[หก.ท่องเที่ยว] เที่ยวเชียงคาน 3 วัน 2 คืน คนเดียว ได้ไปพักผ่อนจริงๆ สักที (ยาวหน่อยนะคะ อ่านเพลินๆ)
สวัสดีค่ะทุกคน จู่ๆ ก็อยากมาเล่าทริปล่าสุดให้ฟังแบบละเอียดหน่อย เพราะรู้สึกว่าทริปนี้มันเยียวยาใจมากจริงๆ และก็มีเรื่องอยากเล่าเยอะกว่าที่คิดไว้ค่ะ
ช่วงนี้งานยุ่งมากจนเผลอลืมพักผ่อนไปพักใหญ่ ทำงานหนักติดต่อกันมาเกือบสองเดือนโดยไม่ได้หยุดยาวเลย พอรู้ตัวอีกทีก็จองตั๋วรถทัวร์ไปเชียงคานแบบไม่ทันตั้งตัวเลยค่ะ

อยากได้บรรยากาศเงียบๆ ริมโขงสักสองสามวัน ให้หัวโล่งๆ บ้าง ไม่ต้องคิดเรื่องงานสักแป๊บนึง
ก่อนไปก็นั่งเช็กลิสต์ของที่ต้องเตรียมอยู่นานเหมือนกันค่ะ เพราะไปคนเดียวเลยต้องรอบคอบหน่อย กลัวลืมอะไรไป สุดท้ายก็ได้ของมาเต็มกระเป๋าเหมือนเดิม ทั้งที่ตั้งใจจะแพ็กเบาๆ แท้ๆ
ของที่พกไปก็มีทั้งเสื้อกันหนาวบางๆ สองตัว รองเท้าผ้าใบที่ใส่สบายเดินได้ทั้งวัน พาวเวอร์แบงก์สำรองสองก้อนเพราะกลัวแบตมือถือหมดระหว่างถ่ายรูป แล้วก็สมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่พกติดตัวไปทุกทริปเพื่อจดสิ่งที่ประทับใจระหว่างทาง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ทำมาตลอดหลายปีแล้วค่ะ
คืนก่อนเดินทางแอบตื่นเต้นจนนอนไม่ค่อยหลับ ทั้งที่เป็นแค่ทริปเล็กๆ ใกล้ๆ กรุงเทพฯ เอง แต่ด้วยความที่ไม่ได้ออกไปไหนนานมากแล้ว เลยรู้สึกตื่นเต้นเกินเหตุไปหน่อย
พอถึงวันเดินทางจริงฝนก็ดันตกซะอย่างนั้น

กลัวทริปพังไปเลยตอนแรก นั่งลุ้นอยู่ในรถทัวร์ตลอดทาง มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นฝนตกไม่หยุดเลย แต่พอถึงที่พักฝนก็หยุดพอดี เหมือนฟ้าเป็นใจจริงๆ ค่ะ
**คืนแรกที่เชียงคาน**
ที่พักที่จองไว้เป็นเกสต์เฮาส์ริมโขงเล็กๆ ห้องไม่ใหญ่มาก (ในประกาศเขียนไว้ว่าห้องขนาด 16 ตร.ม
2 แต่พอไปดูจริงรู้สึกกว้างกว่าที่คิดไว้เยอะเลย) เจ้าของร้านใจดีมาก พอรู้ว่าเราเดินทางคนเดียวก็แถมน้ำสมุนไพรให้ฟรีเลยค่ะ 🙏
*แอบคิดในใจว่าน้ำนี่รสชาติแปลกดี ถามไปถามมาเจ้าของบอกว่าเป็นน้ำใบเตยผสมอะไรสักอย่าง (ก็ยังไงก็ H
2O เป็นหลักอยู่ดีแหละเนอะ 555)*
เช็กอินเสร็จก็รีบเก็บของแล้วออกไปเดินสำรวจรอบๆ ก่อนพระอาทิตย์ตกเลยค่ะ อยากไปดูวิวแม่น้ำโขงตอนเย็นๆ ที่คนเขาลือกันว่าสวย พอไปถึงจริงต้องบอกว่าสวยเกินคาดมากจริงๆ ฟ้าเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ส้มไปจนถึงม่วงเข้ม นั่งดูอยู่นานเลยกว่าจะยอมลุกไปหาข้าวเย็นกิน
ขอแปะภาพบรรยากาศถนนคนเดินกับริมโขงให้ดูหน่อยค่ะ (ปล. สองภาพนี้เป็นภาพประกอบบรรยากาศที่หามาให้เห็นภาพเฉยๆ นะคะ ไม่ใช่รูปที่ตัวเองถ่าย)
ถนนคนเดินเชียงคานคึกคักกว่าที่คิดไว้เยอะค่ะ มีร้านขายของกินของฝากเรียงรายเต็มสองข้างทาง เดินไปกินไปจนพุงกางเลย ลองข้าวเปียกเส้น ลองมะพร้าวแก้ว ลองกล้วยตาก แล้วก็แวะซื้อผ้าไหมพื้นเมืองมาฝากคุณแม่ด้วย คนขายใจดีมากลดให้อีกต่างหาก
