ดอกเบี้ยจีน-สหรัฐฯ ห่างสุดในรอบ 24 ปี ระเบิดเวลาลูกใหม่?





ลองนึกภาพง่ายๆ ก่อนว่า ถ้าคุณมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง แล้วมีคนมาเสนอให้เลือกฝากเงิน 2 ที่

• ที่แรก ให้ดอกเบี้ยปีละเกือบ 5%

• ที่สอง ให้ดอกเบี้ยปีละแค่ 1.7%

ถ้าความเสี่ยงพอๆ กัน คุณจะเลือกที่ไหน?

นี่แหละคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในโลกการเงินตอนนี้ ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กับพันธบัตรรัฐบาลจีน



ตัวเลขที่ทุกคนกำลังจับตา

• พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ตอนนี้ให้ผลตอบแทนประมาณ 4.85%

• พันธบัตรรัฐบาลจีน อายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนแค่ประมาณ 1.68%

ส่วนต่างตรงนี้เขาเรียกกันว่า "Yield Spread" หรือ "ช่องว่างผลตอบแทน" ซึ่งตอนนี้กว้างถึง 318 basis points (หรือประมาณ 3.18%) ซึ่งถือว่ากว้างที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ฟังดูเป็นเรื่องของนักลงทุนพันธบัตรอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันสะท้อนเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก



ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

เวลาส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศห่างกันมากขนาดนี้ มันจะสร้างแรงจูงใจให้เงินทุนไหลไปหาที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นั่นคือสหรัฐฯ

นักลงทุนจีนที่มีทางเลือกก็ต้องถามตัวเองว่า "จะถือพันธบัตรจีนที่ให้แค่ 1.7% ไปทำไม ในเมื่อไปถือพันธบัตรสหรัฐฯ ได้เกือบ 4.9%?"

เรื่องนี้ทำให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ต้องคุมพร้อมกันหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ทั้งเรื่องเงินทุนไหลออก ค่าเงินหยวน และสภาพคล่องในประเทศ ซึ่งไม่ใช่งานง่ายเลย



เรื่องที่น่าสนใจกว่านั้น: จีนชนะเรื่องของถูก แต่กำลังเจอโจทย์ใหม่

หลายสิบปีที่ผ่านมา จีนแข็งแกร่งเรื่องการผลิตสินค้าราคาถูกมาก จนครองตลาดโลกได้หลายอุตสาหกรรม ทั้งรถ EV แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ และอิเล็กทรอนิกส์

เคล็ดลับของจีนไม่ได้มีแค่ "ค่าแรงถูก" แต่รัฐบาลสนับสนุนทั้งระบบ ตั้งแต่ที่ดิน เครดิตจากธนาคาร ไปจนถึงเงินอุดหนุนโรงงาน พูดง่ายๆ คือรัฐช่วยลดต้นทุนให้ แล้วให้บริษัทผลิตเยอะๆ จนต้นทุนต่อชิ้นถูกลงเรื่อยๆ

แต่ปัญหาคือ เมื่อผลิตเยอะเกินไป แต่คนในประเทศซื้อไม่ทัน สินค้าที่เหลือก็ต้องส่งออกไปขายที่อื่น ยกตัวอย่างเมือง Hefei ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีน เศรษฐกิจโตถึง 6.8% ในครึ่งปีแรกของปี 2026 แต่ยอดค้าปลีกกลับโตแค่ 0.6% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าผลิตได้เยอะกว่าที่คนซื้อไหวมาก

พอส่งออกเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในราคาที่ประเทศอื่นแข่งด้วยยาก ประเทศคู่ค้าก็เริ่มตั้งคำถามว่า "ราคานี้มันถูกเพราะบริษัทเก่งจริง หรือเพราะรัฐอุดหนุนกันแน่?" ซึ่งนำไปสู่มาตรการตอบโต้ เช่น การขึ้นภาษีนำเข้า หรือมาตรการต่อต้านการอุดหนุน



สหรัฐฯ อาจกำลังเล่นเกมคนละแบบ

ถ้าจีนชนะด้วย "ราคาสินค้า" สหรัฐฯ ก็อาจกำลังใช้อาวุธอีกแบบ นั่นคือ "ราคาของเงิน" หรือก็คือผลตอบแทนที่สูงกว่านั่นเอง

เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงกว่าจีนมากขนาดนี้ มันไม่ได้ดึงแค่เงินนักลงทุนทั่วไป แต่ยังทำให้เงินดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ น่าสนใจกว่าเดิมในสายตาคนทั้งโลก ขณะที่จีนพยายามผลักดันให้เงินหยวนถูกใช้เป็น "สกุลเงินต้นทุนต่ำ" มากขึ้นเพื่อสู้กลับ



สรุป

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ "ใครดอกเบี้ยสูงกว่าใคร" แต่กำลังบอกว่าโครงสร้างการไหลของเงินทุนระหว่างสองระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเปลี่ยนไป จีนต้องบริหารพร้อมกันหลายเรื่องมาก ทั้งการเติบโต หนี้ ธนาคาร ค่าเงินหยวน เงินทุนไหลออก และแรงกดดันทางการค้า ส่วนสหรัฐฯ ก็ใช้จังหวะที่ตัวเองได้เปรียบเรื่องผลตอบแทนดึงเงินเข้าประเทศ

คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ "เศรษฐกิจจีนชะลอตัวหรือเปล่า" แต่คือ "โมเดลการเติบโตแบบเดิมของจีนจะเดินต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ด้วยต้นทุนแบบเดิม?"





บทความนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน



แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Bloomberg — China-US 10-Year Yield Gap Hits Record as Treasury Yields Surge (10 ก.ย. 2026)
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-10/china-us-10-year-yield-gap-widens-to-largest-on-record

CNBC — China economic growth accelerates to 5% in first quarter (16 เม.ย. 2026)
https://www.cnbc.com/2026/04/16/china-gdp-growth-first-quarter-exports-property-retail-sales-iran-war.html

China Briefing (Dezan Shira & Associates) — China's 2026 H1 Economic Data: What GDP Growth of 4.7% Really Means (31 ก.ค. 2026)
https://www.china-briefing.com/news/chinas-2026-h1-economic-data-gdp-growth-high-tech/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่