ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย และขอนอบน้อมแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
วันนี้ค่ะ จะให้เข้าใจความจริงว่า ไม่มีผู้ใดไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ หลวงพ่อไหน ที่จะพบพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จนถึง พ.ศ. 5,000ปี เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าจะอุบัติเกิดขึ้นเมื่อช่วงว่างศาสนา คือช่วงที่ไม่มีพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น จึงไม่มีใครพบ ใครเจอพระปัจเจกพุทธเจ้าในยุคนี้เลย รวมทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ไม่ได้มาปรินิพพานในประเทศไทยตามที่บางคนเข้าใจ ความจริงตามพระไตรปิฎกเป็นอย่างไร รวมถึงประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการขัดเกลากิเลส มีดังนี้ค่ะ
พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ บุคคลผู้เลิศที่บำเพ็ญบารมีมานานถึงสองอสงไขยแสนกัป สามารถตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องฟังธรรมจากใคร แต่ข้อแตกต่างคือ ท่านไม่สามารถแสดงธรรมให้คนอื่นบรรลุธรรมตามได้ เพราะท่านไม่สามารถบัญญัติคำ เช่น คำว่า โลภะ โทสะ โมหะ เพื่อแสดงถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ให้ลึกซึ้งได้เหมือนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงบรรลุได้ด้วยตัวองค์เอง แต่ไม่สามารถสอนให้คนอื่นบรรลุตามได้นั่นเองค่ะ
พระปัจเจกพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นเมื่อตอนที่พระพุทธศาสนาอันตรธานไปแล้วเท่านั้น อย่างในยุคปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนายังคงอยู่ จึงไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการพบเจอพระปัจเจกพุทธเจ้าในปัจจุบัน และที่สำคัญ พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่เคยมาเมืองไทย และไม่ได้ปรินิพพานที่เมืองไทยเลยครับ ข้อความในพระไตรปิฎกรวมถึงอรรถกถา ไม่เคยมีตรงไหนแสดงว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามาเมืองไทย แต่ระบุชัดเจนว่า เมื่อว่างจากพระศาสนา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายท่านจะลงมาประชุมรวมกันที่ ป่าอิสิปัตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมครั้งแรกที่สารนาถ) โดยความหมายของป่านี้คือสถานที่กลุ่มของฤาษีหรือผู้ทรงคุณธรรมลงมาประชุมกัน ท่านไม่ได้ไปเมืองไทยเลยค่ะ
สถานที่ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทำอุโบสถร่วมกันคือ ภูเขานันทมูลกะ ภูเขาคันธมาทน์ และภูเขาอิสิคิริ ซึ่งล้วนอยู่ในชมพูทวีป ไม่มีที่เมืองไทยเลย และท่านจะปรินิพพานที่หิมวันตประเทศ ก็คือแถวเทือกเขาหิมาลัย ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น จึงไม่มีพระภิกษุหรือใครในเมืองไทยที่จะไปพบสถานที่ปรินิพพานของท่านได้จริงค่ะ
ในข้อความพระไตรปิฎก อรรถกถาขัคควิสาณสูตร ได้แสดงถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์สุดท้ายก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมจะตรัสรู้ ท่านมีพระนามว่า "พระมาตังคะปัจเจกพุทธเจ้า" ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะประสูติ ท่านสำรวจดูอายุสังขารของท่านพบว่ากำลังจะปรินิพพานแล้ว ท่านจึงเดินทางไปที่ ภูเขามหาปปาตะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตใช้ปรินิพพานกัน พระองค์ได้นำกระดูกของพระปัจเจกพุทธเจ้ารุ่นก่อน ๆ มารวมกันไว้ที่เหวตรงภูเขานั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ในหิมวันตประเทศ เทือกเขาหิมาลัย ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยเลยค่ะ เรื่องเล่าที่ว่ามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาปรินิพพานในเมืองไทยจึงไม่ตรงตามพระไตรปิฎกอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างข้อความในพระไตรปิฎก สุตตนิบาต ขัคควิสาณสูตร ที่แสดงถึงการบรรลุธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีตที่น่าเลื่อมใส มีเรื่องราวของอดีตพระราชาครองเมืองพาราณสีองค์หนึ่ง วันหนึ่งท่านเสด็จท่องเที่ยวไปที่พระราชอุทยาน ทรงทอดพระเนตรเห็น ต้นทองหลาง ที่มีใบไม้สีเขียวชอุ่มร่มขจีเต็มต้น ท่านจึงสั่งให้ปูที่ประทับแล้วนอนแหงนพระพักตร์มองใบไม้เหล่านั้นด้วยความสบายใจ ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อน ท่านเสด็จไปที่พระราชอุทยานอีกครั้ง ทรงประทับนอนใต้ต้นทองหลางต้นเดิม คราวนี้ทรงเห็นใบทองหลางเริ่มปริออกดอกสะพรั่ง และเมื่อถึงคราวปลายฤดูร้อน ท่านเสด็จไปอีกครั้ง คราวนี้ทรงแหงนดูพบว่า ใบทองหลางร่วงหล่นจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่กิ่งกับลำต้นที่แห้งเหี่ยวเท่านั้น
ด้วยปัญญาความเห็นถูกที่ท่านสะสมมาแต่อดีตชาติจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ท่านจึงนำมาพิจารณาถึงสัจจะความจริงว่า "แม้แต่ต้นไม้ซึ่งไม่มีจิตใจครอง ก็ยังต้องเสื่อมชราแปรปรวนไป นับประสาอะไรกับรูปธรรมและร่างกายของเราที่มีจิตใจครอง ย่อมต้องเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา" ท่านพิจารณาลงใน อนิจจสัญญา (ความจำหมายในความไม่เที่ยงของธรรมะ) และ อนัตตสัญญา (ความจำหมายในสภาพธรรมะไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์บุคคล) ปัญญาของท่านที่สะสมมาถึงพร้อม จึงประจักษ์แจ้งความจริงในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของขันธ์ 5 ที่มีในขณะนั้น แล้วบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองทันที
นี่คือหลักฐานชี้ชัดว่า ปัญญาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม และสิ่งสำคัญที่จะสะสมปัญญาได้ คือการฟังธรรมะบ่อย ๆ เนือง ๆ ให้เข้าใจความจริงของธรรมะปัจจุบันว่าเป็นเพียงขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สมดังข้อความใน โสตานุคตสูตร ที่แสดงถึงอานิสงส์ของการฟังธรรม 4 ประการว่า
การฟังธรรมะที่ถูกต้องบ่อย ๆ จะช่วยสะสมปัญญาไปทีละเล็กทีละน้อย แม้ชาตินี้จะไม่บรรลุ แต่ถ้าปัญญาถึงพร้อมและตั้งความปรารถนาไว้ ก็จะได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตได้ด้วยตัวองค์เองค่ะ
ธรรมะที่พระปัจเจกพุทธเจ้าบรรลุนั้น ไม่ใช่การคิดนึกเป็นเรื่องราว แต่คือการ ประจักษ์แจ้งความจริงของการเกิดดับของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เห็นก็ไม่เที่ยง ได้ยินก็ไม่เที่ยง คิดนึกก็ไม่เที่ยง ทุกอย่างเกิดขึ้นตามปัจจัย ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนและบังคับบัญชาไม่ได้เลย สิ้นสุดแล้วก็เป็นไปตามปัจจัยของธรรมะ ไม่ใช่เรา เป็นอนัตตาโดยสิ้นเชิง นี่คือความจริงที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ท่านตรัสรู้ค่ะ
ตัวอย่างของบุคคลที่จะอุบัติเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตกาล คือ พระเทวทัต
