11 กันยายน 2544 กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ลำที่ 1 และลำที่ 2 พุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ลำที่ 3 พุ่งเข้าชนตึกเพนตากอน ที่ทำการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ส่วนลำที่ 4 ตกในทุ่งที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย ถือเป็นการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เปลี่ยนแปลงบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลก พร้อมกำเนิดศัตรูถาวรของสหรัฐฯที่มีชื่อว่า "ภัยก่อการร้าย"
.
หลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศจุดยืนกับนานาชาติอย่างเฉียบขาดว่า "คุณจะอยู่ข้างเรา หรืออยู่ข้างศัตรู" เป็นการแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนหรือที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายจะถือเป็นศัตรูของสหรัฐฯ ทันที การใช้อำนาจบีบให้ทั้งโลกต้องเลือกข้างนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่แบ่งโลกออกเป็น 2 ขั้ว
.
นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เข้าไปแทรกแซงและสนับสนุนบางประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล การสนับสนุนได้สร้างความโกรธแค้นและไม่พอใจอย่างรุนแรงในโลกมุสลิม ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุและแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความพยายามก่อการร้ายเพื่อตอบโต้และให้บทเรียนแก่สหรัฐฯ เพราะเหตุการณ์ 9/11 ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า องค์กรที่ไม่ใช่รัฐก็สามารถสร้างความพินาศอย่างมหาศาลให้กับประเทศมหาอำนาจระดับโลกได้ ส่งผลให้ความตึงเครียดทวีความรุนแรงอย่างไม่มีท่าทีว่าจะลดลง
.
ส่วนในสังคมอเมริกันได้แตกแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน (ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา) โดยเฉพาะแนวคิดแบบ "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) ในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หันมาปกป้องผลประโยชน์ในประเทศ เพิกเฉยต่อพันธมิตรและข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่ยังคงรักษาสถานะมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ผ่านแสนยานุภาพทางทหาร และการใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อกดดันประเทศอื่น รวมไปถึงการดำเนินนโยบายสกัดกั้นหรือควบคุม เพื่อไม่ให้จีนแผ่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไปมากกว่าที่เป็นอยู่
วินาศกรรม 11 กันยายน เปลี่ยนแปลงบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลกไปอย่างไร ?