[CR] ใครไม่อิน..อินเดียกันที่ KASHMIR "Paradise on Earth" April 2026

กระทู้รีวิว
ครั้งแรกของการมาเยือนอินเดีย เที่ยวครบรสในช่วงวันหยุดยาว (สงกรานด์) ...ใครไม่อิน..อินเดียจ้า

สวัสดีอินเดีย ครั้งแรกกับการตัดสินใจมาเที่ยวอินเดียแบบไม่คาดคิด แผนแรกที่ต้องการม่คือ 4 สังเวช แต่ด้วยวันเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย บวกกับเจอตารางทัวร์แคชเมียร์ (อินเดียเหนือ) น่าสนใจ ราคาก็โดนใจด้วย แถมยังจับฉลากได้ส่วนลดทัวร์ต่อหัวอีกคนละ 3,000 บาทอีก

เราตื่นเต้นมาก เพราะแคชเมียร์ช่วงหน้าร้อนนี้นอกจากจะได้ชมความงามของทุ่งหญ้าดอกไม้ต้นไม้แล้ว ยังพอมีเวลาได้ชมหิมะอีกด้วย เป็นหิมะแรกของเราสองคนด้วยนะ ถือว่าครบรสมากทุกอย่างเหมาะเจาะลงตัวสุดๆ ก็ไปดิครับรออะไร

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของอินเดีย เที่ยวบิน AI2333 ใช้เวลาบินประมาณ 3.55 ชม. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี เมืองเดลลี (New Delhi) ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง พร้อมตรวจรับสัมภาระแล้วเดินทางต่อเพื่อไปทานอาหารกลางวันกันก่อนโดยเราจะนั่งรถโค้ชมุ่งหน้าสู่เมืองอัครา ประมาณ 2-3 ชม.

เวลาที่อินเดียจะช้ากว่าประเทศไทย 1.30 ชั่วโมง เราขึ้นรถโค้ชและได้รับการต้อนรับด้วยพวงมาลัยดาวเรืองจากไกด์ท้องถิ่น ประหนึ่งเป็นมหาราชาและมหาราณี ได้บรรยากาศความเป็นอินเดียโดยแท้ และเราจะไปทานอาหารอินเดียมื้อแรกกันที่ร้าน Hotel Pluto's Restaurant เป็นอาหารอินเดียแบบบุฟเฟต์ค่ะ ไม่มีอะไรหวือหวาเพราะร้อนกินไม่ค่อยลงเท่าไรค่ะ

หลังจากทานมื้อเที่ยงเรียบร้อย เราออกเดินทางเพื่อไปยังที่พัก แต่จะแวะเดินเล่นจุดพักรถเล็กน้อย เพื่อให้คนขับรถได้กินข้าวสักหน่อย วัฒนธรรมการกินมื้อเช้าของคนอินเดียนั้นค่อนข้างสายค่ะ เค้าจะกินชากาแฟกันตอนตื่นนอน สายๆ และจะกินมื้อหลักเกือบเที่ยงหรือไม่ก็ช่วงบ่ายเลย ส่วนเราก็เดินเล่นและซื้อแก้วสตาบัคเป็นของที่ของระลึกจ๊ะ...เกร๋ๆ (วันแรกก็ช๊อปเลย 1 กรุบ)

เรามาถึงโรงแรม SAURA HOTEL, AGRA เพื่อเช็คอิน พร้อมขนสัมภาระของตัวเองขึ้นไปบนห้องและพักผ่อนนิดหน่อยก่อนลงมาทานอาหารค่ำที่ชั้นล่าง ซึ่งเป็นอาหารอินเดียแบบบุฟเฟ่ที่เยอะมาก เรียกว่าจัดเต็มสุดๆ ฉันยืนงงในดงอาหารอินเดียอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหยิบจานมาตักชิมอาหารอย่างละนิดอย่างละหน่อย พอให้ลิ้มรสชาติวัฒนธรรมอาหารของเค้า แม้จะไม่ค่อยถูกปากเท่าไรแต่ก็พอทานได้ รสชาติค่อนไปทางเค็มถึงเค็มมากๆ เค็มจนปากแห้ง ปากซีดกันเลยทีเดียว ส่วนของหวานนั้นเรียกได้ว่าหวานตัดขา หวานเลี่ยนจนต้องใช้มะนาวเป็นตัวช่วยในการเบรครสหวานสักหน่อยให้พอทานได้บ้าง เราจะทานมื้อค่ำที่นี่ นอนที่นี่ 1 คืน และทานมื้อเช้าก่อนออกเดินทางไปเที่ยวที่เมืองอัครา และจะวนรถกลับมาเพื่อทานมื้อเที่ยงที่นี่อีกรอบ ก่อนจะย้ายไปพักอีกโรงแรมในคืนต่อไปค่ะ

