จับตา Synthetic Identity ภัยทุจริตเงียบที่ AI กำลังเร่งขยายตัว
ManageEngine เผยโลกการเงินตื่นรับมือภัย “Synthetic Identity” หลังโจรไซเบอร์อัปเกรดใช้ Deepfake สร้างตัวตนเสมือนผ่านการตรวจสอบสแกนใบหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้กลโกงแนบเนียนระดับอุตสาหกรรม จี้ไทยยกระดับระบบยืนยันตัวตนรับมือด่วน
วันที่ 12 กันยายน 2569 – การฉ้อโกงโดยใช้เอกลักษณ์บุคคลปลอมหรือที่เรียกว่า “Synthetic Identity” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอาชญากรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทวีความรุนแรงและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลแบบเดิม เพราะไม่ใช่แค่เป็นการโจรกรรมข้อมูลประจำตัวจากบุคคลจริง
แต่กลุ่มมิจฉาชีพจะนำข้อมูลจริงและข้อมูลที่สร้างขึ้นใหม่มาปะติดปะต่อกันเพื่อสร้างเป็น “บุคคลใหม่” ขึ้นมาอย่างแนบเนียน สามารถเล็ดลอดผ่านกระบวนการตรวจสอบยืนยันตัวตนตอนเปิดใช้งานและแอบสร้างประวัติเครดิตอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่จะลงมือก่อเหตุ
นายณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ Regional Technical Head ManageEngine ระบุว่า การจะตรวจจับเอกลักษณ์บุคคลปลอมในปัจจุบันนั้นทำได้ยากขึ้นเพราะมีการใช้เครื่องมือ AI ระบบการเงินอัตโนมัติ ประกอบกับเกิดการรั่วไหลของข้อมูลเพิ่มสูงมากขึ้น อีกทั้งยังเกิดเหตุโจรกรรมแพร่กระจายในวงกว้างเกินกว่าจะตามไล่ตรวจจับ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาลให้แก่องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร กลุ่มฟินเทค โทรคมนาคม และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย
สำหรับประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันนี้ เนื่องจากบริการทางการเงินและดิจิทัลต้องพึ่งพาการยืนยันตัวตนทางไกลเพื่อขยายฐานผู้ใช้งาน ขณะที่เทคนิคการสร้างเอกลักษณ์บุคคลปลอมมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จึงได้ออกมาเตือนว่า
เทคโนโลยี Deepfake อาจทำให้ความปลอดภัยของระบบ Digital ID และ e-KYC ที่ใช้การจดจำใบหน้าด้อยประสิทธิภาพลง โดยเปิดช่องให้มิจฉาชีพสามารถยืนยันตัวตนปลอมและหลบเลี่ยงการตรวจสอบความปลอดภัยตามปกติได้
ที่มา
จับตา Synthetic Identity ภัยทุจริตเงียบที่ AI กำลังเร่งขยายตัว
จับตา Synthetic Identity ภัยทุจริตเงียบที่ AI กำลังเร่งขยายตัว
ManageEngine เผยโลกการเงินตื่นรับมือภัย “Synthetic Identity” หลังโจรไซเบอร์อัปเกรดใช้ Deepfake สร้างตัวตนเสมือนผ่านการตรวจสอบสแกนใบหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้กลโกงแนบเนียนระดับอุตสาหกรรม จี้ไทยยกระดับระบบยืนยันตัวตนรับมือด่วน
วันที่ 12 กันยายน 2569 – การฉ้อโกงโดยใช้เอกลักษณ์บุคคลปลอมหรือที่เรียกว่า “Synthetic Identity” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอาชญากรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทวีความรุนแรงและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลแบบเดิม เพราะไม่ใช่แค่เป็นการโจรกรรมข้อมูลประจำตัวจากบุคคลจริง
แต่กลุ่มมิจฉาชีพจะนำข้อมูลจริงและข้อมูลที่สร้างขึ้นใหม่มาปะติดปะต่อกันเพื่อสร้างเป็น “บุคคลใหม่” ขึ้นมาอย่างแนบเนียน สามารถเล็ดลอดผ่านกระบวนการตรวจสอบยืนยันตัวตนตอนเปิดใช้งานและแอบสร้างประวัติเครดิตอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่จะลงมือก่อเหตุ
นายณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ Regional Technical Head ManageEngine ระบุว่า การจะตรวจจับเอกลักษณ์บุคคลปลอมในปัจจุบันนั้นทำได้ยากขึ้นเพราะมีการใช้เครื่องมือ AI ระบบการเงินอัตโนมัติ ประกอบกับเกิดการรั่วไหลของข้อมูลเพิ่มสูงมากขึ้น อีกทั้งยังเกิดเหตุโจรกรรมแพร่กระจายในวงกว้างเกินกว่าจะตามไล่ตรวจจับ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาลให้แก่องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร กลุ่มฟินเทค โทรคมนาคม และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย
สำหรับประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันนี้ เนื่องจากบริการทางการเงินและดิจิทัลต้องพึ่งพาการยืนยันตัวตนทางไกลเพื่อขยายฐานผู้ใช้งาน ขณะที่เทคนิคการสร้างเอกลักษณ์บุคคลปลอมมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จึงได้ออกมาเตือนว่า
เทคโนโลยี Deepfake อาจทำให้ความปลอดภัยของระบบ Digital ID และ e-KYC ที่ใช้การจดจำใบหน้าด้อยประสิทธิภาพลง โดยเปิดช่องให้มิจฉาชีพสามารถยืนยันตัวตนปลอมและหลบเลี่ยงการตรวจสอบความปลอดภัยตามปกติได้
ที่มา