JJNY : พิชายปูดกกต.เป่าคดีฮั้วส.ว.│สุดารัตน์ปลุกปชช.จับตา กกต.│เปิดผลศึกษาประเทศ“ปลอดภัยที่สุดในโลก”│36 จว.ฝนตกหนักมาก

กระทู้ข่าว
พิชาย ปูด กกต.เป่าคดีฮั้ว ส.ว. 229 คน ดักคอใช้กม. ฟอกขาวระบอบน้ำเงิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5885995
.

.
พิชาย ปูด กกต.เป่าคดีฮั้ว ส.ว. 229 คน ดักคอใช้กม. ฟอกขาวระบอบน้ำเงิน
.
เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรการเมือง และยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
มีข่าวว่า กกต. จะไม่ส่งฟ้องใครเลย 229 คน หากเป็นจริง ก็เป็นการใช้อำนาจที่หักหาญนิติธรรม กฎหมายถูกลดทอนลงเหลือเพียงเครื่องมือในการตัดตอนและฟอกขาวให้กับระบอบสีน้ำเงิน
.
สิ่งที่กำลังจะตามมาคือพายุลูกใหญ่ที่พร้อมจะพัดกระหน่ำในทุกทิศทาง วิกฤตศรัทธาที่แตะจุดต่ำสุดจะกลายเป็นเปลวเพลิง ความโกรธแค้นของราษฎรย่อมไม่จำกัดอยู่ในห้องประชุมหรือหน้าจอมือถืออีกต่อไป
.
https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/pfbid02356HBYUjxoL2x7auxu2MmAmnKc9wCqZGsRHfUfm59vcJbuBctfxmeJfr9xH2sEF9l
.

.
สุดารัตน์ ปลุกประชาชนจับตา กกต. 14 ก.ย. อย่าปล่อยคดีฮั้ว ส.ว. จับแค่ ‘ปลาซิว’
https://www.matichon.co.th/politics/news_5885988
.
สุดารัตน์ ปลุกปชช. จ้องตา กกต. ชี้คดีฮั้ว ส.ว. 14 ก.ย. ดักคออย่า จับปลาซิว
.
เมื่อวันที่ 11 กันยายน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน จับปลาซิว แต่ 14 กันยา คือวันชี้ชะตา ระบบตรวจสอบถ่วงดุลประเทศไทย ดิฉันขอชวนคนไทยทั้งประเทศ จ้องตากกต.ทั้ง 7 คน เพราะสิ่งที่พวกเขาทั้ง 7 คน กำลังจะตัดสิน ไม่ใช่เพียงว่าใครฮั้วเลือก ส.ว. หรือใครจะได้เป็น ส.ว.ต่อ แต่คือระบบตรวจสอบถ่วงดุล ของประเทศจะถูกทำลายหรือไม่
.
คนมีอำนาจในประเทศนี้ จะถูกตรวจสอบหรือไม่?
.
ถ้าคนที่ถูกตรวจสอบ เป็นคนเลือกคนที่มาตรวจสอบตัวเอง แล้วคนไทยจะฝากความหวังไว้กับระบบตรวจสอบของประเทศได้อย่างไร? เมื่อผู้มีอำนาจโกง ใช้อำนาจมิชอบ หรือเอื้อประโยชน์เพื่อพวกพ้อง โดยมีกลไกตรวจสอบอยู่ใต้อาณัติ คนโกงก็จะไม่กลัวการตรวจสอบ คนโกงก็จะยิ่งกล้าโกงมากขึ้น คอรัปชั่นก็ยิ่งเบ่งบาน เมื่อคอรัปชั่นเบ่งบาน คนต้องจ่ายราคา ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการ แต่คือ ประชาชนทั้งประเทศ
.
ตัวอย่างที่เห็นชัดในขณะนี้ก็คือ การโกงสอบท้องถิ่นระดับหมื่นล้าน แต่จับได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย ผู้มีอำนาจที่รับผลประโยชน์หมื่นล้านกลับลอยนวล หรือไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ที่ปล้นประชาชนไปกว่า 50,000 ล้าน วันนี้ยังจับผู้มีอำนาจ ที่เสกน้ำมันเป็นเงินสด เข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้
.
เราต้องไม่ยอมจำนนต่อ “อำนาจทุรชน” ให้ครอบครองประเทศไทย โดยจ้องแต่โกงกิน สูบเลือดสูบเนื้อคนไทย ทำลายระบบยุติธรรม จนพังพินาศ ทำลายระบบคุณธรรมในราชการไทย จนย่อยยับ วันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่ากกต. จะเลือกความถูกต้อง เที่ยงธรรม โดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด หรือจะเลือกอุ้ม“ทุรชน” ผู้มีพระคุณ
.
และโปรดอย่าลืมว่าการ “ใช้อำนาจโดยไม่สุจริต” จะมีผลต่อตัวท่านในวันข้างหน้า “วันนี้ท่านเป็นคนตัดสิน แต่วันหนึ่ง…ท่านอาจจะกลายเป็นผู้ถูกตัดสิน” ถึงวันนั้นผู้มีอำนาจ ผู้มีพระคุณ ก็ช่วยท่านไม่ได้ เมื่อ“กรรม” และ “ความยุติธรรม” ทำงาน?
.
https://www.facebook.com/sudaratofficial/posts/pfbid0JhePssnywzZUe6RdKpHjd1dy6PCVckc8Jxs9ZxtLkWNwL3hAmANkf2GSbKjZGZBvl
.