ทานอาหารเช้าเรียบร้อยเราก็นั่งรถเดินทางมาที่ทัชมาฮาล (Taj Mahal) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรัก และยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ยุคใหม่) เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ใครมาอินเดียก็ต้องมาเช็คอินที่นี่ก่อน เราจะไม่อธิบายความยิ่งใหญ่ของที่นี่นะคะ เพราะบอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาด มาเถอะ มันยิ่งใหญ่จริงๆ ค่ะ หากใครที่ยังไม่เคยมาเที่ยวอินเดีย และนึกไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ทิชมาฮาลจะถูกบรรจุอยู่ในแผนการเที่ยวโดยอัตโนมัติแน่นอน ที่นี่มีค่าเข้าชมนะคะ ราคาต่อคนประมาณ 530 - 540 รูปี (ราว 230 - 240 บาท) หากต้องการเข้าชมด้านในตัวสุสานหลักด้วย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 200 รูปี รวมเป็น 740 รูปี (ราว 320 บาท)



จากทัชมาฮาลเรานั่งรถไปยัง ป้อมอัครา (Agra Fort) หรือ "ป้อมแดง แห่งอัครา" ประมาณ 1.5 km. ใช้เวลาแค่ 5 นาที ซึ่งที่นี่จะเป็นป้อมปราการและพระราชวัง ที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมโมกุลอันงดงามที่ผสมผสานระหว่างศิลปะอิสลาม เปอร์เซีย ตุรกี และอินเดียค่ะ โสยงามมากค่ะ (ประวัติไปหาอ่านกันเองนะคะ)

"เดินไป ถ่ายรูปไป 5000 รูป"



ถ่ายรูปจนหนำใจ ก็ได้เวลาเดินทางต่อค่ะ เรานั่งรถกอล์ฟออกมา พร้อมแวะซื้อของที่ระลึกที่เด็กน้อยหรือชาวบ้านเอามาเร่ขายก่อนขึ้นรถบัส และเดินทางไปทานมื้อเที่ยงที่โรงแรม Saura Hotel (ที่เดิม) จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองนิวเดลลี ระยะทาง 210 km. ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงค่ะ

เราลงทางด่วนมาถึงเมืองนิวเดลลี ขับรถชมวิว ผ่านประตูอินเดีย (India Gate) เป็นอนุสรณ์สถานสงคราม เพื่อรำลึกถึงทหารอินเดีย 70,000 นายของกองทัพบริติชอินเดีย ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 จากนั้น เราก็มาแวะช้อปปิ้งเดินเล่นกันที่ตลาดจันปาร์ต Janpath Market เพื่อเลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง...(แต่ต้องต่อราคาเยอะๆ ด้วยนะ)

เราเดินเล่น Janpath Market ไม่นาน ก็นั่งรถมาทานมื้อค่ำกันที่ร้านอาหาร Lazeez Affaire ซึ่งเป็นร้านอาหารอินเดียเหนือ ที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ในกรุงนิวเดลี เปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2542 (1999) มีชื่อเสียงในด้านอาหารสไตล์โมกุล เช่น ดาลมัคคานี (Dal Makhani) และเคบับ ภายในร้านมีบรรยากาศหรูหรา และได้รับการรีวิวจากลูกค้าหลายคนเกี่ยวกับรสชาติ ส่วนดิฉันรู้สึกว่ามันเค็มไปหมด รสชาติเดียวทั้งร้านคือ “เค็มๆๆ” (บางคนอาจจะชอบต้องขออภัยด้วยค่ะ)

กินอิ่มแล้ว....คืนนี้เราจะพักกันที่โรงแรมหรู Radisson Blu Hotel New Delhi Dwarka เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวในนิวเดลี บริการดีเยี่ยม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมแหล่งช๊อปปิ้งในอาคาร รวมอาหารเช้าเรียบร้อย ที่สำคัญโรงแรมนี้อยู่ใกล้สนามบินประมาณ 7.6 กม. เอง สะดวกในการเดินทางเพราะพรุ่งนี้หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วเราจะเดินทางไปยังสนามบินศรีนาคากันค่ะ