ระหว่างเดินก็เจอร้านขายของแฮนด์เมดเล็กๆ ร้านหนึ่ง เจ้าของเป็นคุณป้าอายุประมาณหกสิบกว่าแล้ว นั่งถักตะกร้าหวายอยู่หน้าร้านเอง เลยหยุดคุยด้วยอยู่พักใหญ่ คุณป้าเล่าให้ฟังว่าทำอาชีพนี้มาตั้งแต่สาวๆ ส่งต่อฝีมือมาจากรุ่นแม่อีกที ฟังแล้วรู้สึกซึ้งใจดีค่ะ เลยอุดหนุนกระเป๋าสานใบเล็กติดไม้ติดมือกลับมาด้วย
เดินไปอีกหน่อยก็เจอร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนต่อคิวยาวมาก ทนไม่ไหวเลยต่อคิวด้วย รสชาติที่เลือกคือมะม่วงกับกะทิสด อร่อยเข้มข้นมากจนต้องกลับมาซื้อซ้ำอีกครั้งก่อนกลับที่พักเลยค่ะ
<u>ใครจะไปช่วงเสาร์-อาทิตย์เตรียมใจเรื่องคนเยอะไว้ด้วยนะคะ วันธรรมดาจะสบายกว่าเยอะเลย เดินได้คล่องตัวมากกว่า</u>
กลับมาที่พักก็นั่งเขียนบันทึกทริปสั้นๆ ไว้ก่อนนอน เป็นนิสัยที่ชอบทำทุกทริปเลยค่ะ เผื่อลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป
**วันที่สอง — ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูทอก**
ตื่นตีสี่มาดูพระอาทิตย์ขึ้น หนาวมากแต่คุ้มสุดๆ ค่ะ <u>ใครจะไปช่วงนี้เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยนะคะ อากาศบนนั้นหนาวกว่าข้างล่างเยอะ</u> ตอนขึ้นไปแรกๆ แทบไม่รู้สึกตัวเลยเพราะยังงัวเงียอยู่ แต่พอถึงจุดชมวิวแล้วเห็นแสงแรกของวันโผล่พ้นขอบฟ้า ทุกความง่วงหายไปหมดจริงๆ
บนภูทอกมีจุดถ่ายรูปเยอะมาก ทั้งสะพานไม้ไผ่ ทั้งจุดชมวิวที่มองเห็นแม่น้ำโขงโค้งไปสุดลูกหูลูกตา คนที่ไปด้วยกันวันนั้นก็เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกัน ได้คุยกันสนุกดี บางคนขับรถมาจากกรุงเทพฯ ข้ามคืนเลยก็มี
แปะภาพบรรยากาศภูเขา/พระอาทิตย์ขึ้นประกอบให้เห็นภาพหน่อยค่ะ (ภาพประกอบเช่นกันนะคะ ไม่ใช่รูปที่ถ่ายเอง)
ไปเจอคลิปในยูทูปที่คนอื่นเคยไปถ่ายบรรยากาศภูทอก-เชียงคานไว้ บรรยากาศใกล้เคียงกับที่เจอมากเลย เอามาแปะให้ดูกันค่ะ (เป็นคลิปของคนอื่น ไม่ใช่คลิปที่ถ่ายเอง) เพราะรูปนิ่งมันสื่อความรู้สึกได้ไม่หมดจริงๆ
อันนี้อีกคลิปที่เล่าทริปเชียงคาน 3 วัน 2 คืนคล้ายๆ กับทริปนี้เลย ใครอยากเห็นภาพรวมกดดูได้ค่ะ
(เผื่อลิงก์บนกดไม่ติด มีสำรองไว้ให้ค่ะ)
พอลงมาก็แวะกินเช้าในตลาดเช้าเชียงคาน ~~ตั้งใจจะกินแค่เบาๆ~~ สุดท้ายสั่งมาเต็มโต๊ะเหมือนเดิม อร่อยจนหยุดไม่อยู่จริงๆ มีทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวต้มโบราณ แล้วก็กาแฟโบราณร้อนๆ ที่ทำให้หายหนาวขึ้นมาทันที
ตอนสายๆ ตัดสินใจเช่าจักรยานปั่นเที่ยวรอบเมืองต่อ ค่าเช่าไม่แพงเลย ปั่นเรื่อยๆ ตามถนนริมโขง แวะวัดเก่าแก่หลายแห่งระหว่างทาง บางวัดเงียบสงบมากจนรู้สึกใจเย็นลงทันทีตอนเดินเข้าไป
ช่วงบ่ายแดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เลยแวะพักที่ร้านกาแฟเล็กๆ ริมทาง นั่งจิบกาแฟเย็นมองแม่น้ำโขงไหลผ่านไปเรื่อยๆ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกผ่อนคลายที่สุดของทริปนี้เลยก็ว่าได้ ไม่ได้นั่งเฉยๆ แบบนี้มานานมากแล้ว