.
นักวิจัยเปิดผลศึกษาประเทศ “ปลอดภัยที่สุดในโลก” หากเกิดมหันตภัยทำลายล้างมนุษยชาติ
https://www.dailynews.co.th/news/6183013/
.
ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่าออสเตรเลียคือดินแดนที่ปลอดภัยที่สุดในโลก หากเกิดภัยพิบัติระดับโลกที่คร่าชีวิตคนมากกว่า 10% ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ความมั่นคงด้านอาหาร และโครงสร้างอุตสาหกรรม
.
เว็บไซต์ไลฟ์ไซเอินซ์เปิดเผยในช่วงต้นสัปดาห์เกี่ยวกับผลการศึกษาฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร โกลบอล แชลเลนเจส ซึ่งระบุว่า ประเทศออสเตรเลียคือสถานที่ที่ปลอดภัยและมีศักยภาพในการรับมือและฟื้นตัวได้ดีที่สุดในโลก ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรงถึงขั้นทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ
.
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแฟร์นในเมืองฮาเกน ประเทศเยอรมนี นำโดย ฟลอเรียน อุลริช เยน ได้ทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับโลกที่จะส่งผลกระทบและทำให้ประชากรโลกเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 10 โดยแบ่งภัยคุกคามออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการปิดกั้นแสงอาทิตย์, เหตุการณ์ที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกอย่างพายุสุริยะหรือการโจมตีทางไซเบอร์ และภัยคุกคามทางชีวภาพ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะชี้ชะตาการอยู่รอดของมนุษย์คือความล่มสลายของระบบอาหารและการค้าสากล
.
ผลการวิจัยชี้ว่า ประเทศที่จะมีความเป็นเลิศในการเอาตัวรอดได้ จะต้องเป็นประเทศที่ร่ำรวย มีฐานอุตสาหกรรมเข้มแข็งเพื่อผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้า และไม่พึ่งพาการค้าโลกมากเกินไป รวมทั้งมีที่ตั้งอยู่บนเกาะขนาดใหญ่ที่สามารถแยกตัวเป็นเอกเทศได้ 
.
เกณฑ์เหล่านี้ส่งผลให้ออสเตรเลียคว้าอันดับหนึ่งในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยที่สุดระหว่างเกิดหายนะหรือภัยพิบัติระดับโลก เนื่องจากตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ซึ่งห่างไกลจากจุดเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ มีภูเขาไฟน้อยกว่า ทั้งยังเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ มีเขตภูมิอากาศที่หลากหลาย และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มั่นคง
.
ส่วนประเทศที่อยู่ในอันดับรองลงมา ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล และนิวซีแลนด์ โดยนิวซีแลนด์ได้อันดับต่ำกว่าออสเตรเลียเนื่องจากยังมีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ มีฐานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และเสี่ยงต่อคลื่นสึนามิ ส่วนอาร์เจนตินาและบราซิลยังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่นิ่งทางการเมือง 
.
ในทางกลับกัน ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา และชาติตะวันตกในซีกโลกเหนือ กลับมีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากปัจจัยเกี่ยวกับภัยสงครามนิวเคลียร์ พายุสุริยะ และปัญหาความแตกแยกทางสังคม
.
เยนและผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติเน้นย้ำว่า แม้เหตุการณ์ร้ายแรงระดับวันสิ้นโลกจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก แต่นานาประเทศจำเป็นต้องนำความเสี่ยงเหล่านี้ใส่ไว้ในแผนบริหารความเสี่ยงระดับชาติ และเตรียมความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประสานงานทางการค้า และระบบอาหารล่วงหน้า เพราะหากเกิดวิกฤตขึ้นจริง การหาข้อตกลงหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างอาหารในภายหลังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
.
ที่มา : livescience.com
.
https://www.livescience.com/planet-earth/where-on-earth-is-safest-from-global-catastrophe
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่