ซึ่งในปัจจุบันยังคงเสวยวิบากกรรมอยู่ในอเวจีมหานรก ย้อนไปตอนที่ท่านสำนึกผิดก่อนตาย พระภิกษุได้แบกเตียงหามท่านเพื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เมื่อเดินทางมาถึงหน้าพระเชตวันยังไม่ทันได้เข้าเฝ้า ท่านก็ถูกแผ่นดินสูบ ในขณะที่แผ่นดินค่อย ๆ สูบจากเท้า ข้อเท้า ขึ้นมาจนถึงคาง พระเทวทัตได้เกิดศรัทธาเลื่อมใสและปัญญาความเข้าใจถูก ท่านจึงได้กล่าวคำบูชาสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าด้วยชีวิต ด้วยกระดูกคาง และลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คาถาที่พระเทวทัตกล่าวนั้นไพเราะมาก มีใจความว่า:
ข้าพระพุทธเจ้า ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ (คือเป็นวิสุทธิเทพ ผู้บริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิง ต่างจากเทพธรรมดาที่ยังมีกิเลส) เป็นสารถีฝึกนรชน (ด้วยอริยมรรคมีองค์ 8) มีพระจักษุรอบคอบ (คือมีสัพพัญญุตญาณรู้แจ้งสัจจะ) มีลักษณะแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นด้วยบุญตั้งร้อย (มีมหาบุริศลักษณะอันงดงาม) ขอเป็นที่พึ่ง (พึ่งด้วยศรัทธาและปัญญาจากการฟังธรรม ไม่ใช่การอ้อนวอน) ด้วยกระดูกเหล่านี้พร้อมด้วยลมหายใจ”
ด้วยอานิสงส์แห่งพุทธบูชาก่อนสิ้นชีวิตนี้ ประกอบกับปัญญาบารมีที่ท่านเคยสะสมมาในอดีตชาติ พระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคตกาลอีกแสนกัปข้างหน้า พระเทวทัตจะพ้นจากนรกและได้บรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีพระนามว่า "พระอัฏฐิสสระ" นี่คือความจริงที่ว่า อกุศลกรรมที่ท่านทำอนันตริยกรรมไว้ก็ส่วนอกุศลทำให้ต้องตกนรก แต่ส่วนกุศลบารมีและพุทธบูชาก่อนตายก็เป็นปัจจัยให้ท่านได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต
อีกหนึ่งตัวอย่างในพระไตรปิฎกคือ นายสุมนมาลาการ มีหน้าที่ร้อยดอกมะลิถวายพระเจ้าพิมพิสารเป็นประจำทุกวัน ได้ค่าจ้างวันละ 8 กหาปนะ วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมา นายสุมนมาลาการเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่งยวดด้วยปัญญาที่สะสมมา แต่ตอนนั้นท่านไม่มีสิ่งใดจะบูชา นอกจากดอกมะลิ 8 ทนานของพระราชา ท่านจึงคิดสละชีวิตว่า "แม้พระราชาจะสั่งประหารชีวิตเราเพราะเอาดอกไม้ไปใช้ เราก็ยอมสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า" ท่านจึงซัดดอกมะลิทั้ง 8 กำขึ้นไปเป็นพุทธบูชา เกิดความอัศจรรย์คือดอกมะลิลอยล้อมรอบพระพุทธองค์อย่างงดงามไปตลอดทาง ท่านจึงได้กราบไหว้ด้วยกุศลจิตอันบริสุทธิ์ การบูชาคุณของพระพุทธเจ้าต้องทำด้วยความเข้าใจธรรมะ ไม่ใช่ทำด้วยความโลภเพื่ออ้อนวอนขอสิ่งตอบแทน นายสุมนมาลาการท่านเข้าใจความจริงของธรรมะ พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า อีกแสนกัปข้างหน้า นายสุมนมาลาการจะได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีพระนามว่า "พระสุมนะ" และตลอดแสนกัปนี้ ท่านจะไม่ไปเกิดในนรกหรือทุคติภูมิเลยด้วยผลแห่งกุศลนี้ค่ะ
กุศลย่อมให้ผลที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "การฟังธรรมให้เข้าใจ" เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้บุคคลบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ตลอดจนถึงพระพุทธเจ้าได้
อานิสงส์ของการฟังธรรมะบ่อย ๆ เนือง ๆ ในสัจจะความจริงที่ว่าธรรมะไม่ใช่เรา จึงเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดที่ควรสะสมในชีวิตที่เหลืออยู่ค่ะหากใครเห็นประโยชน์ของคลิปนี้ ก็ช่วยกันแชร์เผยแพร่เพื่อความเข้าใจถูกตามพระธรรมวินัย การทำให้คนเข้าใจถูกจัดเป็นบุญมหาศาลคือ "การให้ธรรมทาน" นั่นเอง ขออนุโมทนาในกุศลของทุกท่านค่ะธรรมะสวัสดีค่ะยามเช้า