นั่งอยู่ตรงนั้นเกือบสองชั่วโมงได้ค่ะ เปิดสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ทบทวนเรื่องงานที่ค้างคาใจอยู่บ้าง ทบทวนเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบตัวบ้าง แปลกดีที่พอมานั่งอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ความคิดหลายอย่างที่เคยคิดไม่ตกกลับแจ่มชัดขึ้นมาเฉยเลย บางทีเราอาจจะต้องการแค่พื้นที่เงียบๆ แบบนี้จริงๆ ก็ได้
ระหว่างนั่งก็ได้คุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติโต๊ะข้างๆ ด้วยค่ะ เป็นคู่รักชาวยุโรปที่เดินทางมาเที่ยวไทยเป็นเดือน เขาบอกว่าชอบเชียงคานมากเพราะเงียบสงบกว่าที่อื่นที่เคยไปมา คุยกันสนุกดี แลกเปลี่ยนที่เที่ยวแนะนำกันไปมา
**ตอนเย็นวันที่สอง — ล่องเรือชมแม่น้ำโขง**
ตกเย็นก็ไปล่องเรือชมแม่น้ำโขงต่อ คนขับเรือเป็นคนท้องถิ่นเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เชียงคานให้ฟังตลอดทาง สนุกกว่าที่คิดไว้มากค่ะ ได้เห็นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ฝั่งไทยกับฝั่งลาว ใกล้กันจนแปลกใจว่าทำไมวัฒนธรรมถึงต่างกันได้ขนาดนี้ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้
พระอาทิตย์ตกตอนอยู่บนเรือสวยจนต้องรีบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรัวๆ แสงสะท้อนผิวน้ำเป็นสีทองสวยมาก คนบนเรือทุกคนเงียบกันไปพักนึงเลย เหมือนทุกคนอยากเก็บโมเมนต์นั้นไว้เต็มที่
พอเรือเทียบท่าก็เดินกลับเข้าไปในถนนคนเดินอีกรอบ คืนนี้คนเยอะกว่าเมื่อคืนก่อนเพราะเป็นวันเสาร์พอดี มีดนตรีสดเล่นอยู่หลายจุด บรรยากาศครึกครื้นดีมาก นั่งฟังเพลงกินข้าวเย็นเพลินจนลืมเวลาไปเลย
คืนนี้เลือกกินที่ร้านริมโขงอีกร้านหนึ่ง สั่งปลาเผาตัวใหญ่มากินคนเดียว แม่ค้าถามด้วยความห่วงใยว่ากินคนเดียวไหวไหม เลยหัวเราะบอกไปว่าตั้งใจมากินให้อร่อยที่สุดค่ะ สุดท้ายก็กินหมดจริงๆ เพราะรสชาติดีเกินคาด
กินเสร็จเดินเล่นต่ออีกรอบ แวะซื้อขนมหวานพื้นเมืองติดมือกลับที่พักด้วย คืนนี้ท้องฟ้าใสมากจนเห็นดาวเต็มไปหมด ต่างจากในเมืองที่แทบไม่เคยเห็นดาวเลยสักดวง ยืนแหงนมองอยู่นานจนคอเมื่อยไปเลยค่ะ
**ที่พัก / พิกัด**
ใครอยากได้พิกัดที่พักไปดูด้วย แปะให้เลยค่ะ อยู่ใกล้ถนนคนเดินมาก เดินถึงในไม่กี่นาที เจ้าของร้านก็น่ารักมาก คอยแนะนำที่เที่ยวใกล้ๆ ให้ตลอด
ส่วนร้านอาหารที่ประทับใจสุด ลองเสิร์ชดูในนี้ได้เลยค่ะ มีรีวิวเยอะพอสมควร เมนูแนะนำคือปลาส้มทอดกับต้มแซ่บปลาแม่น้ำโขง อร่อยจนต้องกลับไปกินซ้ำอีกรอบก่อนกลับ
กดดูรีวิวร้านอาหารเพิ่มเติมที่นี่
**วันสุดท้าย — เก็บบรรยากาศก่อนกลับ**
เช้าวันสุดท้ายตื่นมาแต่เช้ามากอีกรอบ เพราะอยากเดินเล่นริมโขงตอนเช้าที่ยังไม่มีคนเยอะ บรรยากาศเงียบสงบมาก ได้ยินแต่เสียงนกร้องกับเสียงน้ำไหล เดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ชาวบ้านออกมาตักบาตรพระ เลยได้ร่วมตักบาตรไปด้วยเป็นความรู้สึกดีๆ ก่อนกลับ
เก็บกระเป๋าเช็กเอาต์ตอนสายๆ เจ้าของที่พักยังใจดีให้ฝากกระเป๋าไว้ได้เพราะรถทัวร์ออกตอนบ่ายแก่ๆ เลยมีเวลาเดินเล่นต่ออีกรอบก่อนไปขึ้นรถ