เราเก็บสัมภาระลงไปไว้ล๊อบบี้แล้วขึ้นมาทานอาหารเช้าแบบหรูหรา และเยอะมากละลานตาไปหมด ไม่รู้จะเลือกกินอะไรก่อน แต่สิ่งที่ชอบสำหรับฉันคือชา Masala Chai ที่ไม่หวานจนเกินไป ฉันก็จัดไปซะ 2 แก้ว วิ่งเข้าห้องน้ำก่อนเดินทางเป็นที่เรียบร้อยจ๊ะ....ปู๊ดดดด.....

หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางจากเมืองนิวเดลีด้วยสายการบิน AIR INDIA เที่ยวบินที่ AI-1739 ใช้เวลาบิน ประมาณ 1.55 ชม. เพื่อไปยังสนามบินนานาชาติศรีนาคา ซึ่งเป็นของกองทัพอากาศอินเดียและการท่าอากาศยานแห่งอินเดีย เมืองหลวงของรัฐแคชเมียร์ ระหว่างทางเราตื่นเต้นกับทะเลหมอกและเทือกเขาหิมาลัยเป็นอย่างมาก โชคดีมือถือของเราซูมได้ไกลและชัดแจ๋วสุดๆ ไปเลย

เราผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจากสถามบินนานาชาติศรีนาคาเรียบร้อย ก็ขึ้นรถ Force Urbania เป็นรถนำเที่ยวของที่นี่คล้ายรถตู้ แต่หรูหรากว้างขวาง และเราจะนั่งรถคันนี้เพื่อเดินทางไปทานมื้อกลางวันกันที่ร้านเลม่อนทรีค่ะ ที่นี่นอกจากจะเป็นร้านอาหารแล้วก็ยังมีบริการที่พักให้ด้วย เป็นอาคารที่มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยโครงไม้สีเข้มตัดกับผนังสีขาว สไตล์ทิมเบอร์เฟรม (Tudor-style) และมีหลังคาลาดชัน อยู่ย่านใจกลางเมือง Sonwar ส่วนอาหารที่เรารับประมาณนั้นก็เป็นแบบบุฟเฟ่เช่นเดิมค่ะ

พอเข้าเมืองศรีนาคาแล้วสภาพอากาศก็ค่อนข้างเย็นเหมือนกันค่ะ เราทานมื้อเที่ยงจนอิ่ม แล้วก็เดินทางกันต่อ จากแผนเราอาจจะต้องสลับสถานที่สักเล็กน้อย เนื่องจากว่าสวนทิปลิปที่เราจะไปนี้จะเปิดแค่วันนี้วันเดียวและจะปิดฤดูกาลลง สาเหตุจากฝนตกหนักเมื่อไม่กี่วันก่อนเค้าเลยจะต้องปิดเทศกาลก่อนกำหนด เราเลยต้องรีบมาถ่ายภาพกับทุ่งดอกทิปลิปกันก่อนค่ะ และไม่น่าเชื่อว่ามันจะโรยราแล้วจริงๆ บางดอกก็เหี่ยวและช้ำ กว่าจะหามุมถ่ายได้ใช้เวลาพอสมควรเลยค่ะ แต่ก็ไม่ได้น่าผิดหวังอะไร เพราะวิวภูเขาด้านหลังบวกกับแสงแดดอันเจิดจ้าช่วยให้เราถ่ายรูปได้สวยพอประมาณคะ

จากทุ่งทิวลิปเราเดินทางกันต่อเพื่อไปยังเมืองพาฮาลแกม ซึ่งเราก็จะพักกันที่นั่นด้วย โดยระหว่างการเดินทาง เราจะผ่านทุ่งดอกมัสตาร์ดของชาวบ้านที่ปลูกไว้ตลอดแคว้นแคชเมียร์ บานสะพรั่งเป็นพรมสีเหลืองทองสุดลูกหูลูกตา ส่วนใหญ่จะปลูกกันในระหว่างช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม) ก็เป็นช่วงที่เรามาเที่ยวพอดี (เดือนเมษา) สีเหลืองทองของดอกมัสตาร์ดนั้น ช่างตัดกับท้องฟ้าสีครามและฉากหลังที่เป็นเทือกเขาหิมาลัยซะจริงๆ สวยงามจนต้องแวะลงไปถ่ายรูปกันสักหน่อย