https://pantip.com/topic/44224662/comment3-9?sc=uD2BLPh
หลวงปู่มั่นไม่ได้เจอพระปัจเจกพุทธเจ้า
วันนี้ค่ะ จะให้เข้าใจความจริงว่า ไม่มีผู้ใดไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ หลวงพ่อไหน ที่จะพบพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จนถึง พ.ศ. 5,000ปี เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าจะอุบัติเกิดขึ้นเมื่อช่วงว่างศาสนา คือช่วงที่ไม่มีพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น จึงไม่มีใครพบ ใครเจอพระปัจเจกพุทธเจ้าในยุคนี้เลย รวมทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ไม่ได้มาปรินิพพานในประเทศไทยตามที่บางคนเข้าใจ ความจริงตามพระไตรปิฎกเป็นอย่างไร รวมถึงประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการขัดเกลากิเลส มีดังนี้ค่ะ
พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ บุคคลผู้เลิศที่บำเพ็ญบารมีมานานถึงสองอสงไขยแสนกัป สามารถตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องฟังธรรมจากใคร แต่ข้อแตกต่างคือ ท่านไม่สามารถแสดงธรรมให้คนอื่นบรรลุธรรมตามได้ เพราะท่านไม่สามารถบัญญัติคำ เช่น คำว่า โลภะ โทสะ โมหะ เพื่อแสดงถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ให้ลึกซึ้งได้เหมือนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงบรรลุได้ด้วยตัวองค์เอง แต่ไม่สามารถสอนให้คนอื่นบรรลุตามได้นั่นเองค่ะ
พระปัจเจกพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นเมื่อตอนที่พระพุทธศาสนาอันตรธานไปแล้วเท่านั้น อย่างในยุคปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนายังคงอยู่ จึงไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการพบเจอพระปัจเจกพุทธเจ้าในปัจจุบัน และที่สำคัญ พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่เคยมาเมืองไทย และไม่ได้ปรินิพพานที่เมืองไทยเลยครับ ข้อความในพระไตรปิฎกรวมถึงอรรถกถา ไม่เคยมีตรงไหนแสดงว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามาเมืองไทย แต่ระบุชัดเจนว่า เมื่อว่างจากพระศาสนา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายท่านจะลงมาประชุมรวมกันที่ ป่าอิสิปัตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมครั้งแรกที่สารนาถ) โดยความหมายของป่านี้คือสถานที่กลุ่มของฤาษีหรือผู้ทรงคุณธรรมลงมาประชุมกัน ท่านไม่ได้ไปเมืองไทยเลยค่ะ
สถานที่ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทำอุโบสถร่วมกันคือ ภูเขานันทมูลกะ ภูเขาคันธมาทน์ และภูเขาอิสิคิริ ซึ่งล้วนอยู่ในชมพูทวีป ไม่มีที่เมืองไทยเลย และท่านจะปรินิพพานที่หิมวันตประเทศ ก็คือแถวเทือกเขาหิมาลัย ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น จึงไม่มีพระภิกษุหรือใครในเมืองไทยที่จะไปพบสถานที่ปรินิพพานของท่านได้จริงค่ะ
ในข้อความพระไตรปิฎก อรรถกถาขัคควิสาณสูตร ได้แสดงถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์สุดท้ายก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมจะตรัสรู้ ท่านมีพระนามว่า "พระมาตังคะปัจเจกพุทธเจ้า" ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะประสูติ ท่านสำรวจดูอายุสังขารของท่านพบว่ากำลังจะปรินิพพานแล้ว ท่านจึงเดินทางไปที่ ภูเขามหาปปาตะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตใช้ปรินิพพานกัน พระองค์ได้นำกระดูกของพระปัจเจกพุทธเจ้ารุ่นก่อน ๆ มารวมกันไว้ที่เหวตรงภูเขานั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ในหิมวันตประเทศ เทือกเขาหิมาลัย ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยเลยค่ะ เรื่องเล่าที่ว่ามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาปรินิพพานในเมืองไทยจึงไม่ตรงตามพระไตรปิฎกอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างข้อความในพระไตรปิฎก สุตตนิบาต ขัคควิสาณสูตร ที่แสดงถึงการบรรลุธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีตที่น่าเลื่อมใส มีเรื่องราวของอดีตพระราชาครองเมืองพาราณสีองค์หนึ่ง วันหนึ่งท่านเสด็จท่องเที่ยวไปที่พระราชอุทยาน ทรงทอดพระเนตรเห็น ต้นทองหลาง ที่มีใบไม้สีเขียวชอุ่มร่มขจีเต็มต้น ท่านจึงสั่งให้ปูที่ประทับแล้วนอนแหงนพระพักตร์มองใบไม้เหล่านั้นด้วยความสบายใจ ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อน ท่านเสด็จไปที่พระราชอุทยานอีกครั้ง ทรงประทับนอนใต้ต้นทองหลางต้นเดิม คราวนี้ทรงเห็นใบทองหลางเริ่มปริออกดอกสะพรั่ง และเมื่อถึงคราวปลายฤดูร้อน ท่านเสด็จไปอีกครั้ง คราวนี้ทรงแหงนดูพบว่า ใบทองหลางร่วงหล่นจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่กิ่งกับลำต้นที่แห้งเหี่ยวเท่านั้น
ด้วยปัญญาความเห็นถูกที่ท่านสะสมมาแต่อดีตชาติจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ท่านจึงนำมาพิจารณาถึงสัจจะความจริงว่า "แม้แต่ต้นไม้ซึ่งไม่มีจิตใจครอง ก็ยังต้องเสื่อมชราแปรปรวนไป นับประสาอะไรกับรูปธรรมและร่างกายของเราที่มีจิตใจครอง ย่อมต้องเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา" ท่านพิจารณาลงใน อนิจจสัญญา (ความจำหมายในความไม่เที่ยงของธรรมะ) และ อนัตตสัญญา (ความจำหมายในสภาพธรรมะไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์บุคคล) ปัญญาของท่านที่สะสมมาถึงพร้อม จึงประจักษ์แจ้งความจริงในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของขันธ์ 5 ที่มีในขณะนั้น แล้วบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองทันที
นี่คือหลักฐานชี้ชัดว่า ปัญญาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม และสิ่งสำคัญที่จะสะสมปัญญาได้ คือการฟังธรรมะบ่อย ๆ เนือง ๆ ให้เข้าใจความจริงของธรรมะปัจจุบันว่าเป็นเพียงขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สมดังข้อความใน โสตานุคตสูตร ที่แสดงถึงอานิสงส์ของการฟังธรรม 4 ประการว่า
การฟังธรรมะที่ถูกต้องบ่อย ๆ จะช่วยสะสมปัญญาไปทีละเล็กทีละน้อย แม้ชาตินี้จะไม่บรรลุ แต่ถ้าปัญญาถึงพร้อมและตั้งความปรารถนาไว้ ก็จะได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตได้ด้วยตัวองค์เองค่ะ
ธรรมะที่พระปัจเจกพุทธเจ้าบรรลุนั้น ไม่ใช่การคิดนึกเป็นเรื่องราว แต่คือการ ประจักษ์แจ้งความจริงของการเกิดดับของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เห็นก็ไม่เที่ยง ได้ยินก็ไม่เที่ยง คิดนึกก็ไม่เที่ยง ทุกอย่างเกิดขึ้นตามปัจจัย ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนและบังคับบัญชาไม่ได้เลย สิ้นสุดแล้วก็เป็นไปตามปัจจัยของธรรมะ ไม่ใช่เรา เป็นอนัตตาโดยสิ้นเชิง นี่คือความจริงที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ท่านตรัสรู้ค่ะ
ตัวอย่างของบุคคลที่จะอุบัติเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตกาล คือ พระเทวทัต