ใช้เวลาช่วงเช้าสุดท้ายนี้แวะร้านกาแฟที่ยังไม่ได้ไปให้ครบทุกร้านที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก นั่งจิบกาแฟช้าๆ ทบทวนความทรงจำสองวันที่ผ่านมา รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมาทริปนี้จริงๆ ค่ะ เพราะได้อะไรกลับไปเยอะกว่าที่คาดไว้มาก
ระหว่างรอรถทัวร์ก็นั่งคุยกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่กำลังจะเดินทางกลับเหมือนกัน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากกลับมาเที่ยวเชียงคานอีกครั้ง บรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ จริงๆ ค่ะ
**สิ่งที่ชอบที่สุดในทริปนี้ คือบรรยากาศเงียบสงบที่หากินยากในเมืองใหญ่** ได้ยินแต่เสียงธรรมชาติ ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงแตร รู้สึกใจเย็นลงมากจริงๆ
**งบที่ใช้ไปทั้งทริป**
กดดูได้เลยค่ะ เผื่อใครอยากประเมินงบก่อนไปบ้าง (บอกก่อนว่าเผื่อใจไว้นิดนึง เพราะกินเยอะกว่าที่ตั้งใจไว้มาก 😂)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้รวมค่ารถทัวร์ ที่พัก อาหาร ค่าเช่าจักรยาน และค่าล่องเรือ ทั้งทริปตกอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาทค่ะ ถือว่าคุ้มมากสำหรับ 3 วัน 2 คืน เมื่อเทียบกับที่ได้พักผ่อนเต็มที่ขนาดนี้
**
สรุปทริปนี้แบบสั้นๆ**
โดยรวมแล้วทริปนี้ให้อะไรกลับมามากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกเยอะเลยค่ะ ทั้งเรื่องได้พักผ่อนจริงๆ ได้คิดทบทวนอะไรหลายอย่างในชีวิต และก็ได้เจอคนน่ารักๆ ระหว่างทางหลายคน บางทีการออกจากที่คุ้นเคยไปสักพักก็ทำให้เรามองอะไรชัดขึ้นเหมือนกันนะคะ ทั้งที่ก่อนไปยังลังเลอยู่เลยว่าจะไปดีไหม กลัวเสียเวลา กลัวงานจะยิ่งกองพะเนินตอนกลับมา แต่พอได้ไปจริงๆ กลับรู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าที่คิดไว้มากจริงๆ ค่ะ
ตอนนั่งรถกลับก็แอบคิดในใจว่าอยากกลับไปเที่ยวที่นี่อีกครั้งช่วงหน้าหนาว เพราะได้ยินมาว่าบรรยากาศตอนอากาศเย็นๆ จะสวยกว่านี้อีก คงต้องรอลุ้นวันหยุดยาวครั้งหน้าแล้วล่ะค่ะ
ตลอดทางกลับก็นั่งเปิดรูปที่ถ่ายมาดูซ้ำไปซ้ำมา เปิดสมุดบันทึกอ่านสิ่งที่เขียนไว้ระหว่างทริปอีกรอบ รู้สึกยิ้มออกมาเองโดยไม่รู้ตัวหลายครั้ง เป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้จากการทำงานประจำวันเลยจริงๆ ค่ะ
พอถึงบ้านก็รีบอาบน้ำแล้วล้มตัวลงนอนทันที หลับสนิทมากทั้งที่ปกติเป็นคนนอนหลับยาก คงเป็นเพราะร่างกายกับใจได้พักผ่อนเต็มที่จริงๆ ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าที่เคยเป็นมานานเลยค่ะ
สุดท้ายนี้ก็อยากบอกว่าบางทีการหนีไปเที่ยวคนเดียวสักครั้งมันก็ช่วยได้เยอะจริงๆ ค่ะ ใครกำลังเหนื่อยๆ อยู่ ลองหาที่เงียบๆ ไปนั่งคนเดียวดูบ้างนะคะ ไม่ต้องรอให้มีเพื่อนไปด้วยก็ได้ บางทีการได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ มันก็เป็นการชาร์จแบตที่ดีเหมือนกัน [:love1_heart:]