เราเดินทางมายังเมืองพาฮาลแกมซึ่งตามแผนต้องแวะตลาดพาฮาแกมกันก่อนแต่ถ่ายรูปทุ่งมัสตาร์ดก็ใกล้จะเย็นแล้ว เราเลยต้องรีบเดินทางเข้าที่พัก อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ การเดินทางคดเคี้ยวมากเพราะที่พักของเราตั้งอยู่บนเนินเขาห่างไกลจากตัวเมืองพาฮาลแกมพอสมควรและมีความเป็นธรรมชาติแบบชนบท บรรกาศเริ่มเหมือนสวิสเซอร์แลนด์แล้วนะ ซึ่งที่พักเราคือ The Walnut Creek Pahalgam เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวในแคว้นแคชเมียร์ เรามาถึงก็มืดมากๆ ไม่ทันได้ถ่ายภาพ คงต้องตื่นมาถ่ายรูปบรรยากาศอีกทีในตอนเช้า ส่วนคืนนี้ทานดินเนอร์แล้วก็เข้านอนซะ...#ตัดภาพมาตอนเช้าเลย#

อากาศหนาวทำให้เรานอนหลับไม่สนิท และต้องรีบลงมาทานมื้อเช้า จะได้ออกไปถ่ายรูปเล่น ชดเชยที่เรามาถึงเมื่อวานมืดค่ำไปหน่อย อากาศในตอนเช้าของที่นี่หนาวจนหน้าชาไปหมด แต่ก็สดชื่นดี แอบเห็นต้นแอปเปิ้ลดอกของมันคล้ายซากุระ อากาศดีเดินไปชมสักหน่อย

เสียดายที่เราพักอยู่ที่นี่แค่คืนเดียวและต้องเดินทางต่อ เราชอบที่พักที่นี่มาก มันมีความชนบทแต่ก็มีความผู้ดีเก่าด้วย จากห้องนอนเปิดหน้าต่างออกมาเห็นทะเลหมอก เดินออกมาด้านนอกที่พักก็สามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจน หักคะแนนตรงขยะเยอะนี่แหละ

เพลิดเพลินกับวิวสองข้างทางไม่นาน ก็มาถึง “เมืองพาฮาลแกม” ก่อนที่เราจะมาแวะตลาดพาฮาลแกมขากลับนั้น เราตรงเข้าไปที่ทางขึ้นของ “หุบเขาเบตาบ” กันก่อน ซึ่งเดิมชื่อว่าหุบเขาฮาจัน (Hajan Valley) แต่ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น "เบตาบ" ตามชื่อภาพยนตร์บอลลีวูดชื่อดังเรื่อง "Betaab" ถ่ายทำในปี 1983 ซึ่งทำให้หุบเขาแห่งนี้เป็นที่รู้จักและนิยมมากขึ้น โดยเราจะเปลี่ยนไปขึ้นรถจิ๊ปท้องถิ่น เพื่อความสะดวกในการขึ้นเขา โดยหุบเบตาบนี้จะอยู่ห่างจากเมืองพาฮาลแกม 15 กม. เป็นหุบเขาที่สวยงามราวกับภาพวาด ล้อมรอบด้วยภูเขาที่มียอดปกคลุมด้วยหิมะ บอกได้แค่เพียงว่า "เริช"

หุบเขาเบตาบมีค่าเข้าประมาณ 100 รูปี/คน เราสามารถเดินเล่นชมวิว หรือจะขี่ม้าชมวิวก็ได้ แต่จะมีค่าบริการประมาณ 1500 รูปี/คน พร้อมถ่ายภาพให้ด้วย เส้นทางขี่ม้านั้นมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กันระยะเวลาของเรา และเจ้าของม้าที่เป็นคนท้องถิ่น จะคอยจูงม้าและนำทางไปยังจุดที่น่าสนใจซึ่งมีเส้นทางให้เลือกทั้งที่ง่ายและท้าทาย เวลาไม่เกิน 1 ชม. ขอบอกว่าสวยเกินบรรยาย ถ้ามาแล้วก็ควรขี่ม้าด้วยนะ มันสนุกมากจริงๆ

ชื่อสินค้า:   อินเดีย - เดลี - อัครา - แคชเมียร์
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่