เงินเฟ้อสหรัฐ 3.4% ตามคาด แล้วเฟดจะไปทางไหน? โบรกเปิด 3 ฉากทัศน์ดอกเบี้ย ลุ้นทิศทางหุ้นไทยสัปดาห์หน้า
Keypoints:
- ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) เดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 3.4% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือน (Core CPI) สูงกว่าคาดเล็กน้อย ทำให้ทิศทางการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้ายังคงเป็นที่จับตา
- โบรกเกอร์ได้ประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟดไว้ 3 ฉากทัศน์ คือ 1) คงดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ตลาดผ่อนคลายในระยะสั้น 2) ขึ้นดอกเบี้ยแต่ไม่ส่งสัญญาณขึ้นต่อ ตลาดน่าจะรับได้ และ 3) ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น
- นักวิเคราะห์อีกรายมองว่าตลาดให้น้ำหนักถึง 90% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังสูงจากราคาน้ำมันและการจ้างงานที่แข็งแกร่ง
- ปัจจัยสำคัญที่สุดคือถ้อยแถลงของเฟดหลังการประชุม หากส่งสัญญาณผ่อนคลาย ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับขึ้น แต่หากแสดงความกังวลและส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ ตลาดมีโอกาสปรับตัวลง
- สำหรับทิศทางหุ้นไทย นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยอาจถือหุ้นในช่วงต้นสัปดาห์ แต่แนะนำให้พิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วนก่อนวันประชุมเฟด เพื่อลดความเสี่ยงจากท่าทีที่อาจออกมาเข้มงวด
ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ออกมาตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.4% ส่วนตัวเลขรายเดือน Core CPI ขยับขึ้น 0.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมสัปดาห์หน้ายังเป็นประเด็นที่ตลาดจับตา โดยเฉพาะสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนและทิศทางตลาดหุ้นไทย
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดอยู่ที่ 3.4% ซึ่งออกมาตามคาด สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
แต่อย่างไรก็ตาม ในการประชุมเฟดสัปดาห์หน้า มอง 3 ฉากทัศน์ โดยหากเฟดคงดอกเบี้ยและเงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวขึ้น ตลาดอาจผ่อนคลายในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังมีอยู่จากสถานการณ์สงครามและราคาพลังงาน ขณะที่เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่า และเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดพันธบัตรรัฐบาลยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย
กรณีเฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่ส่งสัญญาณขึ้นต่อ หาก Dot Plot และประมาณการเศรษฐกิจไม่ได้สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มเติม ตลาดน่าจะตอบรับได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังสะท้อนความมุ่งมั่นของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ค่าเงินบาทและตลาดโดยรวมมีแนวโน้มทรงตัว
ส่วนกรณีเฟดขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมขึ้นต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่มีโอกาสถูกกดดัน แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจปรับตัวลดลงก็ตาม
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า ระยะนี้ปัจจัยมหภาคและความผันผวนของดอกเบี้ยเข้ามามีอิทธิพลเหนือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมากขึ้น สะท้อนจากกรณี Apple แม้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แสดงถึงนวัตกรรมและการเติบโต แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลง สะท้อนว่าความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคยังครอบงำบรรยากาศการลงทุน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำระยะสั้นให้เพิ่มความระมัดระวัง ติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ขณะที่นักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจสามารถใช้กลยุทธ์ Wait and See ถือเงินสด และรอจังหวะที่ชัดเจน ส่วนผู้ที่มองการลงทุนระยะกลางถึงยาวและเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจ ยังสามารถเลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มองความผันผวนปัจจุบันเป็นปัจจัยรบกวนในระยะสั้น
กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีปัจจัยกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยตัวเลขการจ้างงานล่าสุดอยู่ที่ 160,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงกว่าคาด ส่วน Core CPI เดือนล่าสุดเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าคาดเล็กน้อย และ CPI เพิ่มขึ้น 3.4%
ทั้งนี้ หากนำตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนมาคำนวณในรูปแบบรายปี พบว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 3.6% สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนอยู่เหนือระดับดังกล่าวในช่วง 12 วันแรกของเดือนก.ย. ซึ่งเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสชะลอตัวได้ยาก
สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า ตลาดให้น้ำหนักราว 90% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตลาดรับรู้ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงไปมากแล้ว โดยช่วงต้นสัปดาห์ถึงวันอังคาร (15 ก.ย.2569) ตลาดหุ้นอาจมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้นเพื่อรอผลการประชุมและถ้อยแถลงของเฟดในวันพุธ (16 ก.ย.2569)
อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมยังต้องติดตามท่าทีของเฟด หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ส่งสัญญาณผ่อนคลายหรือชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลของนโยบาย ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ แต่หากเฟดแสดงความกังวลต่อราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง
กรรณ์ กล่าวต่อไปว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะยังคงท่าทีระมัดระวังและส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี เนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังยืนอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดการเงินในระยะสั้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย มองว่าดัชนีบริเวณ 1,600 จุดยังสามารถยืนได้ โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกถือหุ้นเป็นรายตัว สำหรับผู้ที่มีหุ้นอยู่แล้วสามารถถือต่อในช่วงต้นสัปดาห์ถึงวันอังคาร (15 ก.ย.2569) แต่เมื่อเข้าใกล้วันประชุมเฟดในวันพุธ (16 ก.ย.2569) ควรพิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากมีโอกาสที่ถ้อยแถลงของเฟดจะออกมาในโทนเข้มงวดและส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ
ที่มา
เงินเฟ้อสหรัฐ 3.4% ตามคาด แล้วเฟดจะไปทางไหน? ลุ้นทิศทางหุ้นไทยสัปดาห์หน้า
เงินเฟ้อสหรัฐ 3.4% ตามคาด แล้วเฟดจะไปทางไหน? โบรกเปิด 3 ฉากทัศน์ดอกเบี้ย ลุ้นทิศทางหุ้นไทยสัปดาห์หน้า
Keypoints:
- ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) เดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 3.4% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือน (Core CPI) สูงกว่าคาดเล็กน้อย ทำให้ทิศทางการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้ายังคงเป็นที่จับตา
- โบรกเกอร์ได้ประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟดไว้ 3 ฉากทัศน์ คือ 1) คงดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ตลาดผ่อนคลายในระยะสั้น 2) ขึ้นดอกเบี้ยแต่ไม่ส่งสัญญาณขึ้นต่อ ตลาดน่าจะรับได้ และ 3) ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น
- นักวิเคราะห์อีกรายมองว่าตลาดให้น้ำหนักถึง 90% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังสูงจากราคาน้ำมันและการจ้างงานที่แข็งแกร่ง
- ปัจจัยสำคัญที่สุดคือถ้อยแถลงของเฟดหลังการประชุม หากส่งสัญญาณผ่อนคลาย ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับขึ้น แต่หากแสดงความกังวลและส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ ตลาดมีโอกาสปรับตัวลง
- สำหรับทิศทางหุ้นไทย นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยอาจถือหุ้นในช่วงต้นสัปดาห์ แต่แนะนำให้พิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วนก่อนวันประชุมเฟด เพื่อลดความเสี่ยงจากท่าทีที่อาจออกมาเข้มงวด
ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ออกมาตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.4% ส่วนตัวเลขรายเดือน Core CPI ขยับขึ้น 0.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมสัปดาห์หน้ายังเป็นประเด็นที่ตลาดจับตา โดยเฉพาะสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนและทิศทางตลาดหุ้นไทย
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดอยู่ที่ 3.4% ซึ่งออกมาตามคาด สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
แต่อย่างไรก็ตาม ในการประชุมเฟดสัปดาห์หน้า มอง 3 ฉากทัศน์ โดยหากเฟดคงดอกเบี้ยและเงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวขึ้น ตลาดอาจผ่อนคลายในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังมีอยู่จากสถานการณ์สงครามและราคาพลังงาน ขณะที่เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่า และเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดพันธบัตรรัฐบาลยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย
กรณีเฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่ส่งสัญญาณขึ้นต่อ หาก Dot Plot และประมาณการเศรษฐกิจไม่ได้สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มเติม ตลาดน่าจะตอบรับได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังสะท้อนความมุ่งมั่นของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ค่าเงินบาทและตลาดโดยรวมมีแนวโน้มทรงตัว
ส่วนกรณีเฟดขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมขึ้นต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่มีโอกาสถูกกดดัน แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจปรับตัวลดลงก็ตาม
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า ระยะนี้ปัจจัยมหภาคและความผันผวนของดอกเบี้ยเข้ามามีอิทธิพลเหนือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมากขึ้น สะท้อนจากกรณี Apple แม้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แสดงถึงนวัตกรรมและการเติบโต แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลง สะท้อนว่าความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคยังครอบงำบรรยากาศการลงทุน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำระยะสั้นให้เพิ่มความระมัดระวัง ติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ขณะที่นักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจสามารถใช้กลยุทธ์ Wait and See ถือเงินสด และรอจังหวะที่ชัดเจน ส่วนผู้ที่มองการลงทุนระยะกลางถึงยาวและเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจ ยังสามารถเลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มองความผันผวนปัจจุบันเป็นปัจจัยรบกวนในระยะสั้น
กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีปัจจัยกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยตัวเลขการจ้างงานล่าสุดอยู่ที่ 160,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงกว่าคาด ส่วน Core CPI เดือนล่าสุดเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าคาดเล็กน้อย และ CPI เพิ่มขึ้น 3.4%
ทั้งนี้ หากนำตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนมาคำนวณในรูปแบบรายปี พบว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 3.6% สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนอยู่เหนือระดับดังกล่าวในช่วง 12 วันแรกของเดือนก.ย. ซึ่งเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสชะลอตัวได้ยาก
สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า ตลาดให้น้ำหนักราว 90% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตลาดรับรู้ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงไปมากแล้ว โดยช่วงต้นสัปดาห์ถึงวันอังคาร (15 ก.ย.2569) ตลาดหุ้นอาจมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้นเพื่อรอผลการประชุมและถ้อยแถลงของเฟดในวันพุธ (16 ก.ย.2569)
อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมยังต้องติดตามท่าทีของเฟด หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ส่งสัญญาณผ่อนคลายหรือชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลของนโยบาย ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ แต่หากเฟดแสดงความกังวลต่อราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง
กรรณ์ กล่าวต่อไปว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะยังคงท่าทีระมัดระวังและส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี เนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังยืนอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดการเงินในระยะสั้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย มองว่าดัชนีบริเวณ 1,600 จุดยังสามารถยืนได้ โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกถือหุ้นเป็นรายตัว สำหรับผู้ที่มีหุ้นอยู่แล้วสามารถถือต่อในช่วงต้นสัปดาห์ถึงวันอังคาร (15 ก.ย.2569) แต่เมื่อเข้าใกล้วันประชุมเฟดในวันพุธ (16 ก.ย.2569) ควรพิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากมีโอกาสที่ถ้อยแถลงของเฟดจะออกมาในโทนเข้มงวดและส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ
ที่มา