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบนะคะ เขียนยาวไปหน่อยเพราะอยากเก็บรายละเอียดไว้ให้ครบทุกช่วงเวลา ถ้าใครมีคำถามเรื่องทริปนี้ถามมาได้เลยนะคะ ยินดีตอบทุกคำถามเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก เส้นทาง ค่าใช้จ่าย หรือของกินร้านไหนอร่อยก็ถามมาได้หมดเลย 🙏


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เที่ยวเชียงคานคนเดียว 3 วัน 2 คืน งบหมื่นไม่ถึง ได้พักใจจริงๆ 💗💗💗
สวัสดีค่ะทุกคน จู่ๆ ก็อยากมาเล่าทริปล่าสุดให้ฟังแบบละเอียดหน่อย เพราะรู้สึกว่าทริปนี้มันเยียวยาใจมากจริงๆ และก็มีเรื่องอยากเล่าเยอะกว่าที่คิดไว้ค่ะ
ช่วงนี้งานยุ่งมากจนเผลอลืมพักผ่อนไปพักใหญ่ ทำงานหนักติดต่อกันมาเกือบสองเดือนโดยไม่ได้หยุดยาวเลย พอรู้ตัวอีกทีก็จองตั๋วรถทัวร์ไปเชียงคานแบบไม่ทันตั้งตัวเลยค่ะ
ก่อนไปก็นั่งเช็กลิสต์ของที่ต้องเตรียมอยู่นานเหมือนกันค่ะ เพราะไปคนเดียวเลยต้องรอบคอบหน่อย กลัวลืมอะไรไป สุดท้ายก็ได้ของมาเต็มกระเป๋าเหมือนเดิม ทั้งที่ตั้งใจจะแพ็กเบาๆ แท้ๆ
ของที่พกไปก็มีทั้งเสื้อกันหนาวบางๆ สองตัว รองเท้าผ้าใบที่ใส่สบายเดินได้ทั้งวัน พาวเวอร์แบงก์สำรองสองก้อนเพราะกลัวแบตมือถือหมดระหว่างถ่ายรูป แล้วก็สมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่พกติดตัวไปทุกทริปเพื่อจดสิ่งที่ประทับใจระหว่างทาง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ทำมาตลอดหลายปีแล้วค่ะ
คืนก่อนเดินทางแอบตื่นเต้นจนนอนไม่ค่อยหลับ ทั้งที่เป็นแค่ทริปเล็กๆ ใกล้ๆ กรุงเทพฯ เอง แต่ด้วยความที่ไม่ได้ออกไปไหนนานมากแล้ว เลยรู้สึกตื่นเต้นเกินเหตุไปหน่อย
พอถึงวันเดินทางจริงฝนก็ดันตกซะอย่างนั้น
**คืนแรกที่เชียงคาน**
ที่พักที่จองไว้เป็นเกสต์เฮาส์ริมโขงเล็กๆ ห้องไม่ใหญ่มาก (ในประกาศเขียนไว้ว่าห้องขนาด 16 ตร.ม2 แต่พอไปดูจริงรู้สึกกว้างกว่าที่คิดไว้เยอะเลย) เจ้าของร้านใจดีมาก พอรู้ว่าเราเดินทางคนเดียวก็แถมน้ำสมุนไพรให้ฟรีเลยค่ะ 🙏
*แอบคิดในใจว่าน้ำนี่รสชาติแปลกดี ถามไปถามมาเจ้าของบอกว่าเป็นน้ำใบเตยผสมอะไรสักอย่าง (ก็ยังไงก็ H2O เป็นหลักอยู่ดีแหละเนอะ 555)*
เช็กอินเสร็จก็รีบเก็บของแล้วออกไปเดินสำรวจรอบๆ ก่อนพระอาทิตย์ตกเลยค่ะ อยากไปดูวิวแม่น้ำโขงตอนเย็นๆ ที่คนเขาลือกันว่าสวย พอไปถึงจริงต้องบอกว่าสวยเกินคาดมากจริงๆ ฟ้าเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ส้มไปจนถึงม่วงเข้ม นั่งดูอยู่นานเลยกว่าจะยอมลุกไปหาข้าวเย็นกิน
ขอแปะภาพบรรยากาศถนนคนเดินกับริมโขงให้ดูหน่อยค่ะ (ปล. สองภาพนี้เป็นภาพประกอบบรรยากาศที่หามาให้เห็นภาพเฉยๆ นะคะ ไม่ใช่รูปที่ตัวเองถ่าย)
ถนนคนเดินเชียงคานคึกคักกว่าที่คิดไว้เยอะค่ะ มีร้านขายของกินของฝากเรียงรายเต็มสองข้างทาง เดินไปกินไปจนพุงกางเลย ลองข้าวเปียกเส้น ลองมะพร้าวแก้ว ลองกล้วยตาก แล้วก็แวะซื้อผ้าไหมพื้นเมืองมาฝากคุณแม่ด้วย คนขายใจดีมากลดให้อีกต่างหาก
ระหว่างเดินก็เจอร้านขายของแฮนด์เมดเล็กๆ ร้านหนึ่ง เจ้าของเป็นคุณป้าอายุประมาณหกสิบกว่าแล้ว นั่งถักตะกร้าหวายอยู่หน้าร้านเอง เลยหยุดคุยด้วยอยู่พักใหญ่ คุณป้าเล่าให้ฟังว่าทำอาชีพนี้มาตั้งแต่สาวๆ ส่งต่อฝีมือมาจากรุ่นแม่อีกที ฟังแล้วรู้สึกซึ้งใจดีค่ะ เลยอุดหนุนกระเป๋าสานใบเล็กติดไม้ติดมือกลับมาด้วย
