ช่วงนี้พอเกษียนแล้ว ลูก ๆ โตกันหมดแล้ว ต่างคนต่างมีชีวิต มีงาน มีครอบครัวของตัวเอง ผมก็มีเวลานั่งคิดถึงเรื่องเก่า ๆ มากขึ้นครับ
มีเรื่องหนึ่งที่พอมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกเสียดายนิด ๆ คือ ตอนลูกยังเด็กจนถึงวัยรุ่น ผมน่าจะทำตัวให้เป็น Safe Zone ของเขาได้ดีกว่านี้
สมัยนั้นผมคิดแต่เพียงว่าหน้าที่หลักของพ่อก็คือทำงาน หาเงิน ส่งลูกเรียน ดูแลให้เขามีชีวิตที่ดี ผมเลยใช้เวลากับเรื่องงานค่อนข้างเยอะ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดนะครับ เพราะคิดว่านั่นคือการทำหน้าที่ของพ่อแล้ว
แต่พออายุมากขึ้นถึงเริ่มรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วสิ่งที่ลูกต้องการจากพ่อแม่คงไม่ได้มีแค่เรื่องเงินหรือความมั่นคง
บางทีแค่เขามีเรื่องไม่สบายใจ แล้วรู้ว่าสามารถมาคุยกับเราได้โดยไม่โดนดุ ไม่โดนตัดสิน หรือไม่ต้องกลัวว่าเราจะเอาเรื่องของเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ก็น่าจะมีความหมายมากแล้ว ผมไม่เคยไปร่วมกิจกรรมอะไรกับลูกสักเท่าไหร่ นอกจากงานปฐมนิเทศน์ผู้ปกครอง
อีกเรื่องคือ ผมเป็นคนค่อนข้างหัวโบราณครับ
ตอนลูกเล็ก ๆ ก็กอดก็หอมกันตามปกติ แต่พอเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ผมกลับรู้สึกเขิน ๆ ที่จะกอดลูก เหมือนคนรุ่นผมถูกเลี้ยงมาแบบไม่ค่อยแสดงความรู้สึกกันเท่าไหร่
ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร
แต่วันนี้พอมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่า จริง ๆ จะกอดลูกอีกสักหน่อยก็คงไม่ได้เสียหายอะไร
ไม่ได้หมายความว่าทุกวันนี้ความสัมพันธ์กับลูกไม่ดีนะครับ เรายังคุยกันปกติ เจอกัน กินข้าวกัน แต่ไม่ค่อยเล่าอะไรให้ฟังมากนัก
ซึ่งมันทำให้ผมคิดว่า ในช่วงที่ลูกยังเล็กและยังใช้ชีวิตอยู่กับเรา เราอาจมีโอกาสสร้างความสนิท ความไว้ใจ และความรู้สึกว่า “มีอะไรกลับมาหาพ่อแม่ได้” มากกว่าที่เราคิด
เรื่องพวกนี้ตอนที่มันเกิดขึ้นทุกวัน เรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่า เพราะคิดว่าพรุ่งนี้ก็ยังมีเวลา
แต่จริง ๆ ช่วงเวลาที่ลูกยังเป็นเด็ก หรือยังเป็นวัยรุ่น มันผ่านไปค่อนข้างเร็วครับ
เลยอยากมาแชร์ไว้เฉย ๆ สำหรับคนที่ยังมีลูกเล็กหรือลูกวัยรุ่น
ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องตามใจลูกทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องเลิกทำงานเพื่ออยู่กับลูกตลอดเวลา
แค่พยายามทำให้เขารู้ว่า ถ้ามีเรื่องอะไร เขายังคุยกับเราได้
แล้วถ้ายังกอดกันได้ ก็กอดกันบ้างครับ
พอมาถึงวัยหนึ่ง ผมรู้สึกว่า การที่มีใครสักคนรู้สึกสบายใจและปลอดภัยเวลาอยู่กับเรา โดยเฉพาะถ้าคนนั้นคือลูกของเราเอง เป็นเรื่องที่มีความหมายมากเหมือนกัน
ส่วนตัวถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงไม่ได้เปลี่ยนชีวิตตัวเองทั้งหมด
แค่จะทำงานน้อยลงสักนิด ฟังลูกมากขึ้นอีกหน่อย และกอดลูกให้บ่อยขึ้นครับ
อยากจะบอกว่า การได้เป็น safe zone ของใครสักคน มันเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากๆในชีวิตของเราเลยนะครับ
มีเรื่องหนึ่งที่พอมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกเสียดายนิด ๆ คือ ตอนลูกยังเด็กจนถึงวัยรุ่น ผมน่าจะทำตัวให้เป็น Safe Zone ของเขาได้ดีกว่านี้
สมัยนั้นผมคิดแต่เพียงว่าหน้าที่หลักของพ่อก็คือทำงาน หาเงิน ส่งลูกเรียน ดูแลให้เขามีชีวิตที่ดี ผมเลยใช้เวลากับเรื่องงานค่อนข้างเยอะ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดนะครับ เพราะคิดว่านั่นคือการทำหน้าที่ของพ่อแล้ว
แต่พออายุมากขึ้นถึงเริ่มรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วสิ่งที่ลูกต้องการจากพ่อแม่คงไม่ได้มีแค่เรื่องเงินหรือความมั่นคง
บางทีแค่เขามีเรื่องไม่สบายใจ แล้วรู้ว่าสามารถมาคุยกับเราได้โดยไม่โดนดุ ไม่โดนตัดสิน หรือไม่ต้องกลัวว่าเราจะเอาเรื่องของเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ก็น่าจะมีความหมายมากแล้ว ผมไม่เคยไปร่วมกิจกรรมอะไรกับลูกสักเท่าไหร่ นอกจากงานปฐมนิเทศน์ผู้ปกครอง
อีกเรื่องคือ ผมเป็นคนค่อนข้างหัวโบราณครับ
ตอนลูกเล็ก ๆ ก็กอดก็หอมกันตามปกติ แต่พอเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ผมกลับรู้สึกเขิน ๆ ที่จะกอดลูก เหมือนคนรุ่นผมถูกเลี้ยงมาแบบไม่ค่อยแสดงความรู้สึกกันเท่าไหร่
ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร
แต่วันนี้พอมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่า จริง ๆ จะกอดลูกอีกสักหน่อยก็คงไม่ได้เสียหายอะไร
ไม่ได้หมายความว่าทุกวันนี้ความสัมพันธ์กับลูกไม่ดีนะครับ เรายังคุยกันปกติ เจอกัน กินข้าวกัน แต่ไม่ค่อยเล่าอะไรให้ฟังมากนัก
ซึ่งมันทำให้ผมคิดว่า ในช่วงที่ลูกยังเล็กและยังใช้ชีวิตอยู่กับเรา เราอาจมีโอกาสสร้างความสนิท ความไว้ใจ และความรู้สึกว่า “มีอะไรกลับมาหาพ่อแม่ได้” มากกว่าที่เราคิด
เรื่องพวกนี้ตอนที่มันเกิดขึ้นทุกวัน เรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่า เพราะคิดว่าพรุ่งนี้ก็ยังมีเวลา
แต่จริง ๆ ช่วงเวลาที่ลูกยังเป็นเด็ก หรือยังเป็นวัยรุ่น มันผ่านไปค่อนข้างเร็วครับ
เลยอยากมาแชร์ไว้เฉย ๆ สำหรับคนที่ยังมีลูกเล็กหรือลูกวัยรุ่น
ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องตามใจลูกทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องเลิกทำงานเพื่ออยู่กับลูกตลอดเวลา
แค่พยายามทำให้เขารู้ว่า ถ้ามีเรื่องอะไร เขายังคุยกับเราได้
แล้วถ้ายังกอดกันได้ ก็กอดกันบ้างครับ
พอมาถึงวัยหนึ่ง ผมรู้สึกว่า การที่มีใครสักคนรู้สึกสบายใจและปลอดภัยเวลาอยู่กับเรา โดยเฉพาะถ้าคนนั้นคือลูกของเราเอง เป็นเรื่องที่มีความหมายมากเหมือนกัน
ส่วนตัวถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงไม่ได้เปลี่ยนชีวิตตัวเองทั้งหมด
แค่จะทำงานน้อยลงสักนิด ฟังลูกมากขึ้นอีกหน่อย และกอดลูกให้บ่อยขึ้นครับ