มีหลักคิดในชีวิตที่ผมได้จากเรื่องเล่าของเพื่อนคนหนึ่งครับ
จำเนื้อหาละเอียดทั้งหมดไม่ได้
แต่จำหลักคิดของเรื่องนี้ได้อย่างดี
วันหนึ่ง เพื่อนคนนี้นัดกินข้าวกับเพื่อนสนิทกลุ่มใหญ่
สนุกสนานเฮฮามาก
กินกันจนดึก
เมื่อถึงเวลาเลิกรา เพื่อนคนหนึ่งเมาหนักมาก
ทุกคนเห็นอาการแล้วไม่น่าจะขับรถกลับบ้านไหว
เขาพยายามเตือนว่าอย่าขับรถกลับเลย
แต่เพื่อนยืนยันว่าไหว สบายมาก
สุดท้ายก็ขับรถกลับบ้าน
และเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
เพื่อนคนนี้เสียใจมาก
ในความเสียใจ เขารู้สึกผิดที่ไม่พยายามทัดทานเพื่อนให้มากกว่านี้
ถ้าเขา..
ถ้า..
แต่ประวัติศาสตร์ไม่มีคำว่า “ถ้า”
เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเลย
บทเรียนครั้งนั้นทำให้เขาบอกตัวเองว่าถ้าเพื่อนหรือคนที่เขารักเดินผิดทาง
แล้วความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นหนักหนาสาหัส
เขาจะต้องพยายามทัดทานให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ไม่ใช่แค่เตือนเบาๆ
แต่ถ้าเพื่อนหรือคนที่เรารักไม่ยอมฟัง
และยังทำต่อ
อะไรที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
แม้จะนำมาซึ่ง “ความเสียใจ” แค่ไหน
แต่เขาก็จะไม่รู้สึกผิดในใจ
เพราะได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว
ผมมีพี่คนหนึ่งที่คุ้นเคยกัน
เขาเป็นนักการเมือง
วันที่เขามีอำนาจ ผมแทบจะไม่ได้คุยกับพี่คนนี้เลย
เพราะถือหลักว่าคุยกันตอนมีอำนาจไม่สนุก
ถ้าพี่มีอะไรก็ติดต่อมา
แต่ผมจะไม่ติดต่อไปก่อน
จนวันที่เขาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง
ผมตัดสินใจโทรไปหาด้วยหลักคิดเรื่องนี้
พี่เขารับสาย
วันนั้น ผมพยายามเตือนอย่างถึงที่สุดว่าในมุมคิดของผมควรต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง
พอวางหูโทรศัพท์
ผมสบายใจ
เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรต่อจากนั้น
เราได้ทำหน้าที่ของ “น้อง” อย่างดีที่สุดแล้ว
อยากฝากเรื่องนี้ถึงคนใกล้ชิดและคนในครอบครัวของ กกต.ทุกท่านด้วยครับ
บทเรียนในอดีตมีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว
ขอให้ระลึกว่า “สุจริต คือ เกราะบังศาสตร์พ้อง”
“คน” ปกป้องคุณไม่ได้ตลอดไป
มีแต่ “ความสุจริต“ เท่านั้นที่จะปกป้องตัวเราได้
FB หนุ่มเมืองจันท์
11/9/2569
ในนามของความปรารถนาดี