เดินไปอีกหน่อยก็เจอร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนต่อคิวยาวมาก ทนไม่ไหวเลยต่อคิวด้วย รสชาติที่เลือกคือมะม่วงกับกะทิสด อร่อยเข้มข้นมากจนต้องกลับมาซื้อซ้ำอีกครั้งก่อนกลับที่พักเลยค่ะ
<u>ใครจะไปช่วงเสาร์-อาทิตย์เตรียมใจเรื่องคนเยอะไว้ด้วยนะคะ วันธรรมดาจะสบายกว่าเยอะเลย เดินได้คล่องตัวมากกว่า</u>
กลับมาที่พักก็นั่งเขียนบันทึกทริปสั้นๆ ไว้ก่อนนอน เป็นนิสัยที่ชอบทำทุกทริปเลยค่ะ เผื่อลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป
**วันที่สอง — ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูทอก**
ตื่นตีสี่มาดูพระอาทิตย์ขึ้น หนาวมากแต่คุ้มสุดๆ ค่ะ <u>ใครจะไปช่วงนี้เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยนะคะ อากาศบนนั้นหนาวกว่าข้างล่างเยอะ</u> ตอนขึ้นไปแรกๆ แทบไม่รู้สึกตัวเลยเพราะยังงัวเงียอยู่ แต่พอถึงจุดชมวิวแล้วเห็นแสงแรกของวันโผล่พ้นขอบฟ้า ทุกความง่วงหายไปหมดจริงๆ
บนภูทอกมีจุดถ่ายรูปเยอะมาก ทั้งสะพานไม้ไผ่ ทั้งจุดชมวิวที่มองเห็นแม่น้ำโขงโค้งไปสุดลูกหูลูกตา คนที่ไปด้วยกันวันนั้นก็เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกัน ได้คุยกันสนุกดี บางคนขับรถมาจากกรุงเทพฯ ข้ามคืนเลยก็มี
แปะภาพบรรยากาศภูเขา/พระอาทิตย์ขึ้นประกอบให้เห็นภาพหน่อยค่ะ (ภาพประกอบเช่นกันนะคะ ไม่ใช่รูปที่ถ่ายเอง)
ไปเจอคลิปในยูทูปที่คนอื่นเคยไปถ่ายบรรยากาศภูทอก-เชียงคานไว้ บรรยากาศใกล้เคียงกับที่เจอมากเลย เอามาแปะให้ดูกันค่ะ (เป็นคลิปของคนอื่น ไม่ใช่คลิปที่ถ่ายเอง) เพราะรูปนิ่งมันสื่อความรู้สึกได้ไม่หมดจริงๆ
อันนี้อีกคลิปที่เล่าทริปเชียงคาน 3 วัน 2 คืนคล้ายๆ กับทริปนี้เลย ใครอยากเห็นภาพรวมกดดูได้ค่ะ
(เผื่อลิงก์บนกดไม่ติด มีสำรองไว้ให้ค่ะ)
พอลงมาก็แวะกินเช้าในตลาดเช้าเชียงคาน ~~ตั้งใจจะกินแค่เบาๆ~~ สุดท้ายสั่งมาเต็มโต๊ะเหมือนเดิม อร่อยจนหยุดไม่อยู่จริงๆ มีทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวต้มโบราณ แล้วก็กาแฟโบราณร้อนๆ ที่ทำให้หายหนาวขึ้นมาทันที
ตอนสายๆ ตัดสินใจเช่าจักรยานปั่นเที่ยวรอบเมืองต่อ ค่าเช่าไม่แพงเลย ปั่นเรื่อยๆ ตามถนนริมโขง แวะวัดเก่าแก่หลายแห่งระหว่างทาง บางวัดเงียบสงบมากจนรู้สึกใจเย็นลงทันทีตอนเดินเข้าไป
ช่วงบ่ายแดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เลยแวะพักที่ร้านกาแฟเล็กๆ ริมทาง นั่งจิบกาแฟเย็นมองแม่น้ำโขงไหลผ่านไปเรื่อยๆ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกผ่อนคลายที่สุดของทริปนี้เลยก็ว่าได้ ไม่ได้นั่งเฉยๆ แบบนี้มานานมากแล้ว
นั่งอยู่ตรงนั้นเกือบสองชั่วโมงได้ค่ะ เปิดสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ทบทวนเรื่องงานที่ค้างคาใจอยู่บ้าง ทบทวนเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบตัวบ้าง แปลกดีที่พอมานั่งอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ความคิดหลายอย่างที่เคยคิดไม่ตกกลับแจ่มชัดขึ้นมาเฉยเลย บางทีเราอาจจะต้องการแค่พื้นที่เงียบๆ แบบนี้จริงๆ ก็ได้