ซึ่งในปัจจุบันยังคงเสวยวิบากกรรมอยู่ในอเวจีมหานรก ย้อนไปตอนที่ท่านสำนึกผิดก่อนตาย พระภิกษุได้แบกเตียงหามท่านเพื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่เมื่อเดินทางมาถึงหน้าพระเชตวันยังไม่ทันได้เข้าเฝ้า ท่านก็ถูกแผ่นดินสูบ ในขณะที่แผ่นดินค่อย ๆ สูบจากเท้า ข้อเท้า ขึ้นมาจนถึงคาง พระเทวทัตได้เกิดศรัทธาเลื่อมใสและปัญญาความเข้าใจถูก ท่านจึงได้กล่าวคำบูชาสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าด้วยชีวิต ด้วยกระดูกคาง และลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คาถาที่พระเทวทัตกล่าวนั้นไพเราะมาก มีใจความว่า:
ข้าพระพุทธเจ้า ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ (คือเป็นวิสุทธิเทพ ผู้บริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิง ต่างจากเทพธรรมดาที่ยังมีกิเลส) เป็นสารถีฝึกนรชน (ด้วยอริยมรรคมีองค์ 8) มีพระจักษุรอบคอบ (คือมีสัพพัญญุตญาณรู้แจ้งสัจจะ) มีลักษณะแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นด้วยบุญตั้งร้อย (มีมหาบุริศลักษณะอันงดงาม) ขอเป็นที่พึ่ง (พึ่งด้วยศรัทธาและปัญญาจากการฟังธรรม ไม่ใช่การอ้อนวอน) ด้วยกระดูกเหล่านี้พร้อมด้วยลมหายใจ”
ด้วยอานิสงส์แห่งพุทธบูชาก่อนสิ้นชีวิตนี้ ประกอบกับปัญญาบารมีที่ท่านเคยสะสมมาในอดีตชาติ พระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคตกาลอีกแสนกัปข้างหน้า พระเทวทัตจะพ้นจากนรกและได้บรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีพระนามว่า "พระอัฏฐิสสระ" นี่คือความจริงที่ว่า อกุศลกรรมที่ท่านทำอนันตริยกรรมไว้ก็ส่วนอกุศลทำให้ต้องตกนรก แต่ส่วนกุศลบารมีและพุทธบูชาก่อนตายก็เป็นปัจจัยให้ท่านได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต
อีกหนึ่งตัวอย่างในพระไตรปิฎกคือ นายสุมนมาลาการ มีหน้าที่ร้อยดอกมะลิถวายพระเจ้าพิมพิสารเป็นประจำทุกวัน ได้ค่าจ้างวันละ 8 กหาปนะ วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมา นายสุมนมาลาการเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่งยวดด้วยปัญญาที่สะสมมา แต่ตอนนั้นท่านไม่มีสิ่งใดจะบูชา นอกจากดอกมะลิ 8 ทนานของพระราชา ท่านจึงคิดสละชีวิตว่า "แม้พระราชาจะสั่งประหารชีวิตเราเพราะเอาดอกไม้ไปใช้ เราก็ยอมสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า" ท่านจึงซัดดอกมะลิทั้ง 8 กำขึ้นไปเป็นพุทธบูชา เกิดความอัศจรรย์คือดอกมะลิลอยล้อมรอบพระพุทธองค์อย่างงดงามไปตลอดทาง ท่านจึงได้กราบไหว้ด้วยกุศลจิตอันบริสุทธิ์ การบูชาคุณของพระพุทธเจ้าต้องทำด้วยความเข้าใจธรรมะ ไม่ใช่ทำด้วยความโลภเพื่ออ้อนวอนขอสิ่งตอบแทน นายสุมนมาลาการท่านเข้าใจความจริงของธรรมะ พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า อีกแสนกัปข้างหน้า นายสุมนมาลาการจะได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีพระนามว่า "พระสุมนะ" และตลอดแสนกัปนี้ ท่านจะไม่ไปเกิดในนรกหรือทุคติภูมิเลยด้วยผลแห่งกุศลนี้ค่ะ
กุศลย่อมให้ผลที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "การฟังธรรมให้เข้าใจ" เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้บุคคลบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ตลอดจนถึงพระพุทธเจ้าได้
อานิสงส์ของการฟังธรรมะบ่อย ๆ เนือง ๆ ในสัจจะความจริงที่ว่าธรรมะไม่ใช่เรา จึงเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดที่ควรสะสมในชีวิตที่เหลืออยู่ค่ะหากใครเห็นประโยชน์ของคลิปนี้ ก็ช่วยกันแชร์เผยแพร่เพื่อความเข้าใจถูกตามพระธรรมวินัย การทำให้คนเข้าใจถูกจัดเป็นบุญมหาศาลคือ "การให้ธรรมทาน" นั่นเอง ขออนุโมทนาในกุศลของทุกท่านค่ะธรรมะสวัสดีค่ะยามเช้า
https://pantip.com/topic/44224662/comment3-9?sc=uD2BLPh