“พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษมีอยู่แล้ว แล้วไทยทำใหม่ทำไม?”
ช่วงนี้มีข่าวว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการจัดทำ พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ 45 เล่ม และมีข่าวว่าต้นฉบับรูปเล่มเสร็จแล้ว 3 เล่ม
หลายคนอาจสงสัยว่า
“เดี๋ยวนะ…พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษมีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แล้วทำใหม่ทำไม?”
คำถามนี้ถามได้ค่ะ และก่อนจะวิจารณ์ เรามาทำความเข้าใจกันก่อน
พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ มีอยู่แล้วจริง และมีมานานกว่าร้อยปี โดยมีทั้งงานแปลของ Pāli Text Society และคำแปลจากนักวิชาการหรือสถาบันต่าง ๆ
ดังนั้น โครงการของไทย ไม่ได้หมายความว่าโลกยังไม่มีพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ
แต่สิ่งที่โครงการนี้กำลังทำคือ
การจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษของพระไตรปิฎกบาลี “ฉบับสยามรัฐ” จำนวน 45 เล่ม
ตรงนี้สำคัญนะคะ เพราะคำถามทางวิชาการไม่ได้มีแค่ว่า “แปลภาษาอังกฤษแล้วหรือยัง” แต่ต้องถามด้วยว่า “แปลจากพระไตรปิฎกฉบับไหน?”
รัฐบาลระบุว่าใช้ฉบับสยามรัฐเป็นต้นฉบับ และมีการเทียบเคียงกับฉบับอื่นเพื่อความถูกต้อง
ส่วนโครงการนี้ก็ ไม่ได้เพิ่งเริ่มในปี 2569 แต่มีประวัติดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปี 2561–2562 และทำงานต่อเนื่องมาหลายปี
ดังนั้นคำว่า “เสร็จแล้ว 3 เล่ม” ไม่ได้หมายความว่าเพิ่งเปิดโครงการแล้วแปลเสร็จสามเล่มอย่างรวดเร็ว แต่เป็นความคืบหน้าของโครงการเดิมค่ะ
แล้วทำไมต้องเป็นภาษาอังกฤษ?
เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาท และมีผู้ศึกษาจากนานาชาติเข้ามาเรียนและปฏิบัติธรรมในประเทศไทย ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษากลางสำคัญของการศึกษาพระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ
ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายหลักจึงน่าจะเป็นนักวิชาการ นักศึกษา พระธรรมทูต และผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วโลก มากกว่าคนไทยทั่วไป
แต่ตรงนี้เองค่ะที่หนูคิดว่ารัฐบาลควรอธิบายให้ประชาชนชัดกว่านี้
เพราะเมื่อมี English Tipiṭaka อยู่แล้ว รัฐควรตอบว่า
ฉบับสยามรัฐภาษาอังกฤษนี้แตกต่างจากฉบับที่มีอยู่แล้วอย่างไร?
ทำไมต้องทำครบ 45 เล่ม?
ใครคือผู้ใช้?
ใช้งบประมาณเท่าไร และมีระบบตรวจสอบคุณภาพอย่างไร?
และเมื่อทำเสร็จแล้ว ประเทศไทยกับนานาชาติจะได้ประโยชน์อะไรอย่างเป็นรูปธรรม?
ส่วนการที่คุณศุภจี ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์นั้น ก็สามารถตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมของบทบาทได้ค่ะ แต่ต้องแยกจากงานวิชาการ เพราะผู้แปลและผู้ตรวจสอบมีคณะผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบอยู่
สุดท้าย เราสามารถยืนอยู่ตรงกลางได้ค่ะ
ตรวจสอบรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องตำหนิพระธรรม
และ
เคารพพระธรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกเว้นรัฐบาลจากการตรวจสอบ
เพราะพระไตรปิฎกเป็นเรื่องหนึ่ง
ส่วนการบริหารโครงการและการใช้เงินประชาชนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่เราควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ทำทำไม?”
แต่คือ
“โครงการนี้กำลังเติมช่องว่างอะไร และเมื่อทำเสร็จแล้ว คุณค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้น คุ้มค่ากับทรัพยากรของประชาชนหรือไม่?”
คำถามนี้น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อพระศาสนาและต่อประชาชนค่ะ
ขอร่วมอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุค่ะ
พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษมีอยู่แล้ว ไทยทำใหมาทำไม?
