พาณิชย์เดินหน้าปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้ว 2,085,705 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 2,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและมูลค่าจากปีก่อน ครอบคลุมเครื่องแต่งกาย กระเป๋า นาฬิกา อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ ยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมเร่งขับเคลื่อน IP Work Plan ร่วมกับ USTR ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ลดพื้นที่เสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุน
ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ และองค์กรพันธมิตร เพื่อปราบปรามสินค้าละเมิดทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างจริงจัง
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดพิธีทำลายของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ณ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.ปิยนุช เป็นประธานในพิธี
ของกลาง 2.08 ล้านชิ้น เพิ่ม 36.45%
สำหรับปีนี้ มีของกลางที่นำมาทำลายรวม 2,085,705 ชิ้น เพิ่มขึ้น 36.45% จากปี 2568 ที่มีจำนวน 1,528,524 ชิ้น
ขณะที่มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 2,145,916,400 บาท เพิ่มขึ้น 138.19% จากปี 2568 ที่มีมูลค่าความเสียหาย 900,912,800 บาท
ของกลางดังกล่าวเป็นผลจากการบูรณาการระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการจับกุมและตรวจยึดสินค้าละเมิดจากทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
สินค้าที่ตรวจยึดได้ครอบคลุมหลายประเภท อาทิ เครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ ยา เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
ตัดวงจรไม่ให้ของปลอมกลับสู่ตลาด
ดร.ปิยนุชกล่าวว่า การทำลายของกลางเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสภายใต้พันธกรณีในกรอบองค์การการค้าโลก หรือ WTO
ของกลางในคดีที่ถึงที่สุดแล้วจะต้องถูกนำไปทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าละเมิดหมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสะท้อนว่าประเทศไทยมีระบบป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีส่วนต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า นักลงทุน และภาคธุรกิจ
ส่งทำลายในโรงงานมาตรฐาน ISO 14001
ของกลางทั้งหมดจะถูกนำไปทำลายในโรงงานที่มีระบบมาตรฐานจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ในจังหวัดสมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา
กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายให้การทำลายสินค้าละเมิดเป็นไปอย่างเหมาะสม และไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ไทยยังอยู่ Watch List มาตรา 301 พิเศษ
ดร.ปิยนุชกล่าวว่า ไทยยังต้องเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำงานเชิงรุกร่วมกับประเทศคู่ค้า
สำหรับรายงานการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2569 ไทยยังอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวสะท้อนถึงพัฒนาการของไทยในการปราบปรามสินค้าละเมิด รวมถึงการสร้างความตระหนักเรื่องการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
เร่ง IP Work Plan ร่วม USTR
กรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าขับเคลื่อน IP Work Plan ซึ่งจัดทำร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR
เป้าหมายสำคัญคือยกระดับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีการละเมิดสูง ลดการจำหน่ายสินค้าปลอม คุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส
ดร.ปิยนุชย้ำว่า การแก้ปัญหาสินค้าละเมิดจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เจ้าของสิทธิ และภาคประชาชน
โดยประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ผ่านการ “ไม่ซื้อ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบ” และ
หากพบเบาะแสสามารถแจ้งกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0-2547-4702 หรือสายด่วน 1368
ของปลอมพุ่ง 36.45% พาณิชย์เร่งบังคับใช้กฎหมาย-เดิน IP Work Plan กับ USTR