ระหว่างนั่งก็ได้คุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติโต๊ะข้างๆ ด้วยค่ะ เป็นคู่รักชาวยุโรปที่เดินทางมาเที่ยวไทยเป็นเดือน เขาบอกว่าชอบเชียงคานมากเพราะเงียบสงบกว่าที่อื่นที่เคยไปมา คุยกันสนุกดี แลกเปลี่ยนที่เที่ยวแนะนำกันไปมา
**ตอนเย็นวันที่สอง — ล่องเรือชมแม่น้ำโขง**
ตกเย็นก็ไปล่องเรือชมแม่น้ำโขงต่อ คนขับเรือเป็นคนท้องถิ่นเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เชียงคานให้ฟังตลอดทาง สนุกกว่าที่คิดไว้มากค่ะ ได้เห็นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ฝั่งไทยกับฝั่งลาว ใกล้กันจนแปลกใจว่าทำไมวัฒนธรรมถึงต่างกันได้ขนาดนี้ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้
พระอาทิตย์ตกตอนอยู่บนเรือสวยจนต้องรีบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรัวๆ แสงสะท้อนผิวน้ำเป็นสีทองสวยมาก คนบนเรือทุกคนเงียบกันไปพักนึงเลย เหมือนทุกคนอยากเก็บโมเมนต์นั้นไว้เต็มที่
พอเรือเทียบท่าก็เดินกลับเข้าไปในถนนคนเดินอีกรอบ คืนนี้คนเยอะกว่าเมื่อคืนก่อนเพราะเป็นวันเสาร์พอดี มีดนตรีสดเล่นอยู่หลายจุด บรรยากาศครึกครื้นดีมาก นั่งฟังเพลงกินข้าวเย็นเพลินจนลืมเวลาไปเลย
คืนนี้เลือกกินที่ร้านริมโขงอีกร้านหนึ่ง สั่งปลาเผาตัวใหญ่มากินคนเดียว แม่ค้าถามด้วยความห่วงใยว่ากินคนเดียวไหวไหม เลยหัวเราะบอกไปว่าตั้งใจมากินให้อร่อยที่สุดค่ะ สุดท้ายก็กินหมดจริงๆ เพราะรสชาติดีเกินคาด
กินเสร็จเดินเล่นต่ออีกรอบ แวะซื้อขนมหวานพื้นเมืองติดมือกลับที่พักด้วย คืนนี้ท้องฟ้าใสมากจนเห็นดาวเต็มไปหมด ต่างจากในเมืองที่แทบไม่เคยเห็นดาวเลยสักดวง ยืนแหงนมองอยู่นานจนคอเมื่อยไปเลยค่ะ
**ที่พัก / พิกัด**
ใครอยากได้พิกัดที่พักไปดูด้วย แปะให้เลยค่ะ อยู่ใกล้ถนนคนเดินมาก เดินถึงในไม่กี่นาที เจ้าของร้านก็น่ารักมาก คอยแนะนำที่เที่ยวใกล้ๆ ให้ตลอด
ส่วนร้านอาหารที่ประทับใจสุด ลองเสิร์ชดูในนี้ได้เลยค่ะ มีรีวิวเยอะพอสมควร เมนูแนะนำคือปลาส้มทอดกับต้มแซ่บปลาแม่น้ำโขง อร่อยจนต้องกลับไปกินซ้ำอีกรอบก่อนกลับ
กดดูรีวิวร้านอาหารเพิ่มเติมที่นี่
**วันสุดท้าย — เก็บบรรยากาศก่อนกลับ**
เช้าวันสุดท้ายตื่นมาแต่เช้ามากอีกรอบ เพราะอยากเดินเล่นริมโขงตอนเช้าที่ยังไม่มีคนเยอะ บรรยากาศเงียบสงบมาก ได้ยินแต่เสียงนกร้องกับเสียงน้ำไหล เดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ชาวบ้านออกมาตักบาตรพระ เลยได้ร่วมตักบาตรไปด้วยเป็นความรู้สึกดีๆ ก่อนกลับ
เก็บกระเป๋าเช็กเอาต์ตอนสายๆ เจ้าของที่พักยังใจดีให้ฝากกระเป๋าไว้ได้เพราะรถทัวร์ออกตอนบ่ายแก่ๆ เลยมีเวลาเดินเล่นต่ออีกรอบก่อนไปขึ้นรถ
ใช้เวลาช่วงเช้าสุดท้ายนี้แวะร้านกาแฟที่ยังไม่ได้ไปให้ครบทุกร้านที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก นั่งจิบกาแฟช้าๆ ทบทวนความทรงจำสองวันที่ผ่านมา รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมาทริปนี้จริงๆ ค่ะ เพราะได้อะไรกลับไปเยอะกว่าที่คาดไว้มาก
ระหว่างรอรถทัวร์ก็นั่งคุยกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่กำลังจะเดินทางกลับเหมือนกัน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากกลับมาเที่ยวเชียงคานอีกครั้ง บรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ จริงๆ ค่ะ
**สิ่งที่ชอบที่สุดในทริปนี้ คือบรรยากาศเงียบสงบที่หากินยากในเมืองใหญ่** ได้ยินแต่เสียงธรรมชาติ ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงแตร รู้สึกใจเย็นลงมากจริงๆ
**งบที่ใช้ไปทั้งทริป**
กดดูได้เลยค่ะ เผื่อใครอยากประเมินงบก่อนไปบ้าง (บอกก่อนว่าเผื่อใจไว้นิดนึง เพราะกินเยอะกว่าที่ตั้งใจไว้มาก 😂)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
**สรุปทริปนี้แบบสั้นๆ**
โดยรวมแล้วทริปนี้ให้อะไรกลับมามากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกเยอะเลยค่ะ ทั้งเรื่องได้พักผ่อนจริงๆ ได้คิดทบทวนอะไรหลายอย่างในชีวิต และก็ได้เจอคนน่ารักๆ ระหว่างทางหลายคน บางทีการออกจากที่คุ้นเคยไปสักพักก็ทำให้เรามองอะไรชัดขึ้นเหมือนกันนะคะ ทั้งที่ก่อนไปยังลังเลอยู่เลยว่าจะไปดีไหม กลัวเสียเวลา กลัวงานจะยิ่งกองพะเนินตอนกลับมา แต่พอได้ไปจริงๆ กลับรู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าที่คิดไว้มากจริงๆ ค่ะ
ตอนนั่งรถกลับก็แอบคิดในใจว่าอยากกลับไปเที่ยวที่นี่อีกครั้งช่วงหน้าหนาว เพราะได้ยินมาว่าบรรยากาศตอนอากาศเย็นๆ จะสวยกว่านี้อีก คงต้องรอลุ้นวันหยุดยาวครั้งหน้าแล้วล่ะค่ะ
ตลอดทางกลับก็นั่งเปิดรูปที่ถ่ายมาดูซ้ำไปซ้ำมา เปิดสมุดบันทึกอ่านสิ่งที่เขียนไว้ระหว่างทริปอีกรอบ รู้สึกยิ้มออกมาเองโดยไม่รู้ตัวหลายครั้ง เป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้จากการทำงานประจำวันเลยจริงๆ ค่ะ
พอถึงบ้านก็รีบอาบน้ำแล้วล้มตัวลงนอนทันที หลับสนิทมากทั้งที่ปกติเป็นคนนอนหลับยาก คงเป็นเพราะร่างกายกับใจได้พักผ่อนเต็มที่จริงๆ ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าที่เคยเป็นมานานเลยค่ะ
สุดท้ายนี้ก็อยากบอกว่าบางทีการหนีไปเที่ยวคนเดียวสักครั้งมันก็ช่วยได้เยอะจริงๆ ค่ะ ใครกำลังเหนื่อยๆ อยู่ ลองหาที่เงียบๆ ไปนั่งคนเดียวดูบ้างนะคะ ไม่ต้องรอให้มีเพื่อนไปด้วยก็ได้ บางทีการได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ มันก็เป็นการชาร์จแบตที่ดีเหมือนกัน [:love1_heart:]
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบนะคะ เขียนยาวไปหน่อยเพราะอยากเก็บรายละเอียดไว้ให้ครบทุกช่วงเวลา ถ้าใครมีคำถามเรื่องทริปนี้ถามมาได้เลยนะคะ ยินดีตอบทุกคำถามเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก เส้นทาง ค่าใช้จ่าย หรือของกินร้านไหนอร่อยก็ถามมาได้หมดเลย 🙏
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้