าแน่นเท่าช่วงพีค ไม่ค่อยมีคน หรือแน่นปานกลาง
ส่วน Live visit data อัปเดตเกือบเรียลไทม์ และทับบนกราฟเดิม เพื่อบอกว่าตอนนี้แน่นกว่าหรือน้อยกว่าปกติของช่วงเวลานั้น เช่น ร้านจัดโปรวันอังคารที่ปกติเงียบ แล้วคนทะลักเป็นสองเท่า ระบบสามารถจับคลื่นนี้จากข้อมูลตำแหน่งรวมแล้วโชว์สถานะ Live ได้ทันที แม้จะต่างจากสถิติเดิมมาก
นอกจากนี้ยังมีประมาณเวลาที่ลูกค้าอยู่ที่ร้าน และเวลารอคิว โดยอิงแพทเทิร์นการเข้าชมหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การคำนวณเวลารอต่างกันตามประเภทธุรกิจ เช่น ร้านอาหารนั่งทานจะเน้นว่ารอกี่นาทีก่อนได้นั่งโต๊ะ โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกัน
พื้นที่ทั้งย่านกับเรื่องความเป็นส่วนตัว
Google Maps ยังประเมินความหนาแน่นของทั้งย่านนั้น ๆ หรือกลุ่มถนน โดยรวมแนวโน้ม Live จากร้านค้า ร้านอาหาร สวนสาธารณะ และคาเฟ่ในพื้นที่นั้น เมื่อย่านใกล้จุดที่แน่นที่สุดของตัวเอง แอปจะติดป้าย Busy area ให้กดดูกราฟและรายชื่อสถานที่ได้ แต่ระบบไม่คำนวณบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ส่วนตัว
ในช่วงโควิด Google เคยปรับให้อิงข้อมูลล่าสุดราว 4 ถึง 6 สัปดาห์มากขึ้น เพราะชั่วโมงเปิดปิดและพฤติกรรมคนเปลี่ยนเร็ว สถิติเก่าจึงเดาสถานการณ์ปัจจุบันได้ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร จุดสำคัญคือข้อมูลนี้ช่วยเลือกเวลาไปกินไปเที่ยวได้ดี แต่ขึ้นกับว่ามีคนเปิด Timeline ในพื้นที่นั้นมากพอ ร้านเล็กหรือย่านเงียบอาจไม่มีกราฟให้ดู
ที่มาของข้อมูล Google, engadget
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand