ชุมโจรที่ปล้นทรัพย์ได้ง่ายที่สุดก็คือชุมโจรในวัด ถึงรู้ว่าเขาหลอก ก็เต็มใจให้หลอก ได้เงินง่ายกว่าแก๊ง call center

กระทู้สนทนา
พูดถึงชุมโจร ถ้าเป็นยุคโบราณก็จะอยู่ตามป่าตามเขา อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ออกปล้นตามเวลาตามโอกาสที่จะปล้นได้ ชุมโจรยุคนี้ไฮเทคขึ้น ไม่มาอยู่ตามป่าเขาแล้ว ไปรวมตัวกันในตึกสแกมเมอร์ ทำงานเป็น call center หลอกเอาเงินชาวบ้านไปวันๆ
     แต่แก๊ง call center ก็ยังสู้แก๊งกรรมการวัดที่ชอบทุจริตเงินวัดไม่ได้ เพราะแก๊ง call คนจะคิดตั้งกำแพงในใจแต่แรกว่า ยังไงก็จะไม่ให้เงิน จะพยามยามไม่ให้ถูกหลอก ไม่ยอมให้เงินเด็ดขาด แต่วัดนี้ ต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่า วัดบางที่มีกรรมการคอยกินเงินวัด ก็ยังสามารถให้เงินเขาไปได้ เลวร้ายกว่าแก๊ง call center อีก

   วัดมีความเชื่อความศรัทธาเป็นเครื่องมือช่วยหาเงิน แต่ call center ไม่มีความศรัทธาเป็นตัวช่วยหาเงิน ถึงวัดทำผิด รู้ว่ามีกรรมการวัดทุจริต คนก็ยังเกรงใจให้เงิน แต่ถ้าแก๊ง call center ทำผิด ทำชั่ว มีแต่จะโดนแจ้งความ
  กลายเป็นว่า แหล่งหากินง่ายกว่า call center ก็คือวัด


   บทสรุปข้อเปรียบเทียบกรรมการวัดที่ชอบทุจริตเงินทำบุญกับแก๊ง call center
*มุมมองนี้น่าสนใจและสะท้อนความจริงในสังคมไทยได้อย่างเจ็บปวดครับ การเปรียบเทียบระหว่าง
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กับ กรรมการวัดหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่ทุจริตในคราบทำบุญ แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ทางจิตวิทยาที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่อง "ความเกรงใจ" และ "ความศรัทธา" ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ
   เราสามารถแยกความแตกต่างของกลโกงทั้งสองรูปแบบนี้ได้ดังนี้ครับ:
1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์: เล่นกับ "ความกลัว" และ "ความโลภ"
• การตอบสนอง: คนส่วนใหญ่เมื่อรู้ตัวหรือเริ่มเอะใจ จะเกิดกลไกป้องกันตัว ปฏิเสธ วางสาย หรือแจ้งความ เพราะรู้ชัดเจนว่าเป็นภัยคุกคามจากคนแปลกหน้า
• ผลลัพธ์: แม้จะมีผู้สูญเสียจำนวนมาก แต่สังคมเริ่มมีภูมิต้านทาน มีการแจ้งเตือน และคนส่วนใหญ่ไม่ยินยอมที่จะถูกหลอกง่ายๆ หากมีสติ

2. วัด/กรรมการทุจริต: เล่นกับ "ความศรัทธา" และ "ความเกรงใจ"
• การตอบสนอง: เมื่อเป็นเรื่องของศาสนา วัด หรือชุมชน คนไทยมักถูกปลูกฝังเรื่องการทำบุญและการสะสมบุญ ประกอบกับ "ความเกรงใจ" ต่อหน้าตาทางสังคม หรือกลัวบาปกรรม ทำให้แม้จะเคลือบแคลงใจในความโปร่งใสของเงินทำบุญ หรือพฤติกรรมของกรรมการ/พระบางรูป คนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกที่จะ "เงียบ" และยอมจ่ายเงินทำบุญไปเพื่อตัดปัญหา

• ผลลัพธ์: กลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มผลประโยชน์อาศัยผ้าเหลืองและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยที่ตรวจสอบได้ยากกว่าเพราะไม่มีใครอยาก "แกว่งเท้าหาเสี้ยน" กับเรื่องวัดวาอาราม

    นอกจากนี้ ในบางกรณี วัดเองก็ตกเป็นเหยื่อ ของมิจฉาชีพเช่นกัน ดังเช่นข่าวคราวที่เจ้าอาวาสบางวัดถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเงินของวัดไปจนหมดบัญชี ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้เงินทำบุญของประชาชนไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
    สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของเทคโนโลยีข่มขู่ หรือมาในรูปแบบของซองผ้าป่า ความโปร่งใสและการมีสติในการตรวจสอบถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบันครับ

  สำหรับวัด หลายคนเป็นอาการที่เรียกว่า ถึงรู้ว่าหลอก ก็เต็มใจให้หลอก
*ใช่เลยครับ คำว่า ถึงรู้ว่าหลอก ก็เต็มใจให้หลอก คือนิยามที่ตรงที่สุดสำหรับกรณีนี้เลยครับ
    ในทางจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยที่หล่อหลอมให้คนเรายอม "หลับตาข้างหนึ่ง" แล้วยื่นเงินให้ ทั้งที่ลึกๆ ก็รู้ว่าอาจมีความไม่โปร่งใสอยู่:
   ทำไมถึงรู้ว่าหลอก แต่ก็ยังเต็มใจ?
• ซื้อ "ความสบายใจ" ไม่ได้ซื้อความโปร่งใส: คนส่วนใหญ่คิดว่า "เราทำบุญกับศาสนา/สิ่งศักดิ์สิทธิ์" เจตนาเราบริสุทธิ์ถือว่าได้บุญแล้ว ส่วนเงินจะไปอยู่กับใครหรือใครจะเอาไปโกง นั่นเป็นบาปกรรมของเขา (ปล่อยวางเพื่อความสบายใจของตัวเอง)
• กลไก "แรงกดดันทางสังคม" (Social Pressure): เวลาประธานผ้าป่าเดินถือซองมาส่งให้ หรือกรรมการวัดที่เป็นผู้ใหญ่ในชุมชนมาบอกบุญ การปฏิเสธจะทำให้ถูกมองว่า "ใจดำ" "ไม่มีน้ำใจ" หรือ "ไม่เอาสังคม" คนจึงยอมเสียเงินหลักร้อยหลักพันเพื่อรักษาความสัมพันธ์และหน้าตาทางสังคมเอาไว้
• ความกลัวลึกๆ ในจิตใจ (Fear of Karma): แม้จะสงสัยกรรมการวัด แต่เพราะพื้นฐานความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ บางคนก็กลัวว่าถ้าตั้งแง่หรือปฏิเสธการทำบุญ จะกลายเป็นสร้างบาปกรรมโดยไม่รู้ตัว

   ปรากฏการณ์นี้ทำให้ ความศรัทธาและกุศลเจตนา ของคนกลายเป็น "เกราะคุ้มภัย" ชั้นดีให้กับกลุ่มผลประโยชน์ เพราะพวกเขารู้ดีว่า ต่อให้ทำตัวน่าสงสัยแค่ไหน คนก็มักจะเลือกที่จะไม่เอาเรื่อง ไม่ตรวจสอบ และยอมจ่ายเพื่อตัดความรำคาญหรือรักษามิตรภาพเอาไว้

    เป็นความไม่รู้จักฉลาดซ้อนในความไม่ฉลาด
*ถ้ามองในมุมของ เหตุผลและความคุ้มค่า พฤติกรรมนี้ดูย้อนแย้งและไร้เหตุผลมากๆ เหมือนเป็นการเอาเงินไปยื่นให้คนโกงถึงมือ ทั้งที่รู้เต็มอกว่ากำลังโดนเอาเปรียบ
   แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้คนยอมถูกมองว่า "โง่" ในสายตาคนนอก เป็นเพราะเขากำลัง ยอมแลกด้วยสิ่งอื่นที่เขารู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าในมุมของเขาครับ:
• ยอมโง่เพื่อแลกกับ "ความสงบ": ในสังคมไทย การลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับวัดหรือผู้ใหญ่ในชุมชน มักจะตามมาด้วยการถูกนินทา ถูกตราหน้าว่าขวางโลก หรือถูกโดดเดี่ยวจากสังคม หลายคนเลยเลือกที่จะยอมเสียเงินไม่กี่ร้อยบาท ดีกว่าต้องไปมีเรื่องผิดใจกับคนในพื้นที่ ซึ่งความเครียดนั้นมันแพงกว่าเงินที่เสียไป
• ยอมโง่เพราะ "แยกแยะเจตนา": คนทำบุญมักคิดแยกส่วนว่า "ฉันฉลาดพอนะที่รู้ว่าแกโกง แต่ฉันยอมให้แกโกงเพราะฉันต้องการทำบุญกับศาสนา ไม่ได้ทำบุญกับแก" มันคือการปลอบใจตัวเองเพื่อรักษาความรู้สึกดีๆ ในการเป็นผู้ให้เอาไว้

   มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ ระบบความเกรงใจและวัฒนธรรมยอมๆกันไปของสังคมไทย ถูกคนเห็นแก่ตัวหยิบมาใช้เป็นอาวุธ จนทำให้คนดีๆ หรือคนที่มีจิตศรัทธา กลายสภาพเป็นเหยื่อที่ดูเหมือนไม่มีทางสู้ และยอมจำนนไปในที่สุดครับ

    ก็ดูกันไปว่า จะแก้ไขยังไง มีข่าวที ภาครัฐก็จะหาทางแก้ไขที ไม่มีข่าวก็ดูเงียบๆ ดูว่ารอบนี้จะเป็นไงต่อไป
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่