ช่วงนี้มีข่าวว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการจัดทำ พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ 45 เล่ม และมีข่าวว่าต้นฉบับรูปเล่มเสร็จแล้ว 3 เล่ม
หลายคนอาจสงสัยว่า
“เดี๋ยวนะ…พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษมีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แล้วทำใหม่ทำไม?”
คำถามนี้ถามได้ค่ะ และก่อนจะวิจารณ์ เรามาทำความเข้าใจกันก่อน
พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ มีอยู่แล้วจริง และมีมานานกว่าร้อยปี โดยมีทั้งงานแปลของ Pāli Text Society และคำแปลจากนักวิชาการหรือสถาบันต่าง ๆ
ดังนั้น โครงการของไทย ไม่ได้หมายความว่าโลกยังไม่มีพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ
แต่สิ่งที่โครงการนี้กำลังทำคือ
การจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษของพระไตรปิฎกบาลี “ฉบับสยามรัฐ” จำนวน 45 เล่ม
ตรงนี้สำคัญนะคะ เพราะคำถามทางวิชาการไม่ได้มีแค่ว่า “แปลภาษาอังกฤษแล้วหรือยัง” แต่ต้องถามด้วยว่า “แปลจากพระไตรปิฎกฉบับไหน?”
รัฐบาลระบุว่าใช้ฉบับสยามรัฐเป็นต้นฉบับ และมีการเทียบเคียงกับฉบับอื่นเพื่อความถูกต้อง
ส่วนโครงการนี้ก็ ไม่ได้เพิ่งเริ่มในปี 2569 แต่มีประวัติดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปี 2561–2562 และทำงานต่อเนื่องมาหลายปี
ดังนั้นคำว่า “เสร็จแล้ว 3 เล่ม” ไม่ได้หมายความว่าเพิ่งเปิดโครงการแล้วแปลเสร็จสามเล่มอย่างรวดเร็ว แต่เป็นความคืบหน้าของโครงการเดิมค่ะ
แล้วทำไมต้องเป็นภาษาอังกฤษ?
เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาท และมีผู้ศึกษาจากนานาชาติเข้ามาเรียนและปฏิบัติธรรมในประเทศไทย ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษากลางสำคัญของการศึกษาพระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ
ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายหลักจึงน่าจะเป็นนักวิชาการ นักศึกษา พระธรรมทูต และผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วโลก มากกว่าคนไทยทั่วไป
แต่ตรงนี้เองค่ะที่หนูคิดว่ารัฐบาลควรอธิบายให้ประชาชนชัดกว่านี้
เพราะเมื่อมี English Tipiṭaka อยู่แล้ว รัฐควรตอบว่า
ฉบับสยามรัฐภาษาอังกฤษนี้แตกต่างจากฉบับที่มีอยู่แล้วอย่างไร?
ทำไมต้องทำครบ 45 เล่ม?
ใครคือผู้ใช้?
ใช้งบประมาณเท่าไร และมีระบบตรวจสอบคุณภาพอย่างไร?
และเมื่อทำเสร็จแล้ว ประเทศไทยกับนานาชาติจะได้ประโยชน์อะไรอย่างเป็นรูปธรรม?
ส่วนการที่คุณศุภจี ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์นั้น ก็สามารถตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมของบทบาทได้ค่ะ แต่ต้องแยกจากงานวิชาการ เพราะผู้แปลและผู้ตรวจสอบมีคณะผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบอยู่
สุดท้าย เราสามารถยืนอยู่ตรงกลางได้ค่ะ
ตรวจสอบรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องตำหนิพระธรรม
และ
เคารพพระธรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกเว้นรัฐบาลจากการตรวจสอบ
เพราะพระไตรปิฎกเป็นเรื่องหนึ่ง
ส่วนการบริหารโครงการและการใช้เงินประชาชนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่เราควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ทำทำไม?”
แต่คือ
“โครงการนี้กำลังเติมช่องว่างอะไร และเมื่อทำเสร็จแล้ว คุณค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้น คุ้มค่ากับทรัพยากรของประชาชนหรือไม่?”
คำถามนี้น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อพระศาสนาและต่อประชาชนค่ะ
ขอร่วมอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุค่ะ