เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี ฯ: เราได้เป็นหรือไม่ได้เป็นอะไร เราย่อมมีหรือเราย่อมไม่มี เราจักมีหรือจักไม่มี ข้อนี้ไม่มีเลย

🦖ประเด็น เรื่องมี-ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา

🍡 มี-ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวแล่นไป

🎡เรื่องปฏิจจสมุปบาทชาติเดียวหรือข้ามภพชาติ

อะไรเหล่านี้ จขกท.เคยเห็นเขาถกกันมากแต่ไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ก็มีสมาชิกท่านนึงมักจะนำมาลงในกระทู้ของจขกท.เยอะพอสมควร จนลากกระทู้ออกทะเลได้พอๆกับอีกท่านนึง ก็ไม่ทราบเหมือนกันทำไมไม่ไปตั้งกระทู้กันเองให้หายอยากไปเลย

ยังไงก็ตามจขกท.ก็ไม่ได้อยู่ฝั่งอยู่แล้ว โดนคลื่นซัดลอยคออยู่ในทะเลมานาน มีเรื่องใหม่มาก็ลองถกดูได้ และก็หวังว่าจบแล้วทั้ง 2 ท่านจะเลิกลากกระทู้ออกทะเลซักที
///////////////

จากที่ถกกันไปบ้างแล้วกับสมาชิก 4111 ที่กล่าวว่า “วัฏฏสงสารก็คือเรื่องนามรูปกับวิญาณเท่านั้นเอง“ และ “ปฏิจจสมุปบาททึ่อธิบายในพระอภิธรรมปิฎกซึ่งเป็นพระอภิธรรมแท้ ไม่มีสภาพสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา จึงไม่มีอะไรจะนำออกจากวัฏฏะได้แบบข้ามภพข้ามชาติ เพราะมีแต่สภาวธรรมล้วนๆ

📌จขกท.ก็ขอนำคำแปลสังสารวัฏจากเว็บนึงมาประกอบก่อนก็แล้วกัน

สำคัญสาร + วฏฺฏ = สํสารวฏฺฏ > สังสารวัฏ (วัฏ ตัด ฏ ออกตัวหนึ่งตามหลักนิยมของไทย) แปลตามศัพท์ว่า “วงกลมแห่งการท่องเที่ยว”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –
“สังสารวัฏ : (คำนาม) การเวียนว่ายตายเกิด, สงสารวัฏ หรือ วัฏสงสาร ก็ว่า. (ป. สํสารวฏฺฏ).”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ขยายความไว้ดังนี้ –
(1) สังสารวัฏ : วังวนแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย, การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกหรือในภพต่างๆ, โดยใจความ ก็ได้แก่ “สังสาระ” นั่นเอง.

(2) สังสาระ : การเที่ยวเร่ร่อนไปในภพ คือภาวะแห่งชีวิต ที่ถูกพัดพาให้ประสบสุขทุกข์ ขึ้นลง เป็นไปต่างๆ ตามกระแสแห่งอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน, การว่ายวนอยู่ในกระแสแห่งกิเลส กรรม และวิบาก, การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกหรือในภพต่างๆ, ว่าโดยสภาวะ ก็คือ ความสืบทอดต่อเนื่องไปแห่งขันธ์ทั้งหลายนั่นเอง; นิยมพูดว่า สังสารวัฏ.






https://dhamtara.com/?p=3765

///////////////
📌นอกจากนี้ใน “วัชชีสูตร“ ก็ยังมีระบุเกี่ยวกับเรื่องสังสารวัฏไว้อย่างชัดเจนว่าเพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงได้มีการแล่นท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏตลอดกาลนาน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกล่าวได้ว่าไม่มีการนำออกจากวัฏฏะได้ ตามที่ท่าน 4111 ให้ความเห็น

จขกท.จึงขอสรุปตรงหัวกระทู้นี้ก่อนว่า การที่พระอภิธรรมปิฎกแสดงถึงแต่สภาวธรรมล้วนๆก็ไม่ได้หมายความว่าวัฏฏสงสารไม่มี ก็ในเมื่อในพระสูตรก็แสดงอยู่เห็นๆ ดังนั้นการกล่าวเช่นนั้นจึงเป็นการบิดเบือนนั่นเอง และในเมื่อพระอภิธธรรมปิฎกล่าวถึงแต่สภาวธรรมแต่การนำสังสารวัฏไปถกด้วยความเห็นตัวเองก็เป็นการศึกษาคัมภีร์ผิดวัตถุประสงค์ ในคัมภีร์ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีวิทยาศาสตร์ วิทยาการ สงครามฯลฯ แต่ในโลกนอกคัมภีร์ทุกสิ่งเหล่านี้มี วัฏสงสารก็มีจริง

โกฏิคามวรรคที่ ๓
วัชชีสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการตรัสรู้และไม่ตรัสรู้อริยสัจ ๔

             [๑๖๙๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามในแคว้นวัชชี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดอริยสัจ ๔ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย จึงแล่นไป ท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอด
กาลนานอย่างนี้

อริยสัจ ๔ เป็นไฉน?  คือ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดทุกขอริยสัจ ๑ ทุกขสมุทยอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๑ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย จึงแล่นไป ท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอดกาลนานอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายทุกขอริยสัจ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย ตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ทุกขสมุทยอริยสัจ ...ทุกขนิโรธอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย ตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ตัณหาในภพขาดสูญแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์
ต่อไปอีกว่า

             [๑๖๙๙]     เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง  เราและเธอทั้งหลายได้ท่องเที่ยวไปในชาตินั้นๆ ตลอดกาลนาน อริยสัจ ๔ เหล่านี้  เราและเธอทั้งหลายเห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพถอนขึ้นได้แล้ว มูลแห่งทุกข์ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.

จบ สูตรที่ ๑
พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๙  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?item=1699&book=19&bookZ=19
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่